เสน่ห์น่าหลงใหล ของมวยสากลอาชีพ

มวยสากลอาชีพเป็นกีฬาที่ใช้ สมอง กำลัง ความอดทน สมาธิ และไหวพริบ เพราะเป็นกีฬาที่ถ้าพลาดแม้แต่วินาทีเดียวนั้นอาจตัดสินผลแพ้หรือชนะได้เลย มวยสากลอาชีพนั้นจะประกอบไปด้วยคนสองคนมาสู้กันบนเวทีสี่เหลี่ยมโดยมีเชือกกันขอบไม่ให้นักมวยออกนอกบริเวณสี่เหลี่ยมที่กำหนด โดยคนสองคนที่สู้กันต้องใส่นวมทั้งสองข้างน้ำหนักของนวมขึ้นอยู่กับน้ำหนักของรุ่นนั้น โดยคนที่สู้กันใช้ได้แค่หมัดเท่านั้น จะมีกรรมการบนเวทีคอยดูสถานการณ์ว่านักมวยสู้ต่อไหวไหม จะให้สู้ต่อหรือพอแค่นี้ถ้าระหว่างชกกันแล้วไม่สามารถล้มกันได้ พอครบยกก็จะมีผู้ให้คะแนนโดยจะมีกรรมการสามคนนั่งให้คะแนนอยู่ข้างเวที เรื่องคะแนนขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกรรมการทั้งสามท่าน บางทีอาจตัดสินขัดใจเราแต่ผลการตัดสินไม่สามารถแก้ไขได้ แพ้ก็คือแพ้ แต่ถ้าในระหว่างชกกันอยู่เกิดมีแผลใหญ่ขึ้นก็จะมีแพทย์สนามคอยดูอาการว่าควรชกต่อไหม ถ้าบาดแผลดูแล้วน่าจะส่งผลไม่ดีแพทย์ก็สามารถหยุดการชกได้เหมือนกันเนี่ยแหล่ะคือ “มวยสากลอาชีพ”

มวยสากลอาชีพ

พอเสียงระฆังดังขึ้นคนสองคนหันหน้าเข้าหากัน พร้อมที่จะใช้อาวุธที่ตัวเองมีอยู่นั้นก็คือหมัดทั้งสองข้างชกใส่กัน โดยสามารถชกใส่หน้าและท้องได้ห้ามชกใต้เข็มขัด ชกกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะล้มหรือเสียงระฆังจะดังเมื่อขึ้นมาบนเวทีแล้วเราจะไม่สามารถถอยได้อีกต่อไป เราต้องสู้จนถึงที่สุดแม้จะล้มเราต้องพยายามลุกขึ้นมาให้ได้จนกว่าจะสุดความสามารถของเรา ถึงเราจะล้มมันยังไม่ใช่คำตอบว่าเราจะแพ้ ถ้าเราลุกขึ้นมาแล้วกัดฟันสู้คนที่ล้มอาจไม่ใช่เราก็ได้ นี่แหล่ะที่เรียกว่าหัวใจนักสู้ นอกจากจะใช้กำลังแล้วเราจะต้องใช้สมองวิเคราะห์ด้วยว่าเราควรจะทำอะไร และเราจะมีแรงพอแค่ไหน ใครที่เคยบอกว่ามวยเป็นกีฬาที่ใช้แต่กำลังอย่างเดียวอันนี้ไม่จริง เพราะถ้าเราชกมวยแล้วไม่ใช้สมองเราอาจโดนน็อคตั้งแต่ยกแรกก็ได้

