หึงแฟนมากโดยไม่มีสาเหตุ จะเลิกขี้หึงได้อย่างไร

การหึงเล็ก ๆ น้อย ๆ หึงหวงทำหน้าบึ้ง ไม่ยอมพูดจา หรือไม่ยอมยิ้มทั้งวันไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจอะไร แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่อาการหึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เริ่มควบคุมพฤติกรรมและกำหนดทิศทางของความรู้สึกของเราและคนรัก และกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ หรือในหลาย ๆ สื่อต่างได้ ได้นำเสนอข่าวว่าคู่รักทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันถึงชีวิตเพียงเพราะหึงหวง หลายกรณีคนรักเก่าทำร้ายร่างกายคนรักใหม่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนั้นการหึงหวงจะเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไข การหึงหวงจึงถือเป็นอีกภัยหนึ่งที่คุกคามสังคม ถ้าเรารู้ตัวว่าเราเป็นคนที่ขี้หึงมาก เราจะสามารถจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้อย่างไร

  1. บอกตัวเองว่า มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา เมื่อมันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา เราก็สามารถควบคุมมันได้ บ่อยครั้งที่อาการหึงหวงไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำของคนรักหรืออดีตคนรักเสมอไป แต่เกิดขึ้นจากหลุมในใจเราที่เราคิดว่าต้องให้คนอื่นมาเติมเต็มเท่านั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมากที่เราจะกลัวว่าคนรักเราจะไม่รักเรา คนรักเราจะรักเราน้อยลงเมื่อมองผู้หญิงหรือผู้ชายที่หน้าตาดีกว่า แต่เราก็ต้องรู้ว่าเรามีข้อดีของเรา เรามีสิ่งดี ๆ ในตัวมาก ๆ ที่คนรักเขาโชคดีที่มีเราเป็นแฟน
  2. พิจารณาว่าทำไมเราถึงไม่ไว้วางใจแฟนของตัวเอง บางครั้งหลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาเรื่องการเชื่อใจคนอื่น การเชื่อใจคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากมาก อาจจะเป็นเพราะว่าเคยโดนนอกใจมาก่อน ซึ่งหากว่าสิ่งนี้เป็นปัญหา ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
  3. ให้อิสระกับคนรักของตัวเองบ้าง แม้ว่าเขาจะเป็นคนรักของเรา แต่มนุษย์เราย่อมมีความสัมพันธ์แบบอื่น เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อน พี่น้อง ครอบครัว เป็นต้น การที่เราเป็นแฟนเขา เราไม่มีสิทธิในการตัดความสัมพันธ์แบบอื่น ๆ ออกจากชีวิตเขาได้ และไม่มีใครสามารถครอบครองใครได้อย่างแท้จริง เราและแฟนคือมนุษย์สองคนที่มามีความสัมพันธ์กันในรูปแบบหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การพยายามครอบครองอีกฝ่ายว่าจะต้องเป็นของเราเท่านั้น จะต้องอยู่กับเราคนเดียวเท่านั้น ไม่ต้องมีเพื่อน ไม่ให้สังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานเป็นความสัมพันธ์ที่ริดรอนสิทธิส่วนบุคคลของอีกฝ่าย ในทางตรงข้าม เราเองก็ควรมีสังคมด้านอื่นของเราเองด้วยเช่นกัน
  4. พูดกับคนรักอย่างตรงไปตรงมาเรื่องความรู้สึกของเรา เมื่อความรู้สึกของเราเริ่มเข้มข้นขึ้น ถ้าเราควบคุมอารมณ์ไม่ได้เราอาจจะเผลอทำร้ายคนที่เรารักโดยที่เราไม่รู้ตัว การพูดคุยกันตรง ๆ เพื่อหาทางออกร่วมกัน คุยกันว่าอะไรทำให้เรารู้สึกแบบนี้ ทำไมเรารู้สึกแบบนี้ ดีกว่าการเงียบและประชดเพราะจะยิ่งทำให้อีกฝ่ายงงมากขึ้นว่าเราเป็นอะไร
  5. ต้องทำอะไรบางอย่างถ้าต้นเหตุของอาการหึงหวงของเราไม่ได้เกิดจากเรา แต่เกิดจากการกระทำของคนรักเราจริงๆ เช่น เราเห็นเขาแอบแชทคุยกับคนอื่น นี่เป็นสถานการณ์ตัวอย่างที่ไม่ดีที่สุดที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้น คือ คนรักของเรานอกใจเราจริง ๆ เราไม่ได้คิดไปเอง ซึ่งถ้าเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นจริงๆ เราไม่ควรโฟกัสไปที่ว่าเราหึงเขายังไงบ้าง หึงมากน้อยแค่ไหน แต่ควรโฟกัสว่าเราจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร จะจับมือคุยกันและผ่านไปด้วยกันหรือจะจบความสัมพันธ์นี้ลง

แม้ว่าความรู้สึกหรืออาการหึงหวงจะเกิดขึ้นจริง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้นและไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นมาควบคุมพฤติกรรมหรือการแสดงของเรา ถ้าเราไม่ควบคุมความรู้สึกหึงหวงเหล่านั้น ความรู้สึกหึงหวงจะควบคุมเรา เมื่อนั้นเราอาจจะทำสิ่งไม่ดีไปตามอารมณ์ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายมากมาย เมื่อเราเห็นว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาก็ย่อมมีหนทางในการแก้ไขและรับมือ

เมื่อความรักหมดลง จะบอกเลิกแฟนอย่างไร

แม้ว่าความรักจะเป็นสิ่งที่สวยงามแต่ความรักไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในความสัมพันธ์ ซึ่งความเข้าใจ เป้าหมายที่คล้ายกัน การใช้ชีวิต การวางแผนการเงิน ก็มีส่วนอยู่มาก และเมื่อความรักดำเนินมาจนถึงจุดหนึ่ง จุดที่เราคิดว่าเราไม่สามารถไปต่อกับคนนี้ได้อีกแล้ว บางครั้งการเลิกราก็ดีกว่าการทนอยู่ หากแต่การเป็นฝ่ายบอกเลิกก็ต้องอาศัยความกล้าหาญอยู่มาก และยังทำให้อึดอัดใจ กระวนกระวายใจ หากต้องการบอกเลิกคนรักที่คบอยู่จะต้องทำอย่างไร

