คนรุ่นใหม่กับรูปแบบการจัดสวนแนวใหม่ ความสุขของคนรักต้นไม้

ในยุคของที่ดินราคาแพงและลักษณะที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ที่ทำงานในเมืองใหญ่ และพำนักอยู่ในคอนโดห้องเล็ก ๆ หรือบ้านหลังน้อย ๆ ที่ยังคงมีความต้องการใกล้ชิดกับธรรมชาติ การได้มีสวนเล็ก ๆ ในที่พักอาศัย ก็สามารถทำให้มีชีวิตชีวา คลายความเครียด และความเหนื่อยล้าจากการทำงานในแต่ละวันได้ นี่คือไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ยังคงเรียกร้องหาธรรมชาติ และก็เป็นที่มาของเทรนด์ในการจัดสวนในภาชนะขนาดเล็กที่กำลังนิยมอย่างมากตั้งแต่ปี 2017 การจัดสวนในภาชนะขนาดเล็กอย่างเช่น การจัดสวนด้วยต้นกระบองเพชร หรือ การนำต้นไม้มาจัดเป็นสวนจำลองในขวดแก้ว ก็กำลังเป็นเทรนด์ที่คนรุ่นใหม่ต้องการเรียนรู้และทำเป็นงานอดิเรกมากขึ้น

การจัดสวนด้วยของ DIY กิจกรรมที่ทำได้ทั้งคนโสดและคนมีครอบครัว

                ในวันหยุดหรือช่วงเวลาว่าง การได้ใช้เวลาสร้างผลงานจากฝีมือของตนเอง ก็เป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายหรือช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ การจัดสวนด้วยของประดิษฐ์ DIY สามารถสร้างความสุขและปลุกทักษะด้านศิลปะให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน และยังเป็นกิจกรรมที่สามารถทำคนเดียวหรือทำร่วมกับคนอื่นได้ และที่กำลังนิยมกันมากในหมู่วัยรุ่นโดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในคอนโดคือ การจัดสวนแนวตั้ง (Vertical Garden) ที่เป็นการจัดสรรพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมสวยงามมากขึ้นด้วยต้นไม้กับกระถางใบเล็ก ในเว็บไซต์ด้านการจัดสวนก็มีข้อมูลและเคล็ดลับในการจัดสวนแนวตั้งนี้อยู่มากโดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ เช่น การแขวนกระถางอย่างไรให้สวยงามดูมีการออกแบบที่ดี หรือการนำวัสดุอย่างสังกะสีมาประกอบก็ทำให้เกิดเป็นสไตล์แบบอินดัสเทรียลซึ่งก็กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่เช่นเดียวกัน

โปรแกรมการจัดสวนที่เพิ่มความสะดวกสบายในการออกแบบและการจัดสรรพื้นที่ตามสไตล์ที่ชอบ

                เทคโนโลยีได้ถูกประยุกต์ใช้ในการสร้างความสะดวกสบายในการทำงานแทบจะทุกอย่างแล้วในปัจจุบัน รวมถึงในการจัดสวนด้วยเช่นกัน โปรแกรมการจัดสวนที่ถูกสร้างขึ้นมามากมาย เพื่อเอาใจคนรักบ้านรักต้นไม้ได้ใช้บริการ โดยส่วนมากก็มักจะมีฟังก์ชันในการทำงานพื้นฐานต่าง ๆ เช่นการสามารถเลือกต้นไม้ชนิดต่าง ๆ มาจัดวางในตำแหน่งที่คิดไว้ การเลือกชนิดของดอกไม้และสีดอกไม้ที่ชอบมาตกแต่งสวนทั้งแนวราบและแนวตั้งได้ทั้งหมด รวมไปถึงการปรับขนาดได้ทั้งเล็กและใหญ่เพื่อจำลองการจัดสวนให้ผู้ใช้งานได้ทดลองออกแบบก่อนไปซื้ออุปกรณ์จริงมาตกแต่งสวน นับเป็นประโยชน์และการสร้างความสุขเล็ก ๆ ของคนรุ่นใหม่ที่รักธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

 

การทำสมาธิในยุคดิจิทัลไม่ยากอย่างที่คิด ฝึกบ่อยชีวิตเปลี่ยน

จากการเสพสื่อในสังคมยุคดิจิทัลที่มีข่าวสารมากมายที่เข้าถึงได้ง่าย และเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว อาจนำพามาซึ่งความเครียด อารมณ์หงุดหงิด และความว้าวุ่นใจมาสู่ชีวิตของคุณ ที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้อย่างไม่รู้ตัว จากสถิติที่มีการได้ทำการบันทึกไว้ คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 57 ล้านคน หรือประมาณ 82% ของประชากร ที่สำรวจโดย We are social และ Hootsuite ในปี 2018 แถมมาด้วยแชมป์โลกด้านการใช้เวลาท่องอินเทอร์เน็ตมากที่สุด เฉลี่ย 9 ชั่วโมง 38 นาทีต่อวัน ก็ไม่น่าแปลกใจที่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอยูโพล) ได้มีการจำแนกความเครียดในคนไทยในด้านต่าง ๆ ถึง 10 ด้านด้วยกัน คือ ด้านเศรษฐกิจและการเงิน ด้านครอบครัว ด้านเพื่อน ด้านความรัก ด้านการงาน ด้านสุขภาพ ด้านการเรียน ด้านการเมือง ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านที่เกี่ยวกับตนเอง ซึ่งมีวิธีแก้ไขความเครียดโดยการพยายามหากิจกรรมที่ผ่อนคลายความเครียด หรืองานอดิเรกที่ชื่นชอบต่าง ๆ โดยแท้จริงแล้วเคล็ดลับง่าย ๆ ที่นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้ให้คำแนะนำไว้ก็คือ การทำสมาธิให้จิตใจผ่องใส เพียงวันละ 10 – 30 นาที ก็สามารถเป็นวิธีลดความเครียดที่ได้ผลดีมาก