เสน่ห์ของมวยสากลอาชีพ

อาจมีหลายคนที่มองว่ามวยสากลเป็นกีฬาที่น่าเบื่อ กว่าจะน็อคกันได้ก็ยากไม่สนุกเลย แต่สำหรับคอมวยแล้วการที่ได้ดูมวยสากลมันเป็นอะไรที่สนุกมาก เพราะมันมีอะไรหลายอย่างที่น่าดู ที่สำคัญมวยสากลมันใช้หมัดล้มกัน นี่แหล่ะคือเสน่ห์เพราะการที่จะใช้หมัดล้มกันได้นั้นมันยากมาก เพราะจะต้องทำอย่างไรถึงจะต่อยผ่านการ์ดไปได้ต้องต่อยท้องก่อนและพอการ์ดตกคางเปิดก็ต่อยให้เข้าจุดเพื่อที่จะให้เขาล้ม แต่ประเด็นความมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ตรงที่ว่าต่อยต่อยอยู่เขาสวนกลับมาซึ่งผลแพ้ชนะมันเกิดได้ทุกวินาที ยกตัวอย่างเช่น นัดที่ปาเกียวเจอกับมาร์เกวซล่าสุด วันนั้นเกมเป็นของปาเกียวทุกอย่าง ถ้าต่อยครบยกยังไงปาเกียวก็ชนะ แต่ว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น คือ ก่อนเสียงระฆังจะดังหนึ่งวินาทีมาร์เกวซต่อยโดนหน้าปาเกียวจัง ๆ จนไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ ทำให้ปาเกียวแพ้ไปในวันนั้น นี่แหล่ะคือเสน่ห์ของมวยสากล เพราะมันไม่เหมือนกับฟุตบอลที่ถูกยิงแล้วก็ยังสามารถกลับมาแก้ตัวได้จนกว่าจะจบเก้าสิบนาที แต่มวยถ้าพลาดแล้วเราอาจไม่ได้ลุกขึ้นมาแก้ตัวได้อีกก็ได้

จะเริ่มต้นสื่อสารในที่ทำงานให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร

ในการทำงานสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารที่เข้าใจตรงกันทั้งผู้พูดและผู้ฟัง เพื่อให้ทุกคนมีข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อให้ทุกคนรับรู้เป้าหมายหลักของบริษัท สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในบริษัท หรือการติดต่อประสานงานระหว่างแผนก หรือการติดต่อกับบุคคลภายนอก เช่น ลูกค้า หรือ คู่ค้า หากตัวบุคคลไม่สามารถถ่ายทอดสารที่ตัวเองต้องการจะสื่อออกไปได้จะทำให้การทำงานติดขัดหรือไม่ได้ผลลัพธ์ที่ควรจะเป็น วิธีการสื่อสารในทำงานให้เข้าใจควรเริ่มต้นดังต่อไปนี้

  1. ฟังและทำความเข้าใจสารของตัวเองอย่างมีสมาธิ เมื่อเรารับคำสั่งจากเจ้านายหรือเมื่อได้รับการเทรนจากรุ่นพี่ การฟังอย่างมีสมาธิจะทำให้รับสารได้มากขึ้น และจดจำได้มากขึ้น
  2. ทำความเข้าใจสารที่ตัวเองต้องการสื่อก่อน ตรวจสอบตัวเองในทุกสารที่ตัวเองต้องการส่งออกไป หรือตรวจสอบตัวเองอีกครั้งว่าตัวเองเข้าใจเรื่องราว เนื้องานทั้งหมดที่รับมาแล้วหรือไม่ โดยการตั้งคำถามตัวเองง่าย ๆ ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ทำไม เกิดปัญหาขึ้นไหม ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร เมื่อเราสามารถตอบคำถามเหล่ากับตัวเองได้แล้ว เราจะสามารถสื่อสารได้เอง การสื่อสารด้วยประโยคที่ไม่มีประธาน กริยา กรรม ครบถ้วนทำให้เกิดความสับสนได้
  3. สอบถามเพิ่มเติมทันทีหากยังไม่เข้าใจสารที่รับมา หลายครั้งที่เรารับคำสั่ง หรือการเทรนมาแล้วเราไม่ได้เข้าใจอย่างท่องแท้ หากเป็นกรณีนี้ควรกลับไปทบทวนตัวสารหรือสอบถามเพิ่มเติม เพราะถ้าไม่เข้าใจสารที่ตัวเองต้องการจะสื่อ ย่อมไม่สามารถสื่อสารออกไปได้
  4. ถามตัวเองก่อนว่าผลลัพธ์หรือจุดประสงค์ที่ต้องการได้จากการสื่อสารครั้งนี้คืออะไร การที่เราไม่รู้จุดประสงค์ของเราในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะทำให้เรางงตัวเอง จะทำให้ความสับสนเกิดขึ้นแม้กับตัวเอง และทำให้ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร พูดอย่างไรต่อไป การถามตัวเองก่อนว่าจุดประสงค์ของตัวเองคืออะไร จะสามารถทำให้สื่อสารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เรียบเรียงเนื้อหาที่จะใช้ในการสื่อสารได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้เลือกวิธีการได้ดีขึ้นด้วย
  5. เลือกวิธีการสื่อสารให้เหมาะสม ในการสื่อสารเพื่อให้งานสามารถดำเนินต่อไปได้สามารถทำได้หลายช่องทาง หากเป็นการถามงานอาจจะเดินไปถามที่โต๊ะหรือใช้แอพพลิเคชั่นในการช่วยสื่อสาร แต่หากเป็นการประกาศ นัดประชุม หรือติดต่อประสานงานกับแผนกอื่น อาจจะใช้อีเมล์ในการสื่อสาร เพื่อไม่ให้การสื่อสารคลาดเคลื่อนและแจ้งข้อมูลได้ทีละหลายคน
  6. เข้าหาให้ถูกจังหวะ หากการสื่อสารที่ต้องการให้เกิดขึ้นคือการเดินไปที่รุ่นพี่แผนกอื่นหรือห้องอื่น ตอนที่เข้าไปหาเพื่อเริ่มต้นการสื่อสาร ควรสังเกตก่อนว่าเขาทำอะไรอยู่ ถ้าหากว่าเขากำลังประชุมทางไกลผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรือกำลังปรึกษางานอยู่กับคนอื่นอยู่ เราควรรอก่อนหรือกลับออกมาแล้วไปหาใหม่ภายหลัง การแทรกตัวเข้าไปในบทสนทนาของคนอื่นหรือการพูดแทรกบทสนทนาของคนอื่น อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