  1. ทบทวนการตัดสินใจของตัวเองอย่างละเอียดรอบคอบ การที่เราจะตัดสินใจไปบอกเลิกแฟน เราควรทบทวนความคิดความรู้สึกของตัวเองอย่างละเอียดเสียก่อน เราควรถามตัวเองว่าต้องการเลิกเพราะอะไร เราทำไปเพราะเราหมดรักจริง ๆ หรือเราแค่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากเขา หรือเราแค่ต้องการประชด หากเราแค่ต้องการประชดหรือเรียกร้องความสนใจ มันมีวิธีอื่นอีกมากมายที่ไม่ใช่การบอกเลิก แต่ถ้าเราทบทวนแล้วว่าเราหมดรักเขาจริง ๆ ความรู้สึกเราหมดแล้วจริง ๆ ก็ไปที่ข้อต่อไปได้เลย
  2. ชัดเจนในทุกคำพูดและการกระทำ เราไม่จำเป็นต้องพูดจาอ้อมโลกแต่เราก็ไม่จำเป็นต้องพูดจาหยาบคายด้วยเช่นกัน เราสามารถสื่อสารความรู้สึกของเราอย่างตรงไปตรงมาด้วยถ้อยคำที่สุภาพได้ แต่ในขณะเดียวกันเราต้องสื่อสารอย่างชัดเจนว่าเราต้องการจบความสัมพันธ์นี้ทำไม เพราะอะไร
  3. เคลียร์ปัญหาค้างคาใจอื่น ๆ ที่มีต่อกัน การบอกเลิกทำให้เกิดคำถามมากมายเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ถูกบอกเลิก เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายค้างคาใจ คุณควรจะเคลียร์ปัญหาทั้งหมดในระหว่างที่บอกเลิกด้วย
  4. ไม่จำเป็นต้องพยายามเอาข้อเสียของอีกฝ่ายมาโจมตี การที่เราอยากเลิกกับคนที่เราคบหามานานมีร้อยแปดเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นไม่เข้าใจกัน ไปกันไม่ได้ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตแบบเดียวกัน เข้ากันไม่ได้อีกต่อไป หรือเราอาจจะไม่รู้สึกรักเขาอีกต่อไปแล้ว ซึ่งแต่ละเหตุผลมันเข้าใจได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเขาจะยืดเยื้อเรามากแค่ไหน เราก็ไม่ควรหยิบเอาข้อเสียหรือสิ่งที่เขาทำพลาดไปแล้วในอดีตขึ้นมาโจมตีและตอกย้ำ การกระทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น การพยายามหาเหตุผลว่าอีกคนแย่ยังไงเพื่อซัพพอร์ตการตัดสินใจของตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่น่ารัก
  5. ให้เวลาอดีตคนรักของคุณ การที่เราบอกเลิกอดีตคนรักของเราไป ย่อมเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนอีกคนอยู่มาก กระบวนการในการเยียวยาตัวเองของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนใช้เวลามาก บางคนใช้เวลาน้อย แต่ไม่ว่าจะมากหรือน้อยเขาก็ต้องการเวลาทั้งสิ้น เราไม่สามารถรวบรวมความกล้าไปบอกเลิกเขาได้ภายในวันเดียว เขาก็ย่อมไม่สามารถตัดใจจากเราได้ภายในวันเดียวเช่นเดียวกัน
  6.  มองไปข้างหน้า ณ ช่วงเวลานี้ เราอาจจะยังจินตนาการไม่ออกว่าการบอกเลิกในครั้งนี้คือการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะอาการเสียใจของอดีตคนรักอาจจะทำให้เราลังเล แต่การมองไปที่ข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรต่อไป การวางแผนอนาคตข้างหน้า แม้จะไม่มีคนนี้อีกต่อไปจะทำให้เราเองก้าวผ่านได้เร็วมากขึ้น

นอกจากนี้การกำจัดสิ่งของที่อาจจะทำให้เรานึกถึงอดีตคนรักก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ได้ง่ายขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใดที่กล่าวมาทั้งหมด เราต้องเห็นอกเห็นใจ เข้าใจ และเมตตาอดีตคนรักของเรา แม้ว่า ณ ตอนนี้ความสัมพันธ์จะจบลงแต่เราก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเซอร์ไพรส์อะไรเรา

เคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นในทุก ๆ วัน

ในสังคมที่เครียด ความเครียดของคนในประเทศพุ่งสูงขึ้น อัตราในการฆ่าตัวตายพุ่งสูงขึ้นทุกปี การเมืองก็เครียด เศรษฐกิจก็เครียด เราเองก็สามารถสร้างความสุขให้ตัวเองได้ ในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอก สถานการณ์ภายนอกให้ได้ดั่งใจเราได้ เราไม่สามารถควบคุมสิ่งที่คนอื่นคิด พูด ทำ ได้ แต่เราสามารถควบคุมการรับมือของเรา และการมองโลกของเราได้ ซึ่งความสุขก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเอง

  1. หาสมุดมาเล่มหนึ่ง จดทุกอย่างที่ทำให้เรายิ้มได้ โดยสัญชาติญาณในการเอาตัวรอดของมนุษย์แล้ว เราจะจดจำสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ได้ง่ายและดีกว่าสิ่งที่ทำให้เราเป็นสุขซึ่งเป็นมานานมากแล้ว เช่น มนุษย์ถ้ำย่อมจำได้ว่าตรงไหนมีงูพิษเยอะ แม้ว่าแถวนั้นดอกไม้จะสวยมาก แต่ก็จำได้ว่างูเยอะก็จะได้ไม่ไปเก็บของป่าแถวนั้น แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานมากแล้วแต่นิสัยบางอย่างยังติดตัวเรามา ซึ่งเราสามารถโปรแกรมสมองเราใหม่ได้ นักเขียนชื่อ Barbara Ann Kipfer ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง โดยรวบรวมเอา 14,000 สิ่งที่ทำให้มีความสุข ( 14,000 things to be happy about ) การทำแบบนี้จะทำให้เรามองเห็นสิ่งความสุขที่อยู่รอบตัวได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยสิ่งที่ทำให้มีความสุขอาจจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ หรือเรื่องเล็กน้อย เช่น สอบได้ทุนไปต่างประเทศ หรือก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่สั่งไปวันนี้ได้กุ้งมากกว่าปกติหนึ่งตัว เป็นต้น
  2. ตระหนักว่าความสุขเป็นตัวเลือก เป็นมุมมองของเราที่มองสิ่ง ๆ หนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งเราสามารถเลือกได้เสมอ เช่น เมื่อเรารอเข้าแถวซื้อบัตรรถไฟฟ้า แล้วมีคนเดินมาชนเราล้ม และมีผู้หญิงคนหนึ่งช่วยผยุงเราขึ้น เราสามารถเลือกจำได้ว่า วันนี้เป็นวันที่ซวยมากมีคนมาชนล้ม หรือวันนี้มีคนใจดีช่วยผยุงเราขึ้นตอนที่เราโดนชน
  3. ให้อภัย การถือโทษโกรธแค้นตัวเองหรือโกรธคนอื่น มีประโยชน์อย่างเดียว คือทำให้ละครหลังข่าวสนุกขึ้น แต่พอมันเกิดขึ้นในใจเรามันร้อนรน มันไม่มีความสุข การให้อภัยแล้วปล่อยวางทำให้มีความสุขได้มากกว่า ทำให้จิตใจสงบได้มากกว่า การไปนั่งเจ้าคิดเจ้าแค้นต้องแก้แค้น ต้องด่ากลับต้องว่ากลับเป็นเรื่องเสียเวลา และเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุและทำให้ทุกข์โดยที่ไม่จำเป็น เวลามีคนมาทำเรื่องแย่ ๆ ก็แค่จำไว้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร ถ้าเรามัวแต่จมอยู่กับเรื่องที่ว่าคนอื่นแย่ยังไง เราจะไม่มีเวลามากพอที่จะมาชื่นชมเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต แต่อย่าสับสนกับการยอมไปเสียทุกเรื่อง เราให้อภัยคนอื่นได้จริงแต่ถ้าสิ่งที่เขาพูดและทำมันผิดกฏหมาย เรามีสิทธิในตัวเองอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องตัวเองและดำเนินคดีตามกฏหมายให้ถึงที่สุดและไม่จำเป็นต้องยอมความ
  4. ออกกำลังกาย ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายส่งผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่ตามมาจากการออกกำลังกายคือ เราจะได้สังคมใหม่ ได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ เช่น เมื่อคุณไปที่ฟิตเนส ย่อมได้รู้จักเทรนเนอร์ ได้รู้จักคนที่มาในช่วงเวลาเดียวกัน หรือเมื่อไป เล่นแบดมินตัน ก็ย่อมได้รู้จักคนใหม่ ๆ เพราะไม่ใช่กีฬาที่สามารถเล่นได้คนเดียว อย่างน้อยต้องมีผู้เล่น 2 คนขึ้นไป

ตัวอย่างที่กล่าวมาเป็นแค่หนึ่งในร้อยล้านวิธีที่ทำให้เรามีความสุขได้มากขึ้น แต่ละคนมีวิธีในการมีความสุขไม่เหมือนกัน การได้ทดลองนำวิธีใหม่ ๆ ไปใช้ก็เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นและหากว่าวิธีที่ได้ลองไปได้ผล ก็กลายเป็นว่าเราสามารถสร้างความสุขได้ด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้นไปอีกขั้น เพราะจริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องรอให้มันเกิดขึ้น เช่น ถ้าจะรอให้การเมืองไม่วุ่นวายก่อนแล้วเราค่อยมีความสุข เราไม่รู้เลยว่าเราจะต้องรอไปอีกเมื่อไหร่ แต่ถ้าเราไปออกกำลังกายกับเพื่อนวันนี้ เราก็สามารถมีความสุขเพิ่มขึ้นได้ในวันนี้เลย

รักตัวเองคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่ารักตัวเอง

กลายเป็นคำที่พูดกันอย่างแพร่หลายว่า ต้องรักตัวเอง ทำแบบนี้เพราะไม่รักตัวเอง จะรักคนอื่นได้ต้องรักตัวเองก่อน ถ้ารักตัวเองไม่เป็นก็รักคนอื่นไม่เป็นหรอก จนทำให้หลายคนสงสัยว่าจริง ๆ แล้วรักตัวเองคืออะไร แล้วคนเราไม่รักตัวเองมีด้วยหรอ การรักตัวเองคือการเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง การรู้ว่าตัวเองควรค่าแก่การมีความสุข มีสิทธิที่จะมีความสุข และมีสิทธิที่จะเป็นตัวเองและมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองเป็น เมื่อประสบความสำเร็จในการเรียนหรือหน้าที่การงาน ใครก็ชอบตัวเองกันทั้งนั้น แต่ถ้ามีวันใดวันหนึ่ง เราไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ เราล้มเหลวในหน้าที่การงานหรือการเรียน และไม่มีคนอยู่เคียงข้าง เราจะสามารถให้อภัยตัวเองในสิ่งที่ตัวเองทำ เป็นกำลังใจให้ตัวเอง และยังคงรักตัวเองอยู่ โดยไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหน หรือผ่านอะไรมา เราก็ยังรักตัวเอง ยอมรับในตัวเองและเคารพตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยการรักตัวเองสามารถเริ่มได้ดังต่อไปนี้