การฝึกทำสมาธิ ไม่เพียงแต่เฉพาะคนไทยที่รู้จัก แต่ยังเป็นวิธีการพื้นฐานของคนทั่วโลก และเริ่มเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการทำจิตใจให้สงบ พักสมองให้หยุดคิดเรื่องที่กังวลอยู่ และจดจ่ออยู่กับการหายใจเข้าออกอย่างเป็นระบบ การฝึกทำสมาธินี้มีผลงานวิจัยมากมาย ที่ค้นพบว่าสามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆได้ เช่น โรคหอบหืด และโรคไมเกรน และยังช่วยลดอาการซึมเศร้าอีกด้วย รวมถึงช่วยให้การทำงานของระบบการเผาผลาญอาหาร และระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายดีขึ้น

เสพสื่ออย่างมีเหตุและผล มีสมาธิและสติ เลือกรับข่าวสารที่ดีมากขึ้น

                ข่าวสารที่ได้รับตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ไม่ควรที่จะเชื่อถือในทันทีทันใด เพราะยุคดิจิทัลนี้ ใคร ๆ ก็เขียนข่าวได้ การฝึกทำสมาธิจะช่วยให้เกิดสติ ดังที่กระทรวงสาธารณสุขได้เน้นประเด็นเรื่อง “สติ วิถีแห่งสุขภาพดี” เพราะคนไทยมีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าสูงขึ้น ดังนั้นการทำสมาธิและเสพสื่ออย่างมีสติจะช่วยบรรเทาอาการเครียดและวิตกกังวลที่จะนำสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ ข้อแนะนำในการเสพสื่อออนไลน์มีอยู่มากมาย เช่น การอย่าเพิ่งด่วนสรุปข่าวนั้น อย่าเพิ่งใส่อารมณ์ความรู้สึกของตนเองมากเกินไปหลังจากที่ได้อ่าน และไม่ควรเสพสื่อตลอดเวลา ควรมีการกำหนดเวลาในการเสพสื่อต่าง ๆ และใช้เวลากับธรรมชาติหรือกิจกรรมที่ชื่นชอบให้มากขึ้น และพยายามแชร์ข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้จริง ๆ

3 ภาพยนตร์ขวัญใจมหาชนที่ดัดแปลงจากหนังสือ

                สิ้นสุดการรอคอยสำหรับภาพยนตร์ปิดตำนานไตรภาค อย่าง Maze Runner The Death Cure เข้าฉายไปแล้วเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งถึงแม้จะกวาดรายได้ไปไม่ค่อยดีเท่าไร แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของภาคนี้ ออกมาดีทีเดียว นั่นสะท้อนถึงความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งถูกดัดแปลงมาจากหนังสือนวนิยาย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเรามักจะได้เห็นภาพยนตร์ที่ถูกดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีและหนังสือ แต่ก็มีน้อยเรื่องที่จะประสบความสำเร็จ สร้างฐานแฟนคลับ ชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ (ชอบทำเป็นหนังไตรภาค) วันนี้เราขอรวบรวม 3 ภาพยนตร์ขวัญใจมหาชน ที่ถูกดัดแปลงมาจากหนังสือ เผื่อวันหยุดนี้ใครว่างก็จัดเลยนะ บอกเลยว่าเด็ดมาก ๆ

                The Maze Runner เป็นภาพยนตร์ไตรภาค ที่ถูกแปลงมาจากวรรณกรรมเยาวชนชื่อดัง “The Maze Runner” แต่งโดยเจมส์ แดชเนอร์ ว่าด้วยของเด็กกลุ่มหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในวงกต จนกระทั่งวันหนึ่งมีเด็กหนุ่มที่ชื่อ “โทมัส” โผล่ขึ้นมาจากกล่องยังชีพ นำไปสู่การวิ่งหาความจริง ว่าทำไมพวกเขาถูกจับขังไว้ที่นี่ หนังสือที่่ว่าขายดิบขายดีแล้ว พอทำเป็นภาพยนตร์เรียกได้ว่าดังเป็นพลุแตก ตัวหนังทำออกมาได้คล้ายคลึงหนังสือมาก ตึงเครียด กดดัน มิตรภาพ แอคชั่น ครบรส สำหรับภาพยนตร์ถูกแบ่งออกเป็น 3 ภาคด้วยกันได้แก่ The Maze Runner, Maze Runner2 :The Scorch Trials และ Maze Runner 3 :The Death Cure

                The Hunger Game หรือ ที่เราคุ้นหูกันดีในชื่อภาพยนตร์ “เกมล่าชีวิต” เป็นนิยายแนวดิสโทเปีย (นิยายแนวดาร์ก โหดร้าย) เขียนโดย ซูซาน คอลลินส์ เป็นเรื่องราวของ “แคตนิส เอฟเวอร์ดีน” เด็กสาววัย 16 ที่อาศัยอยู่ในพาเน็ม ถูกปกครองโดย เมืองหลวง “แคปิตอล” ซึ่งในแต่ละปีจะมีการคัดเลือกเด็กชายหญิง จาก 12 เขต เข้าร่วมแข่งขัน “เกมล่าชีวิต” ซึ่งแคตนิสขออาสาไปเอง เมื่อน้องสาวของเธอถูกจับชื่อได้ หนังสือเรื่องนี้ขายดีและได้รับรางวัลการันตีมากมาย และถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ภาคแรกเมื่อปี 2009 ได้รับกระแสตอบรับดีมาก เพราะมีความเข้มข้น ดราม่า แอคชั่น และความตึงเครียด หนังสือมีทั้งหมด 3 ภาค แต่ภาพยนตร์ในปัจจุบันมีทั้งหมด 4 ภาค ไปแล้ว