  1. ยอมรับตัวเอง ยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็น คือยอมรับทุกข้อดีข้อเสียที่มีอยู่ในตัวเรา คนเราทุกคนย่อมมีทั้งข้อดีข้อเสียในตัวเอง การยอมรับตัวเองให้ได้ในทุกมิติเป็นเรื่องสำคัญ จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อเสียอันไหนที่เราไม่ยอมรับในตัวเอง สังเกตตัวเองว่าโกรธไหมเวลาคนอื่นหยิบข้อเสียนี้ขึ้นมาพูด เช่น ถ้าเราไปด่าอั้ม พัชราภาว่าไม่สวย อ้วน อั้มย่อมไม่โกรธ เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง แต่ถ้าเราไปด่าคนที่อ้วนมาก ๆ ว่าอ้วน เราย่อมโดนเขาตบแน่นอน ทำไมเขาถึงโกรธ เพราะมันเป็นเรื่องจริง ถ้ามีใครมาด่าเราว่าขี้อิจฉา ให้สังเกตตัวเองว่าโกรธไหม ถ้าโกรธแสดงว่าสิ่งที่เขาพูดมีเค้าโครงความจริง ทีนี้เราก็ยอมรับทุกอย่างที่เป็นเราให้ได้
  2. ให้อภัยตัวเองที่บางครั้งก็ทำพลาด เมื่อเรายอมรับตัวเองได้แล้ว เราจะเห็นการกระทำและคำพูดของตัวเองจากมุมมองคนอื่นได้ชัดเจนขึ้น และบางครั้งเราก็ค้นพบว่าเราผิดจริง เราทำพลาดจริงซึ่งมันไม่เป็นไรเลยถ้าคนคนหนึ่งจะทำผิดไปด้วยความพลั้งเผลอ เพียงแต่เราสามารถให้อภัยตัวเองกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นและสามารถเริ่มใหม่ได้
  3. ให้โอกาสตัวเอง เมื่อเรายอมรับตัวเองและให้อภัยตัวเองได้แล้ว เราก็จะสามารถให้โอกาสตัวเองในการเริ่มใหม่ได้ มองอีกมุมหนึ่งถ้าคนที่เรารักเช่น คนในครอบครัว เพื่อน หรือแฟนทำผิดโดยที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจ เราจะให้โอกาสพวกเขาใจการเริ่มใหม่ไหม คำตอบคือใช่ ตัวเราเองก็เช่นเดียวกัน
  4. ให้รางวัลตัวเองในเรื่องเล็กน้อยที่ตัวเองประสบความสำเร็จ เช่น แทนที่เราจะรอซื้อรถยนต์ให้ตัวเองเป็นของขวัญเมื่อเรียนจบปริญาตรี และหากตอนนี้เราอยู่ปี 1 เราต้องรออีกถึง 3 ปีกว่า กว่าจะสามารถให้รางวัลตัวเองได้ และมีความสุขกับความสำเร็จของตัวเองได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น ให้รางวัลตัวเองด้วยการซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ตัวเองเมื่อสอบมิดเทอมได้คะแนนที่ต้องการ จะสามารถทำให้เราได้ฉลองความสำเร็จของตัวเองได้บ่อยขึ้น และไม่รู้สึกว่าเรื่องน่ายินดีมันห่างไกลเกินไป

การรักตัวเองเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนได้ และถ้าเรารักตัวเองแล้ว เราจะรู้ว่าต้องปฏิบัติต่อตัวเองอย่างไร ต้องดูแลตัวเองอย่างไร แล้วจะทำให้เรารู้ว่าถ้าเราอยากดูแลคนอื่นเราต้องทำอย่างไร และเมื่อมีเรื่องที่ผ่านเข้ามาเราจะสามารถรับมือต่อเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้น สามารถพาตัวเองออกมาจากมวลความทุกข์ได้ง่ายขึ้นและสามารถมีความสุขได้ง่ายขึ้น

ทั้งเหนื่อยทั้งท้อ เราจะสามารถให้กำลังใจตัวเองได้อย่างไร

ในบางวันก็เป็นวันที่เรามีความสุข มีกำลังใจในการเรียน กำลังใจในการทำงาน ในการใช้ชีวิตและต่อสู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา แต่ในบางวันก็มีช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ามันมืดมน มองไปไม่เห็นทาง ไม่มีกำลังใจในการทำอะไรทั้งนั้น หลายคนโชคดีที่มีครอบครัว มีเพื่อน มีคนรักคอยสนับสนุนและอยู่เคียงข้างแต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา พวกเขาไม่ได้ไปกับเราทุกที่ ไม่ได้อยู่กับเราในทุกสถานการณ์พวกเขาย่อมมีชีวิตที่เป็นของตัวเอง มีงานที่ต้องทำ มีธุระที่ต้องจัดการ มีความฝันที่อยากทำให้สำเร็จ เมื่อใดก็ตามที่เราและคนใกล้ตัวว่างไม่ตรงกันแล้วเราต้องการกำลังใจอย่างมาก เราเองก็สามารถสร้างกำลังใจเหล่านั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง คือเราเองก็สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ โดยทำได้ดังต่อไปนี้

  1. เขียนทุกความในใจออกมาเป็นตัวหนังสือ ถ้าไม่สะดวกให้หยิบโทรศัทพ์ขึ้นมาพิมพ์ในโน๊ต การเขียนโน๊ตมีแอพพลิเคชั่นรองรับความต้องการมากมาย ให้เขียนทุกสิ่งที่รู้สึกออกมาโดยไม่ต้องกรั่นกรองอะไรทั้งนั้น เพราะเขียนเสร็จแล้วเราจะโยนสิ่งที่เขียนทั้งหมดทิ้งไป เราจะลบข้อความเหล่านั้นทั้งหมดทิ้งไป วิธีนี้เป็นการระบายความในใจออกได้อย่างได้ผลที่สุด ทำไมต้องเขียนระบายความในใจของตัวเองออกมาก่อนที่จะเริ่มข้ออื่น ถ้าเปรียบความรู้สึกเราเหมือนแก้วน้ำใบหนึ่งที่ตอนนี้แก้วน้ำใบนั้นเต็มไปด้วย ชาเขียว ถ้าเราต้องการกินน้ำเปล่าเราไม่สามารถเทน้ำเปล่าลงไปในแก้วได้ทันที เราต้องเทชาเขียวทิ้งไปก่อนแล้วค่อยเอาแก้วไปใส่น้ำเปล่า ดังนั้นเราต้องเอาความรู้สึกแย่ ๆ ออกมาให้หมดก่อนแล้วค่อยใส่ความรู้สึกดี ๆ กลับเข้าไป
  2. ฟังเพลง ทุกวันนี้การฟังเพลงมีให้เลือกหลากหลายแนวมากขึ้น เพลงหลายเพลงแต่งขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจคนฟัง ทำให้รู้สึกดี ทำให้รู้สึกฮึดขึ้นมา ท้อเมื่อไหร่ก็สามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดฟังได้ทันที นอกจากจะทำให้เรามีกำลังใจฮึดขึ้นสู้ทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา การฟังเพลงถือว่าเป็นการคลายเครียดที่ดีอย่างหนึ่ง และใช้เวลาแค่ไม่เกิน 5 นาที แต่ถ้าจะฟังหลายเพลงก็สามารถทำได้เช่นกัน
  3. เล่นกับสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยง เช่น น้องหมาและน้องแมว สามารถช่วยให้เจ้าของคลายเครียดและมีความสุขขึ้นได้และพวกเขาจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเรา ในต่างประเทศมีการฝึกสุนัขเพื่อบำบัดคนไข้ เพื่อปลอบโยน และเพื่อช่วยให้หายเครียด บางครั้งเมื่อน้องหมาหรือน้องแมวเห็นเจ้าของร้องไห้ก็จะเข้ามาปลอบ สำหรับคนที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงไว้ในครอบครองก็สามารถไปเล่นกับน้องหมาน้องแมวได้ตามคาเฟ่ต่าง ๆ ซึ่งมีไว้บริการโดยทั่วไป สำหรับคนที่แพ้ขนหมาขนแมว ให้ข้ามข้อนี้ไป
  4. บอกตัวเองว่าเดี๋ยวมันจะผ่านไป โลกนี้ไม่มีอะไรจะอยู่ตลอดไป ความรู้สึกที่ดี ความรู้สึกที่แย่ วันที่ดีที่สุด วันที่แย่ที่สุดล้วนแล้วจะผ่านไป ความรู้สึกมันเป็นเรื่องชั่วคราว อีก 5 ปีต่อมาเราอาจจะจำวันนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ บอกตัวเองว่าเดี๋ยววันนี้ก็ผ่านไป เราทำดีที่สุดแล้ว วันนี้เราจะกลับบ้าน กินข้าว อาบน้ำนอนแล้วพรุ่งนี้เราจะเริ่มต้นใหม่ เอาใหม่ ทำใหม่

ไม่ว่าจะในแง่ไหน การพูดย่อมง่ายกว่าการลงมือทำ การพูดว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้เพื่อให้กำลังใจตัวเองอาจจะเป็นเรื่องที่ง่ายแต่การลงมือทำและทำให้เกิดผลจริง ๆ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง วิธีที่ได้ยกขึ้นมานำเสนอเป็นเพียงทางเลือกหากเราต้องการให้กำลังใจตัวเอง ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะอารมณ์ดีขึ้นเมื่อได้กินกาแฟปั่นจากร้านโปรด แต่การทดลองวิธีที่ได้ให้ไว้อาจจะทำให้ได้ค้นพบวิธีการให้กำลังใจตัวเองเพิ่มขึ้นก็ได้

สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าคุณเครียด แต่คุณไม่รู้ตัว

ความเครียดที่มากเกินไปส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเรา หากว่าเรารู้ว่าเราเครียด เราก็สามารถหาทางออกให้ตัวเองได้ทันทีที่ต้องการ แต่ในหลาย ๆ กรณี คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังเครียด ความเครียดเกิดขึ้นได้ทุกวันและความเครียดในปริมาณที่พอดีเป็นเรื่องที่ส่งผลดีต่อเรา เช่น เครียดว่าจะนำเสนองานออกมาได้ไม่ดีก็เลย เตรียมตัวมาอย่างดี เครียดว่าจะทำข้อสอบไม่ได้ ก็เลยตั้งใจอ่านหนังสืออย่างเต็มที่ แต่ถ้าหากมันมากเกินไปมันจะทำให้พฤติกรรมในชีวิตของเราเปลี่ยนไป แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัว

  1. เป็นคนขี้ลืม การลืมสิ่งต่าง ๆ อย่างง่ายดาย เช่น ลืมกุญแจรถ เปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ ลืมหยิบขยะไปทิ้ง ลืมกุญแจบ้าน อาจจะไม่ใช่อาการหลงลืมทั่วไป เพราะความเครียดและความกระวนกระวายทำให้ความสามารถในการจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ หรือความใส่ใจลดลง ความเครียดที่ต่อเนื่องและยาวนานสามารถลดความสามารถของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ ความจำและระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับอาการนี้คือการออกกำลังกาย
  2. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือลดลงอย่างรวดเร็ว หลาย ๆ คนเมื่อมีอาการเครียด อาการนี้จะส่งโดยตรงต่อพฤติกรรมการกินทันที เช่น บางคนกินมากกว่าปกติหรือไม่สามารถหยุดกินได้ บางคนกินน้อยกว่าปกติหรือกินไม่ลงซึ่งส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักตัวของคนนั้น ๆ
  3. ประจำเดือนมาผิดปกติ ความเครียดส่งผลให้ฮอร์โมนของผู้หญิงไม่สมดุล ทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้หญิงคนนั้นมีความเครียดสะสม ซึ่งอาจจะเกิดจากการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว อาการนี้สามารถแก้ไขได้โดยการออกกำลังกาย
  4. ปวดท้อง ระบบประสาทของมนุษย์เชื่อมต่อกับระบบทางเดินอาหารและความเครียดส่งผลต่อการเชื่อมต่อนั้น ความรู้สึกปวดท้องไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมการกินเสมอไป
  5. นอนมากเกินไป ความเครียดทำให้สมองปล่อยอดีนารีนออกมามากเกินไป ซึ่งเมื่อเราได้รับสารนี้มากเกินไปจนเกิดอาการง่วงนอน แต่เมื่อนอนไปแล้วก็จะทำให้นอนไม่เต็มอิ่มเนื่องจากหลับ ๆ ตื่น ๆ และฝันร้าย พอตื่นขึ้นมาก็มีอาการเหนื่อย หากเป็นแบบนี้ต่อไปอาจจะทำให้เกิดอาการซึมเศร้าตามมาได้
  6. นอนไม่หลับ บางคนนอนไม่หลับเพราะแปลกที่ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ย้ายที่นอนบ่อย ๆ แล้วยังมีอาการนอนไม่หลับ เกิดขึ้นจากความเครียด มีเรื่องในหัวให้คิดมากมาย เกิดความกังวลใจเกิดขึ้น และระบบประสาทก็ไม่สามารถหยุดทำงาน การนอนไม่หลับทำให้ร่างกายไม่ได้ฟื้นตัว และไม่ได้รับการพักผ่อนซึ่งก่อให้เกิดโรคหลายโรคตามมา หากนอนไม่หลับทุกคืน มากกว่า 2 อาทิตย์ขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อได้อ่านบทความที่กล่าวมาทั้งหมดในเบื้องต้นแล้วและค้นพบว่าตัวเองมีอาการเครียดและอยากรับมือหรือขอความช่วยเหลือก็สามารถทำได้ทันที และอาการเครียดส่วนใหญ่หากยังไม่ใช่โรค สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้ร่างกายหลั่งเอ็นดอร์ฟินออกมา ทำให้คลายเครียดและคลายความเจ็บปวด แต่หากกลายเป็นโรคแล้วก็ต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที

เราจะรับมือกับความคาดหวังจากคนรอบข้างได้อย่างไร

อยู่โดยตอบสนองต่อความคาดหวัง การรับมือกับความคาดหวังเป็นอีกหนึ่งทักษะที่คนรุ่นใหม่ต้องฝึกฝน หลายวันมานี้ข่าวการกระโดดตึกฆ่าตัวตายของเด็กในวัยเรียนมีให้เห็นทุกวัน ซึ่งแน่นอนว่าการฆ่าตัวตายมีหลายสาเหตุแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองคือ ไม่สามารถทนทานต่อความคาดหวังที่มาจากตัวเอง ครอบครัว คนรอบข้างและสังคมได้ การรับมือกับความคาดหวังเป็นสิ่งที่เราต้องทำทุกวัน เพราะเราต้องเจอความคาดหวังและแบกรับความคาดหวังเหล่านั้นทุกวัน วิธีการรับมือกับความคาดหวังมีดังต่อไปนี้

  1. เข้าใจความคาดหวัง เข้าใจว่าบางความคาดหวังก็สามารถกลายเป็นความจริงได้ บางความคาดหวังก็ไม่สามารถทำให้กลายเป็นจริงได้เนื่องจากขัดแย้งกับความเป็นจริงหรือสิ่งที่มีอยู่มากเกินไป แม้ว่าความคาดหวังว่าการสอบครั้งนี้เราต้องได้ A ทุกตัว แต่มันก็มีสิทธิ์ที่ความเป็นจริงเราอาจจะไม่ได้ได้ A ทุกตัว หรือความคาดหวังว่าเดือนหน้าเราจะเงินเดือนขึ้น 25% ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ 25% จริง ความคาดหวังเป็นสิ่งที่เรากำหนดไว้ก่อนหน้า แต่เรื่องความเป็นจริงคือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งในหลาย ๆ กรณี เราไม่ใช่ตัวแปรในการควบคุมให้ความคาดหวังเหล่านั้นเป็นความจริงได้ 100%
  2. โฟกัสกับสิ่งที่เราทำในแต่ละช่วงเวลา กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว เราเองก็ไม่สามารถอ่านหนังสือ 10 เล่มแล้วเข้าใจได้ทั้งหมดภายในเวลา 3 ชั่วโมงได้เช่นกัน เราเองก็ไม่สามารถเรียนหมอและเป็นหมอได้ภายใน 1 ปี ทุกอย่างมีระยะเวลาของมัน กระบวนการเรียนรู้เองก็มีระยะเวลาของมัน โฟกัสกับสิ่งที่เราทำในแต่ละช่วงเวลาจะทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้มากกว่า และเครียดน้อยลง
  3. พูดคุยกับแหล่งที่มาของความคาดหวัง หลาย ๆ ครั้งความคาดหวังในชีวิตเราเกิดจากพ่อแม่ เราเองก็ต้องคุยกับท่านเรื่องความคาดหวังเหล่านั้น โดยความคาดหวังคือนามธรรม ซึ่งบางครั้งเราอาจจะแปลความหมายไม่ตรงกันว่ามันคืออะไรบ้าง การพูดคุยกันอย่างเปิดอกทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน
  4. เข้าใจความคาดหวังที่มีต่อตัวเราเอง หลายครั้งความคาดหวังมันจะเกิดจากการที่อยากให้เรามีชีวิตที่ดี เช่น เมื่อความคาดหวังนั้นมาจากพ่อแม่ พวกท่านย่อมอยากให้ลูกมีชีวิตที่ดี อยากให้ลูกประสบความสำเร็จ แม้ว่าการกระทำหรือคำพูดที่แสดงออกมาจะทำให้เรารู้สึกเครียด แต่การกระทำเหล่านั้นเกิดมากจากความหวังดี
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เมื่อเราพูดคุยกับแหล่งที่มาของความคาดหวังซึ่งในที่นี้คือพ่อแม่แล้ว แต่ยังไม่สามารถปรับความเข้าใจให้ตรงกันได้ เนื่องจากแนวความคิดที่แตกต่างกัน อายุที่ห่างกันมาก และบางครั้งด้วยคำสอนของสังคมไทยที่ลูกที่ดีจะต้องเชื่อฟังพ่อแม่ทุกอย่าง ทำให้การอธิบายและการปรับความเข้าใจให้ตรงกันเป็นเรื่องยาก ในกรณีนี้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่ดี

เราไม่สามารถหลีกหนีจากความคาดหวังในชีวิตได้ แต่เราสามารถเรียนรู้วิธีการในการรับมือกับมันได้ ความคาดหวังหากมีในระดับที่พอดี จะทำให้เรามีแรงและกำลังใจในการต่อสู้และสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นมากมาย แต่หากมีมากเกินไปเจ้าตัวเองจะรู้สึกถูกบีบอัด เกิดความเครียดสะสม จึงควรการมองหาทางออกที่เหมาะสมกับตัวเอง

เมื่อเราได้ทำผิดพลาดลงไปแล้ว เราจะให้อภัยตัวเองได้อย่างไร

ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่มีกิจกรรมทำตลอดเวลา ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้ บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่นความประมาทเลินเล่อในที่ทำงาน บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ เช่น ลืมปิดเตาแก็สที่บ้านทำให้ไฟไหม้บ้านคลอกคนในครอบครัวเสียชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้ทำผิดลงไปแล้ว การให้อภัยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ การตอกย้ำตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่าเราทำผิดอย่างไรไม่สามารถช่วยให้เราผ่านเรื่องราวนี้ไปได้ และไม่ได้ช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วย หลายคนสามารถให้อภัยตัวเองได้อย่างง่ายดายและสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ บางคนกลับไม่สามารถใช้อภัยตัวเองได้ และเลือกที่จะจมอยู่กับความผิดพลาดที่ตัวเองได้ก่อขึ้นทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ การให้อภัยตัวเองสามารถทำได้อย่างไร