                Harry Potter เรียกได้ว่าใครไม่ได้รู้จักเรื่องนี้แสดงว่าอาจจะไม่ได้ผ่านการใช้ชีวิตในวัยเด็กมาเลยทีเดียว เป็นตำนานแห่งภาพยนตร์ที่ถูกดัดแปลงมาจากหนังสือ ถูกสับภาคย่อยถึง 8 ภาค (ตอนนี้กำลังขยายจักรวาลเป็น Fantastic Beast) ในพาสของหนังสือแต่งโดย เจ. เค. โรว์ลิง เป็นนิยายแนวแฟนตาซี ที่ว่าด้วยการผจญภัยของ”แฮร์รี่ พอตเตอร์” กับโลกเวทมนตร์ ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ส่วนบทของภาพยนตร์ก็ถอดมาจากหนังสือไม่มีผิดเพี้ยน สนุก แฟนตาซี ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ภาพยนตร์ แฮรี่พอตเตอร์ กลายเป็นแฟรนไชส์ที่เด็ก ๆ ทั่วโลกรอคอย รายได้ถล่มทลายเลยทีเดียว

เพียงแค่ 3 เรื่องนี้ รับรองว่าวันหยุดของคุณจะกองอยู่หน้าทีวีจอยักษ์แบบไม่มีเบื่อเลย เผลอ ๆ อาจจะยาวไปจนถึงวันธรรมดา หรือวันหยุดหน้าได้อีกด้วย ใครยังไม่เคยรับชม ต้องหามาชมโดยด่วน

หวาดเสียว เปิดข่าวเครื่องเล่นเกิดอุบัติเหตุ  ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

หวาดเสียวอีกแล้ว เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  เครื่องเล่นท็อปสปินในสวนสนุกเปิดใหม่ “ต้าเฉียน” ในเมืองเนยเจียง มณฑลเสฉวน ประเทศจีน (ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในเสฉวนด้วยนะ มีพื้นที่กว่า 400 ไร่ ) เกิดเหตุขัดข้องค้างกลางอากาศ ทำผู้เล่น 10 คน ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศในสภาพ ขาชี้ฟ้า หัวตีลังกา ซึ่งโชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ รอดลงมาอย่างปลอดภัย ทางสวนสนุกจึงมอบเงินชดเชย และคูปองให้ผู้เคราะห์ร้าย และยังไม่มีการแถลงข่าวออกมาจากทางสวนสนุกถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น นี่ยังนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่โชคดีและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็มีข่าวสวนสนุกคร่าชีวิตผู้เล่น ชำรุดเกิดอุบัติ ขัดข้องอยู่บ่อยครั้ง วันนี้เราจะพาไปย้อนรอยเหตุการณ์สำคัญกันดีกว่า

เราขอแบ่งตามประเภทเครื่องเล่นที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด อันดับหนึ่งคงจะเป็นอะไรไม่ได้ นอกจาก “รถไฟเหาะ”  แค่นั่งเฉย ๆ ก็หวาดเสียวแล้ว เป็นเครื่องเล่นที่มีความสุ่มเสี่ยงมากที่สุด โดยอุบัติเหตุที่ถูกโจษจันมากที่สุดเกิดขึ้นอังกฤษ ในปี 1972 เมื่อ รถไฟเหาะ “The Big Dipper” เกิดสายเคเบิลด้านบนหลุด ส่งผลให้รถไฟเหาะเคลื่อนที่ย้อนกลับอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้มีเด็กเสียชีวิต 5 คนและมีผู้บาดเจ็บ 13 คน ซึ่งนับเป็นโศกนาฏกรรมที่ดังที่สุดในยุคสมัยนั้นเลยก็ว่าได้  ข้ามไปที่ประเทศแคนาดากันบ้าง เมื่อ “Mindbender” รถไฟเหาะชื่อดัง มีน็อตตัวหนึ่งเกิดหลวมขึ้นมา ส่งผลให้รถไฟเหาะเสียการทรงตัว หลุดออกจากรางพุ่งชนกำแพงคอนกรีตที่สร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัย ทำให้มีคนตกลงมาเสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก อีกหนึ่งเหตุการณ์สยองเกิดขึ้น ในรัฐจอร์เจีย อเมริกา เมื่อมีเด็กชายวัยรุ่นเข้าไปเก็บหมวกพื้นที่หวงห้าม เขาถูกรถไฟเหาะที่แล่นมาด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ชนเข้าอย่างจัง ส่งผลให้เขาโดนทับหัวจนขาดและเสียชีวิตคาที่ ส่วนเครื่องเล่นอื่น ๆ อย่างบ้านผีสิง ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ก็มีข่าวไฟไม้ จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า  8 ราย ถูกไฟคลอกตายในตัวปราสาท

ดูในต่างประเทศมาพอสมควรขอพาย้อนดูอุบัติเหตุเกี่ยวกับเครื่องเล่นในประเทศไทยกันบ้าง เหตุการณ์เกิดขึ้น ณ สวนสนุกเก่าแก่ มีอยู่ที่เดียวที่โด่งและเกิดอุบัติเหตุ 2 ครั้งซ้อน ครั้งแรก! เกิดขึ้นกับเรือล่องแก่ง ที่อยู่บนความสูง 7-8 เมตร เกิดเหตุไฟฟ้าขัดข้อง ทำให้ไม่สามารถควบคุมเรือได้ เรือไหลไปตามร่องน้ำและกระแทกกับราง ส่วนอีกลำ กระเด็นออกนอกราง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 8 คน และเสียชีวิตทั้งหมด 2 คน จบเหตุการณ์นี้ไม่นานก็มีเหตุการณ์ ในวันเด็ก สไลเดอร์สูง 17 เมตร ชำรุด ทำให้ผู้เล่นซึ่งเป็นอายุ 10-12 ปี หล่นลงมากระแทกพื้นจำนวน 28 คน แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต

ถึงแม้ว่าจะดูแล ซ่อมบำรุงอย่างดีแค่ไหน แต่กับเครื่องเล่นผาดโผน ท้าทายแรงโน้มถ่วง ท้าทายธรรมชาติเช่นนี้ ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลาจริง ๆ ดังนั้นส่งที่ผู้ประกอบการควรทำคือ การใส่ใจในการบำรุงรักษา และรักษากฏนั้นอย่างเข้มงวดนั่นเอง

อย่ากลัว ! รู้จัก “โรคซึมเศร้า” พร้อมวิธีป้องกัน

ในรอบปีที่ผ่านมีข่าวออกมาให้แฟนคลับสะเทือนใจกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเสียชีวิตของ เชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำวงร็อคระดับโลก Linkin Park เมื่อกลางปี 60 และตามมาด้วยกรณีข่าวการชีวิต ของ คิม จงฮยอน นักร้องเกาหลีชื่อดัง สมาชิกวง SHINee เมื่อตอนปลายปีที่แล้ว ทั้งสองกรณีดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจและกลายเป็นเรื่องช็อกระดับโลก เพราะนักร้องดังทั้งสอง จากโลกนี้ไปด้วย “ฆ่าตัวตาย” โดยมีสภาวะเดียวกันคือ อาการซึมเศร้า หรือที่เรียกกันติดปากว่า “โรคซึมเศร้า” ซึ่งข่าวดังทั้งสอง ส่งผลต่อสภาพจิตใจของแฟนคลับ และผู้ที่ได้ยินเรื่องราว จนกลายเป็นกระแส ที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ และรณรงค์ร่วมป้องกันโรคซึมเศร้า วันนี้เราขอเป็นอีกหนึ่งพลังเสียง ที่จะพาทุกคนไปรู้จักกับโรคซึมเศร้าให้ดีกว่าเดิม รวมทั้งแนวทางการป้องกันโรคนี้ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจได้มากขึ้น

รู้ไว้ก่อนโรคซึมเศร้าคืออะไร?

โรคซึมเศร้า เป็นโรคหนึ่งซึ่งสามารถเกิดได้ในช่วงชีวิตของเรา ไม่ต่างจากโรคทางกายอื่น ๆ ซึ่งมี สาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลักได้แก่
1.ปัจจัยทางชีวภาพหรือพันธุกรรม สารเคมีในสมองเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ความผันผวนของระดับฮอร์โมนสำคัญ สืบทอดมาจากพ่อแม่สู่ลูก

2.ปัจจัยด้านจิตใจหรือสิ่งที่แวดล้อมที่เรียกว่าปัจจัยทางอารมณ์ การพบเจอเหตุการณ์ ต่าง ๆ เช่น ความผิดหวัง การหย่าร้าง สูญเสียคนรัก เป็นต้น

ซึ่งก่อนอื่นต้องบอกว่าคนซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า คนผู้นั้นจะเป็นคนอ่อนแอไม่สู้ ไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพียงการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง ที่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการใช้ยา และการรักษาทางจิตใจร่วมกัน โรคซึมเศร้า เหมือนภัยเงียบที่ไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน ที่เป็นสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ปัจจัยสำคัญที่ทำกระตุ้นให้เกิดอาการซึมเศร้าได้แก่ ความตึงเครียด และสภาพจิตใจย่ำแย่ที่ถูกสะสมมานาน โดยส่วนมากคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะเริ่มเป็นตอนอายุ 25 ปีขึ้นไป

การป้องกันโรคซึมเศร้า

สำหรับผู้ที่เริ่มเครียด นอนไม่ค่อยหลับ หงุดหงิดไม่มีสมาธิ รู้สึกหาทางออกไม่เจอ ก่อนที่จะเข้าสู่สภาวะซึมเศร้า เราสามารถป้องกันตัวเองด้วยได้ ด้วยวิธีเหล่านี้

                ทำสมาธิ การทำสมาธิช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้คลื่นสมองผ่อนคลาย หัวใจเต้นเป็นปกติ ควบคุมสมดุลของเคมีต่าง ๆ ได้ดี  สามารถทำได้ ทั้ง นั่งสมาธิ เดินจงกรม สวดมนต์ หรือเย็บปักถักร้อยก็เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง
                พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกาย ไม่หมกมุ่นคิดมาก ถ้ารู้สึกว่าเครียด หรือเหนื่อยล้า ให้หากิจกรรมที่ตัวเองชอบทำเพื่อผ่อนคลาย เช่น ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง เป็นต้น

เมื่อรู้สึกตัวว่าเราอาจจะเป็นโรคซึมเศร้า ไม่มีความสุขกับชีวิตซะแล้ว ต้องไม่บังคับตัวเอง หรือบีบให้ทำในสิ่งที่ยากเกินไป ต้องค่อย ๆ ทำ ไม่กดดัน และที่สำคัญต้องยอมรับว่า อาการซึมเศร้าไม่ใช่โรคร้าย และไม่ใช่ตัวหลักที่จะทำให้เราอ่อนแอ และควรกล้าที่จะไปพบแพทย์

ทำความรู้จัก MRT 4 สถานี อนุรักษ์วัฒนธรรมและสวยที่สุดในไทย!