  1. ยอมรับความจริง ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้เกิดไปแล้ว ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอดีตไปแล้ว บางสถานการณ์เราสามารถแก้ไขได้และบางสถานการณ์เราไม่สามารถย้อนกลับไปไก้ไขอะไรได้ ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้วเป็นสิ่งแรกที่ต้องเกิดขึ้นในกระบวนการการเยียวยาตัวเอง
  2. จัดหมวดหมู่การกระทำของที่เราทำพลาดไป หมวดหมู่ของการกระทำที่มันยากที่จะให้อภัยตัวเอง แบ่งออกได้เป็น 4 หมวดใหญ่ ๆ คือ เราทำพลาดในเรื่องใหญ่ ๆ ของชีวิต เช่น พลาดในเรื่องการแต่งงาน การกระทำของเราทำร้ายคนอื่น เช่น เรานอกใจคู่รักของเรา การกระทำของเราทำร้ายตัวเอง เช่น ติดเหล้า ติดการพนัน และสุดท้ายเพราะเราไม่ทำบางอย่างจึงทำให้มีผลร้ายตามมา เช่น การไม่พาแม่ไปโรงพยาบาลแม่เลยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การจัดหมวดหมู่ของสิ่งที่เราทำพลาดไปทำให้เรามองเห็นการกระทำเหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น และทำให้เราสามารถเยียวยาตัวเองได้ง่ายขึ้น
  3. ปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึก การปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึกและรับรู้ความรู้สึกของตัวเอง หากเราปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง จะทำให้กระบวนการในการเยียวยาตัวเองยืดระยะเวลาออกไป
  4. เข้าใจความต้องการของตัวเอง เข้าใจความต้องการของตัวเองที่ก่อให้เกิดการกระทำที่เราได้ทำพลาดลงไป เข้าใจว่า ณ ช่วงเวลานั้นเราจัดลำดับความต้องการนั้นไว้สูงสุด ทำให้เราตัดสินใจแบบนั้นไป
  5. ตระหนักว่าความคาดหวังที่เรามีแต่ตัวเองบางอย่างก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นจริง หลาย ๆ ครั้งเราย้อนกลับไปคิดว่าในอดีตเราไม่ควรกระทำแบบนั้น ในอดีตเราไม่ควรนอกใจแฟน เราไม่ควรติดเหล้าจนลืมทำงานทำการ เราไม่ควรเปิดเตาแก็สทิ้งไว้ก่อนออกจากบ้าน ซึ่งความคาดหวังเหล่านี้คือความคาดหวังว่าเราจะสามารถย้อนอดีตกลับไปแก้ไขเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งความคาดหวังนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพียงแต่จะทำให้เราจมติดอยู่กับความเศร้าและอดีตที่แก้ไขไม่ได้เท่านั้น
  6. ตระหนักว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร เมื่อเรานึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เรามีความรู้สึกเศร้า ละอายใจ ทุกข์ใจ รู้สึกผิด ความรู้สึกเหล่านั้นควบคุมพฤติกรรมที่เราแสดงออกแบบที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวหรือไม่ เช่น บางคนนอนไม่หลับ บางคนพยายามลืมความเจ็บปวดเหล่านั้นด้วยการโหมงานหนัก หรือกินเหล้า ผลกระทบที่ตามมาเหล่านี้ทำให้เราลืมความเจ็บปวดได้ชั่วขณะ แต่ในระยะยาวเราจะได้รับผลกระทบด้านสุขภาพตามมา
  7. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ในหลาย ๆ ครั้งเรื่องที่เรารู้สึกผิดก็มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเรา คือ เราไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เช่น ไม่สามารถนอนหลับได้ด้วยตัวเอง คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น การขอความช่วยเหลือจะทำให้เราได้รับการสนับสนุนทางจิตใจเพื่อให้สามารถผ่านเหตุกาณ์นั้นไปได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำร้ายตัวเองซ้ำ

การให้อภัยตัวเองก็เป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญและควรค่าแก่การเรียนรู้ เนื่องจากเราสามารถทำผิดพลาดได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะระวังมากแค่ไหน หากเราไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ เรื่องราวที่เราทำพลาดไปจะหลอกหลอนเราจนไม่สามารถคิดและตัดสินใจได้อย่างอิสระ หากเรื่องราวที่เกิดขึ้นเราไม่สามารถหาทางออกได้ด้วยตัวเอง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญถือเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัย

6 สิ่งน่าลงทุน ที่ได้รับความนิยมและมีความมั่นคงสูง

ลงทุนอะไรดีให้รวยเร็วและยั่งยืน เรามี 6 สิ่งน่าลงทุนที่กำลังมาแรงมาแนะนำกัน ซึ่งจะลงทุนกับอะไรดีและมีความน่าสนใจมากแค่ไหนก็ต้องไปดูกันเลย รับรองว่าจะต้องโดนใจคุณ

1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ต้องบอกเลยว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและมาแรงอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการบ้านและคอนโดในย่านรถไฟฟ้า ซึ่งพบว่าอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณนี้มีราคาพุ่งสูงมาก และมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นอีกในอนาคต ดังนั้นจึงเหมาะที่จะลงทุนมากที่สุด โดยหากใครที่ชื่นชอบการลงทุนในอสังหาฯก็จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด

2.อาหารเพื่อสุขภาพ

เนื่องด้วยเทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง อาหารเพื่อสุขภาพจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าลงทุนเป็นอย่างมาก โดยหากมีบริการเดลิเวอรี่จัดส่งถึงที่ด้วยแล้ว ก็ยิ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ได้ดีที่สุด ซึ่งอาหารสุขภาพที่ได้รับความนิยมได้แก่ อาหารคลีน ธัญพืชอบแห้ง และขนมเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

3.หุ้นและการเสี่ยงโชค

หุ้นและการเสี่ยงโชค ก็จัดเป็นวิธีการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน โดยเฉพาะการเสี่ยงโชคกับ VWIN ซึ่งจะทำให้คุณรวยทางลัดได้อย่างรวดเร็วทันใจ แต่การจะลงทุนด้วยวิธีนี้ก็มีความเสี่ยงพอสมควร จึงควรศึกษาทำความเข้าใจให้ดีก่อนเข้ามาลงทุน เพื่อจะได้ไม่ขาดทุน