เชื่อว่าหลาย ๆ คนรอคอยโครงการรถไฟฟ้าหลากสีกันอย่างแน่นอน ซึ่งเคยมีแผนแถลงข่าวออกมาแล้วว่า กว่าจะครบทุกสี ทุกสาย จะใช้เวลาประมาณ 20 ปี งานนี้ก็รอวนกันไป ในบรรดารถไฟฟ้าหลากสี เชื่อว่าที่เราคุ้นเคยกันดีคงจะเป็น รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หรือ MRT บางซื่อ หัวลำโพง- ที่พวกเราขึ้นกันเป็นประจำนี่แหละ รถไฟฟ้าสีนี้คืบหน้ากว่าเพื่อนสายอื่น ๆ เพราะตอนนี้ทำการเชื่อมกับสายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) เป็นที่เรียบร้อย และกำลังสร้างส่วนต่อขยายทั้งโซนเหนือ -โซนใต้ สำหรับช่วงต่อขยายสาย หัวลำโพง- บางแค ก็จะมีความพิเศษหน่อยตรงที่ จะมี 4 สถานีอยู่ใต้ดินและ 4 สถานีดังกล่าวจะถูกตกแต่งให้เข้ากับพื้นที่นั้น ๆ มีความสวยงามตระการตากว่าสถานีอื่น ๆ โดย 4 สถานีดังกล่าว ได้แก่ สนามไชย อิสรภาพ วัดมังกร สามยอด ซึ่งหลังจากที่สร้างเสร็จแล้วก็เตรียมขึ้นเป็นแลนมาร์คท่องเที่ยวอีกด้วย วันนี้เรามีคอนเซ็ปต์คร่าว ๆ ของ 4 สถานีมาฝากกัน

สถานีสนามไชย และสถานีอิสรภาพ 2 สถานีสไตล์ไทยแท้
สถานีสนามไชย ซึ่งอวดโฉมมาก่อนใครเมื่อปลายปี 2560 สถานีนี้ค่อนข้างใหญ่ มี 5 ทางเข้าออก รอบข้างเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญ ไม่ว่าปากคลองตลาด มิวเซียมสยาม โรงเรียนวัดราชบพิธ ฯลฯ สามารถเชื่อมต่อกับรถประจำทางหลายสาย ได้รับการออกแบบให้เหมือนท้องพระโรงในกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งบอกเลยว่าฝีมือช่างไทยเก็บรายละเอียดได้งดงามมาก ให้บรรยากาศเหมือนเดินเท้าสู่พระราชวังโบราณ การออกแบบนั้นได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี
สถานีอิสรภาพ อยู่ต่อจากสถานีสนามไชย  ความพิเศษของสถานีคือการเป็นอุโมงค์ใต้น้ำ ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเพียงหนึ่งเดียวของฝั่งธน ตัวสถานีจะอยู่ระหว่างซอยอิสรภาพ 23 และ ซอยอิสรภาพ 24 ใกล้ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา และย่านการค้าต่าง ๆ ภายในสถานีออกแบบให้มีความโอ่โถง โปร่งสบาย โดดเด่นด้วยลวดลายของหงส์ในวรรณคดี มีแรงบันดาลใจจากวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดแก่ย่านอิสรภาพ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปมากกว่า 90% จะพร้อมเปิดใช้ปี 62

สถานีวัดมังกรและสถานีสามยอด 2 คู่หู สไตล์ชิโน-โปรตุกีส
สถานีวัดมังกร ที่ตั้งของสถานีนี้อยู่ในย่านเยาวราช เยื่องกับวัดเล่งเน่ยยี่ วัดเก่าแก่ย่านเยาวราช จึงเป็นที่มาของชื่อสถานี ตัวสถานีจะค่อนข้างเล็กและเป็นแนวยาว มี 3 ทางเข้าออก ถูกออกแบบผสมผสานสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-โปรตุกีส เลือกใช้สีแดงและสีทองตกแต่งทั้งสถานี เหมือนเดินอยู่ในเยาวราชเลยก็ว่าได้ ความโดดเด่นที่สุด อยู่ที่การนำรูปปั้นมังกร มาพาดอยู่ที่เพดานเหมือนมองลงมา แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และความเป็นจีนได้อย่างลงตัว
สถานีสามยอด (วังบูรพา)  เป็นการผสมผสานระหว่างชิโน-โปรตุกีส และวัฒนธรรมความเป็นไทย ภายในตัวสถานีจะมีการนำภาพย้อนยุคติดไว้ตามผนัง และมีการนำแบบซุ้มประตูสามยอดมาประยุกต์ที่ช่องจำหน่ายตั๋ว สถานีจะใกล้กับแหล่งการค้าสำคัญ ทั้ง พาหุรัด สำเพ็ง คลองสม ฯลฯ

คาดว่าเมื่อทั้ง 4 สถานีเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปในตัว คนกรุงเตรียมกล้อง เตรียมเดินทางกันได้เลย

ส่องสินสอดคู่รักดาราที่แพงเว่อร์ เกิน 100 ล้าน! ในประเทศไทย

เป็นเรื่องราวดราม่ามาแรงกันตั้งแต่ต้นปี 2561 สำหรับกรณีคู่รัก พิชญะ นิธิไพศาลกุล-อุษามณี ไวทยานนท์ ที่ฝ่ายชายออกมาประกาศยุติความสัมพันธ์เมื่อปลายปี 2560 ด้วยประเด็นที่ว่าแผลเก่าจาก 10 ปีที่แล้ว สรุปเรื่องได้ความว่า เป็นเรื่องราวของเงินสินสอด 70-80 ล้านบาท ที่แม่ของฝ่ายหญิง และแน่นอนเมื่อฝ่ายหญิงออกมาพูด ก็เรียกได้ว่า เทปคนละม้วนเลยทีเดียว ถ้าคิดว่าค่าตัวที่คุณแม่ของขวัญ อุษามณี นั้นเรียกว่า “เยอะแล้ว” วันนี้เราชวนอ่านกันเพลิน ๆ กับ คู่รักดารา ที่มีสินสอดแพงมากเว่อร์ 100 ล้านบวก จะมีคู่ไหนบ้าง อยากให้ติดตาม

เชน ธนา –  เจมส์ กณิการ์ ขอเริ่มที่คู่นี้เลย อดีตบอยแบรนด์หนุ่มวง Nice To Meet You เชน- ธนา ลิมปยารยะ ที่ปัจจุบันกลายเป็นนักธุรกิจร้อยล้าน เจ้าของแบรนด์ “เชน ธนา ซัพพลีเมนต์”  และแฟนสาว เจมส์ กณิการ์ ภูศรี รองอันดับหนึ่งจากเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ เรียกได้ว่าเป็นงานแต่งที่สร้างเสียงฮือฮาและยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ต้นปี 2560  เพราะหนุ่มเชน แบกสินสอดมูลค่าอลังการกว่า 168 ล้านบาท แต่งงานกับสาวเจ้าในวันที่ 14 มกราคม 2560 ณ โรงแรม แบงค็อกแมริออท มาคีส์ ควีนส์ปาร์ค โดยสินสอด 168 ล้านบาท ประกอบด้วย เรือนหอมูลค่ากว่า 147 ล้านบาท เงินสดมูลค่ากว่า 8,888,888 ล้านบาท แหวนเพชร 2 กะรัต มงกุฎเพชร 25 กะรัต ทองคำแท่ง และเครื่องเพชรมูลค่า เกือบ 3 ล้าน

ชมพู่ อารยา น็อต วิศรุต ดาราสาวขวัญใจมหาชนและทายาทนักธุรกิจหมื่นล้าน โดยงานแต่งของทั้งสอง จัดขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤกษาคม 2558  เจ้าบ่าวแห่ขันหมากอย่างอลังการงานสร้าง ด้วยรถเบ๊นซ์ รุ่น BENZ S300 จำนวน 10 คัน ไปยังโรงแรม เดอะ เพนนินซูล่า บางกอก คับคั่งไปด้วยเพื่อนดาราและแฟน ๆ ที่คอยติดตาม เรียกได้ว่าเป็นงานแต่งแห่งปี ที่มีคนคอยติดตามมากที่สุด สำหรับสินสอดของงานนี้ เริ่มด้วยแหวนเพชร 8.8 กะรัต ต่างหูเพชร 14 กะรัต เครื่องเพชร 80 กะรัต โฉนดเรือนหอ 60 ล้านบาท พร้อมด้วยเงินสอดและทอง อีกจำนวนหนึ่ง ที่สร้างความฮือฮา คือชุดของสาวอารยาที่มูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท

ตั๊ก บงกช เจ้าสัวบุญชัย ดาราสาวสุดเซ็กซี่ กับเจ้าสัวหนุ่มใหญ่ คู่รักต่างวัย ที่มาเร็วเคลมเร็ว เป็นรักสั้น ๆ แต่เจ้าสัวบุญชัยก็ทุ่มเทและจริงจังกับสาวตั๊ก ทั้งคู่ตัดสินใจเข้าประตูวิวาห์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2556 ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล เป็นอีกหนึ่งคู่ที่ค่าสินสอด ถูกพูดถึงมากที่สุด เพราะรวม ๆ กันแล้ว 200-300 ล้านเลยทีเดียว เรียกว่าทุ่มไม่อั้น โดยสินสอดประกอบด้วย แหวน 2 วง วงละ 1 กะรัตที่พิถีพิถัน สั่งทำพิเศษเป็นลายบัว มูลค่า 2 ล้านบาท เช็คเงินสด 100 ล้านบาท และ เรือนหอในย่านวัชรพล

                ส่วนในปี 2018 นี้ ก็มีดาราอีกหลายคู่ ที่กำลังจะหมั้นหมาย แต่งงานกัน แฟนคลับแบบเราก็คงต้องติดตามรอลุ้น ความอลังการของงาน และจำนวนสินสอดของแต่ละคู่ สุดท้ายก็ขออวยพรให้ทุกคู่รักกันยืนยาว ดูแลกันและกันตลอดไป

นำเทรนด์พื้นที่สีเขียว ต้นแบบ “สวนสาธารณะลอยน้ำ” แห่งแรกของไทย

ปัญหาเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่สถาบันต่าง ๆ ตระหนัก ให้ความสำคัญ และช่วยกันหาไอเดียสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าแก้ปัญหาดังกล่าว ล่าสุดก็เพิ่งมีงาน “Bangkok Design Week 2018: The New-ist Vibes ออกแบบไปข้างหน้า” จัดไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2561 โดยศูนย์ TCDC งานดังกล่าวจัดกระจายตามย่านสำคัญของกรุงเทพฯ ได้แก่ เจริญกรุง คลองสาน พระราม1 และสุขุมวิท รวบรวมไอเดียออกแบบล้ำนำสมัย ที่ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์พลังงานไว้เยอะทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น พาวิเลียนจากพลาสติกรีไซเคิล ตลาดปล่อยแสง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีไอเดียเด็ดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ต้นแบบ “สวนลอยน้ำ” หรือสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งแรกของไทยนั่นเอง

เปิดไอเดีย ยศพล บุญสม ดึงเรือขนส่งทราย สู่สวนลอยน้ำ 

สวนลอยน้ำ (Floating Park) เป็นผลงานของคุณ ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกจากบริษัท ฉมา จำกัด เจ้าของรางวัลจากงาน World Architecture Festival 2016 ณ เยอรมนี โดยออกแบบจากการตระหนักเกี่ยวกับปัญหาสร้างพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ จึงหยิบเอาเรือขนทราย มาเป็นคีย์หลักสำคัญในการสร้างสวนลอยน้ำครั้งนี้ เนื่องจากเรือขนทราย มีความผูกพันกับวิถีชีวิตริมน้ำเจ้าพระยา ที่เราเห็นกันชินตา แต่ก็ค่อย ๆ ถูกลืมเลือน เขาจึงหยิบสองสิ่งนี้มาเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างเป็นพื้นที่ใหม่ ซึ่งอนาคตนอกจากจะเป็นสวนแล้วอาจจะทำอย่างอื่นได้อีกด้วย เรือดังกล่าวถูกบรรทุกสวนที่เต็มไปด้วยพืชพรรณต่าง ๆ ทำให้เราเห็นภาพสวนสาธารณะบนเรือต้นแบบอย่างชัดเจน โดยแบ่งโซนบนเรือออกเป็น 4 ส่วนได้แก่ สวนคนเมือง โดยใช้กลุ่มพืชสมุนไพรในการปลุก, สนามเด็กเล่นที่มีทรายเป็นส่วนประกอบ, ห่วงยางที่ได้รับการออกแบบ อย่างมีสไตล์และเป็นร่มเงา และส่วนของการจัดแสดงภาพ สามารถเข้าชมได้ครั้งละ 30-40 คนต่อรอบ อนาคตพร้อมจะต่อยอดสวนสาธารณะโดยอาจจะทำเป็นห้องสมุด ป่าลอยน้ำ สนามกีฬา เป็นต้น