4.ขายสินค้าออนไลน์

การขายสินค้าออนไลน์ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้คนให้ความสนใจกับการซื้อขายสินค้าผ่านเว็บไซต์และสื่อโซเชียลกันมากขึ้น จึงเป็นช่องทางการลงทุนที่จะทำให้รวยได้ไม่ยาก แต่จะต้องเจาะกลุ่มการตลาดให้ดี โดยวิเคราะห์ว่าควรจะขายอะไร ขายอย่างไร และต้องศึกษากลยุทธ์ในการขายให้ดีด้วยเพื่อจะได้ไม่ลงทุนสูญเปล่านั่นเอง

5.การลงทุนกับทัวร์นำเที่ยว

ธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยมาแรงขึ้นทุกปี ดังนั้นการลงทุนกับธุรกิจทัวร์นำเที่ยวจึงได้รับการตอบรับที่ดีมาก และมีความมั่นคงสูง ซึ่งใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวอยู่แล้วและมีความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในประเทศไทยเป็นอย่างดี รวมถึงหากสามารถพูดได้หลายภาษาด้วย คุณก็จะมีโอกาสรวยจากการทำธุรกิจนี้ได้ไม่ยากอย่างแน่นอน

6.บริการรับทำเว็บไซต์

สำหรับใครที่มีความสามารถในการทำเว็บไซต์ ก็จะพลาดไม่ได้เลยกับการลงทุนเปิดบริการรับทำเว็บไซต์ ซึ่งจะทำให้คุณมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว นอกจากนี้หากทำ SEO ได้ด้วยก็จะดีมาก ดังนั้นอย่าเก็บความสามารถของคุณเอาไว้อย่างเปล่าประโยชน์ ควรนำมาใช้สร้างรายได้ให้กับตัวเองกันดีกว่า

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับ 6 สิ่งที่น่าลงทุน เพราะสร้างกำไรได้ดีและมีความมั่นคงสูง ซึ่งใครที่กำลังมองหาแนวทางการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง ก็ลองพิจารณาจาก 6 ข้อนี้กันดู แล้วจะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน แถมยังเป็นการลงทุนที่ทำได้ไม่ยากอีกด้วยเพราะฉะนั้นห้ามพลาด

กินคลีนเพื่อสุขภาพ หรือสร้างภาพตามกระแสสังคม

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพมากยิ่งขึ้น เริ่มมีการแบ่งเวลาในการดูแลรูปร่างหน้าตา ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพ จึงทำให้กระแสการรับประทานอาหารคลีนได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

หากจะให้พูดถึงคำว่า อาหารคลีน เชื่อได้ว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เพราะอาหารคลีนถือเป็นอาหารยอดฮิตที่คนรักสุขภาพมักจะนิยมรับประทาน โดยเฉพาะสำหรับหนุ่มสาวที่กำลังอยู่ในช่วงของการลดน้ำหนัก หรือดูแลรูปร่างสัดส่วนอาหารคลีนจึงแทบจะเป็นอาหารมื้อหลักในชีวิตประจำวันเลยก็ว่าได้ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ถึงหลักการรับประทานและประโยชน์ที่ได้รับจากการทานอาหารคลีนอย่างแท้จริง

กินคลีนเพื่อสุขภาพหรือกระแสนิยม

หลักการที่ถูกต้องของการดูแลสุขภาพต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ส่วนหลัก คือ

  1. 1. การออกกำลังกาย ไม่มีกฎหรือทฤษฎีใดที่บ่งบอกอย่างตายตัวว่า คนเราควรออกกำลังกายกี่ชั่วโมงต่อวัน ขอเพียงแค่คุณได้ขยับในระหว่างวันทำงาน แค่นี้ก็ดีมากพอแล้ว
  2. 2. การรับประทานอาหาร คงไม่มีใครที่อยากจะรับสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายเป็นอย่างแน่ ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกเสียมากกว่า
  3. 3. การพักผ่อนที่เพียงพอ หนุ่มสาวยุคใหม่มักจะนอนดึกตื่นเช้า ซึ่งถือเป็นค่านิยมที่ผิดเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้ร่างกายไม่พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง

ทั้งสามส่วนข้างต้นถือว่าเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่ควรปฏิบัติให้ควบคู่กันไป เพื่อผลลัพธ์ที่ดีต่อร่างกาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่กำลังกลายเป็นกระแสนิยมที่ค่อนข้างจะน่าเป็นห่วง คือ วิธีการเลือกรับประทานอาหาร คนส่วนมากมักจะหันไปให้ความสนใจกับอาหารคลีนมากขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงาน มักเลือกวิธีการรับประทานอาหารคลีนเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการออกกำลังกาย หรือใส่ใจในเรื่องของการพักผ่อน บางคนรับประทานอาหารคลีนเป็นมื้อหลัก แต่ยังคงติดนิสัยกินของทอดของมันเช่นเดิม จึงไม่ค่อยมั่นใจว่า การรับประทานอาหารคลีนนั้น มีจุดประสงค์เพื่อต้องการดูแลตัวเองอย่างแท้จริง หรือเพียงแค่ต้องการทำตามกระแสนิยมของสังคมปัจจุบันกันแน่

หากวันนี้คุณกำลังเป็นคนที่ปฏิบัติครบทั้ง 3 ส่วน นั้นแสดงว่าคุณคือคนที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง แต่ถ้าถามว่าการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเพียงสองอย่างผิดหรือ คำตอบคือไม่ผิด เพราะไม่ว่าคุณจะทำกี่อย่าง มันก็คือวิธีการดูแลตัวเองทั้งสิ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ สุขภาพรูปร่างหน้าตาที่ดี แต่หากวันนี้คุณคือคนที่บอกกับตัวเองและคนอื่น ๆ ว่า ฉันเป็นคนใส่ใจสุขภาพ โดยเลือกกินอาหารคลีนเพื่อรูปร่างและร่างกายที่แข็งแรง ก็ขอให้คุณลองพิจารณาเพื่อความมั่นใจอีกสักครั้งว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ คือการดูแลตัวเองหรือกำลังเดินตามกระแสสังคม เพราะบางทีการที่คุณเลือกเพียงแค่วิธีการเดียว อาจจะไม่ได้สุขภาพและร่างกายที่ดีขึ้น แต่กลับจะทำให้ย่ำแย่ลงก็เป็นได้