 พื้นที่สีเขียวของคนกรุงเทพฯ ที่ไหนน่าไปบ้าง ?

                สำหรับใครที่ชอบวิ่งชิลล์ ๆ รักความสดชื่น เติมเต็มอากาศบริสุทธิ์ให้ปอด วันนี้เราก็มีพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะมาแนะนำกัน ที่แรก
สวนจตุจักร
เดินทางง่าย ๆ ใกล้ BTS หมอชิต และ MRT จตุจักร พื้นที่กว้างเหมาะสำหรับเดินและวิ่ง เปิดทั้งวัน แถมตอนเย็นบริเวณด้านหลังยังมีตลาดนัดจตุจักรและตลาดนัดเจเจกรีน

สวนลุมพินี สวนสาธารณะแห่งแรกในไทย ใกล้ MRT ลุมพินี ที่นี่จะอเนกประสงค์หน่อย ๆ มีกิจกรรมให้ทำเพียบ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่

สวนรถไฟ หรือ สวนวชิรเบญจทัศ ใกล้ ๆ กับสวนจตุจักร พื้นที่ใหญ่กว่า 375 ไร่ ฮิตมาก ๆ ผู้คนนิยมไปวิ่งและปั่นจักรยานตลอดทั้งวัน ถ้าใครชอบบรรยากาศสดชื่นแบบนี้ แถมได้ถ่ายรูป ให้อาหารกระรอกด้วย ก็ลองไปดูนะ

นับวันโลกใบนี้ยิ่งเต็มไปด้วยตึกละฟ้า ถนนลอยฟ้า ทุกอย่างทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้มนุษย์ทั้งนั้น อย่าพูดถึงต้นไม้เลย แค่ต้นหญ้าน้อย ๆ ยังหาได้ยาก จะดีกว่าไหมถ้าเรามาช่วยกัน คืนพื้นที่สีเขียวให้โลกบ้าง ช่วยกันคนละบ้าน ปลูกต้นไม้ไว้บ้านคนละต้น ใครอยู่คอนโดก็เป็นไม้กระถางเล็ก ๆ ก็ได้ เท่านี้ต้นไม้จะคืนโอโซนให้เราด้วย

 “เสือดำ” ความสวยงามของทุ่งใหญ่ ที่ไม่มีใครเคยรู้

เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่หวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อ CEO ใหญ่ อิตาเลียนไทย “เปรมชัย กรรณสูตร” และพรรคพวกรวม 4 คน ถูกรวบตัวบริเวณแคมป์ที่พักกลางป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมา โดยของกลางที่พบเจอในที่เกิดเหตุได้แก่ อาวุธปืนไรเฟิล ปืนลูกกรด ปืนลูกซอง พร้อมลูกกระสุนสภาพพร้อมใช้อีกจำนวนมาก และสิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกสายตามากที่สุดก็คือ ซากเสือดำ ที่ถูกถลกหนังเรียบร้อย พร้อมแช่เกลือ ซากเก้ง และไก่ฟ้าหลังเทา คดีดังกล่าว ท้าทายจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์ป่าทุกหน่วยงาน ตลอดจนกฎหมายทุกมาตรา จนถึงตอนนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และถูกจับตาจากชาวโซเชียลว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นไร จะมีความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับเจ้าเสือดำและสหายสัตว์ป่าไหม

                “เสือดำ” ราชาแห่งสัตว์ป่าที่งดงาม ในกรณีดังกล่าวที่ทำให้ชาวโซเชียลลุกฮือ และสิ่งถูกพูดถึงมากที่สุด เป็นที่กล่าวขานมากที่สุด ก็คงจะเป็นซากของเสือดำ ที่ถูกชำแหละลอกหนังทาเกลือออกมาเสร็จสรรพ แถมยังยัดเก็บไว้ในถุงกระสอบพร้อมขนย้าย กลายเป็นภาพน่าสลดหดหู่มากเลยทีเดียว อันที่จริงการถูกไล่ล่าเกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะความเชื่อว่า “เสือดำ” นำพามาซึ่งอำนาจบารมี ความน่าเกรงขาม น่าเคารพนับถือ ตลอดจนเครื่องในของมัน ที่เชื่อว่าสามารถเป็นยาบำรุงได้

เสือดำ เป็นสัตว์กินเนื้อตระกูลเสือและแมว มีลักษณะสีดำตลอดทั้งตัว ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในเม็ดเลือดสีเมลานิซึม ส่งผลให้มีสีดำตลอดทั้งตัว (ซึ่งความจริงมีลายจุดแต่ว่าต้องโดนแสงแดด) สามารถเกิดได้กับเสือหลายชนิด อาทิเช่น เสือดาว เป็นต้น การกำเนิดของเสือดำนั้นถือว่ายากมาก สมมุติว่า เสือดาวหรือเสืออื่น ๆ มีลูก 3-4 ตัว จะคลอดมาเป็น สีดำเพียง 1 เท่านั้น ส่งผลให้จำนวนของเสือดำมีไม่มากนัก ลูกเสือดำมักจะเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว ไม่ค่อยอยู่รวมฝูงกับลูกเสือดาวตัวอื่น จึงทำให้เป็นจุดอ่อนและโดนล่าได้ง่าย สำหรับประชากรเสือดำในปัจจุบัน องค์กร WCS เปิดเผยว่า ในโซนเอเชียมีประมาณ 1,000-1,500 ตัว และในประเทศไทยมีเสือดำเพียง 350 ตัวเท่านั้น ก่อนที่จะเป็นเรื่องฮือฮาตอนในตอนนี้ ขอพาย้อนกลับไปในปี 2521 ก็มีข่าวคราวฮือฮา เมื่อมีคนพบเห็นเสือที่ ย่านมักกะสัน กรุงเทพฯ สร้างความแตกตื่นและหวาดกลัว ให้คนที่อยู่แถวนั้นมาก จนถูกตั้งสมญานามว่า “เสือดำมักกะสัน” แต่ต่อมาก็ถูกเจ้าหน้าที่ ไปปล่อยไว้ที่ห้วยขาแข้ง ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ขึ้นในปีนี้ ย้อนไปเมื่อปลายปี 2561 เราก็ได้เห็นคลิปวิดีโอ เสือดำถูกปล่อยออกมาสู่สายตา ซึ่งแสดงให้เห็นความสมบูรณ์ของผืนป่าแถบนี้ได้เป็นอย่างดี

วิกฤตค่าฝุ่น PM 2.5 !! ป้องกันตัวเองอย่างไรดี?

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทุกคนในกรุงเทพฯ ก็ต้องประหลาดใจ เมื่อตื่นขึ้นมา ก็พบว่าหมอกลงกลางกรุงเทพฯ ซะอย่างนั้น แต่แล้วทุกคนก็ต้องเผชิญข่าวใหญ่ที่ค่อนข้างน่าสะพรึง เมื่อควันจาง ๆ ที่ทุกคนคิดว่าเป็นหมอก  กลับกลายเป็นสภาพฝุ่นละอองที่มี ค่า PM เกิน 2.5 ซึ่งเกิดจากอากาศเย็น ความชื้นสูง ทำให้ฝุ่นละอองเกิดขึ้นได้ง่าย และเป็นอันตรายต่อร่างกาย อาจจะสะสม ส่งผลให้เป็นโรคปอด โรคระบบทางเดินหายใจได้

ค่าฝุ่นเกิดมาตรฐาน  2.5 อันตรายอย่างไร?  

ก่อนอื่นเราจะมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 คือ ฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากถึงที่สุด มีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นผมของคนเรา ถึง 25 เท่าเลยทีเดียว แค่ปกติฝุ่นธรรมดาเราก็แทบจะมองไม่เห็น และเป็นอันตรายต่อปอดกันอยู่แล้ว พอยิ่งเล็กกว่าเดิม โอกาสที่จะเข้าปอดของเราก็ยิ่งมากขึ้นอีกหลายเท่า เรียกได้ว่าอันตรายมาก ๆ ซึ่งถ้าถามว่าฝุ่นภาวะฝุ่นเล็กขนาดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ก็ต้องตอบว่ามลพิษทางอากาศแบบนี้ เกิดขึ้นจากชีวิตประจำวันของมนุษย์เรานี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น การจราจร ควันเสียจากรถรา ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม การเผาขยะฯลฯ ประกอบกับเกิดสภาพอากาศนิ่ง ไม่มีลมและชั้นอากาศที่ผกผันใกล้พื้นดิน ทำให้สภาพอากาศเป็นพิษสะสมในปริมาณมาก ส่วนมากจะพบในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน แต่ครั้งนี้ก็น่าแปลกเพราะค่าฝุ่น PM 2.5 ครั้งนี้แลดูจะร้ายแรงกว่าทุกครั้ง จนเป็นข่าวใหญ่โต สร้างความตระหนกไปทั่ว บอกได้เลยว่า ค่าฝุ่นละออง 2.5 นี้ ส่งผลต่อสุขภาพไปในทางที่ไม่ดีอย่างแน่นอน เพราะมันจะผ่านเข้าสู่จมูก โพรงจมูก ลำคอ หลอดลม และเข้าไปสู่ปอด และถุงลมแบบง่ายดาย ซึ่งอาการในเบื้องต้นที่เกิดขึ้นคือ จาม ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจติดขัด และถ้าสะสมมาก ๆ ก็จะนำไปสู่โรคทางเดินหายใจต่าง ๆ อาทิ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โรงมะเร็งปอด ภูมิแพ้ หอบหืด เรียกได้ว่าเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ อาจจะส่งผลต่อระบบประสาท อาเจียน และช็อคได้

ฝุ่นละอองค่า PM เกิน 2.5 หน้ากากธรรมดา ไม่สามารถป้องกันได้

สำหรับการป้องกันค่าฝุ่นดังกล่าวของโฟกัสหนักในเรื่องของหน้ากาก เพราะมีกระแสออกมาว่า หน้ากากธรรมดา กรุงค่าฝุ่นได้แค่ระดับ 3 เท่านั้น นั่นทำให้ไม่สามารถป้องกันค่าฝุ่น 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทางที่ดีควรใช้หน้ากากกรองฝุ่นรุ่น R95 สามารถป้องกันได้ฝุ่นน้อยกว่า ค่า 2.5 – 0.3 ก็สามารถ หรืออีกทางหน้ากากกรองอนุภาคไฟฟ้าสถิต ซึ่งสามารถป้องกันฝุ่นที่มาขนาดเล็กว่า PM 0.3 ได้ นอกจากนี้แนะนำให้ล้างมือล้างไม้ให้สะอาด ดื่มน้ำบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย การทำงานหนักก่อนออกนอกบ้าน หรือถ้ามีอาการผิดปกติ ก็ควรจะพบแพทย์ เพื่อไม่ให้ทุกอย่างสายเกินแก้