เมื่อการสื่อสารในองค์กรมีประสิทธิภาพเสมอจะทำให้ทุกส่วนงานดำเนินงานไปได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น ทำให้ย่นระยะเวลาในการทำงานได้มากขึ้นด้วย เพราะหากสื่อสารไม่ตรงกัน ในบางกรณีอาจจะต้องทำจัดประชุมขึ้นใหม่หลายรอบ เป็นการเปลืองทรัพยากรและเวลาของบุคลากรในองค์กรได้

จะรับมือกับความขัดแย้งในที่ทำงานได้อย่างไร

ความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาที่มีคนตั้งแต่  1 คนขึ้นไป ทำไมถึงเริ่มจาก  1 คน บางคนมีความขัดแย้งในตัวเองและรับมือไม่ได้ด้วยซ้ำ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติมาก ไปที่ไหนก็เจอ นอนอยู่บ้านคนเดียวก็เจอ แต่เมื่อเกิดขึ้นในที่ทำงาน ในองค์กรที่มีหลายคน หลายทีมที่ทำงานร่วมกันอยู่ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกลายเป็นความรุนแรงทำให้ตัวบุคคลเกิดความท้อใจและสับสน แต่หากปัญหาเกิดขึ้นแล้ว วิธีการรับมือย่อมมีแน่นอนดังเช่นประโยคที่กล่าวกันอย่างหนาหูว่า ทุกปัญหามีทางออก ถ้าหาทางออกไม่เจอ บางครั้งก็ต้องออกทางเข้า โดยตัวบุคคลที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งสามารถรับมือได้ ดังนี้

  1. ตั้งสติ หลายครั้งความขัดแย้งในที่ทำงานเกิดขึ้นเพราะความคิดเห็นและมุมมองที่มองเรื่องต่าง ๆ ไม่ตรงกัน เราต้องตั้งสติก่อน ว่าเราอยู่ส่วนไหน องค์กรในที่ทำงานเหมือนรูปภาพจิ๊กซอว์ขนาดใหญ่ที่ตัวเราเป็นแค่จิ๊กซอว์ตัวหนึ่งเท่านั้น ที่ทำให้รูปภาพสมบูรณ์และทุกอย่างสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่น ถามตัวเองว่าเรามีความคิด ความรู้สึกต่อสึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร แล้วจัดการกับความรู้สึกของตัวเองให้ได้ก่อน
  2. งดดราม่า การดราม่าไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น การดราม่าทำได้อย่างเดียวคือได้เป็นที่สนใจชั่วครู่ แบบแค่แว๊บเดียว ทุกสายตาจะจับจ้องแหล่งกำเนิดดราม่าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามและก็หันไปทำอย่างอื่นต่อ                     การดราม่าไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหา เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นท่ามกลางมนุษย์ที่มีความสามารถในการสื่อสารทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ย่อมใช้การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกว่าการดราม่าในการสื่อสารได้ หากว่าอดไม่ได้ที่จะดราม่า สามารถโทรไปที่สายด่วนสุขภาพจิตเบอร์ 1323 หรือโทรนัดนักจิตบำบัดตามคลินิคต่าง ๆ เพราะความดราม่าไม่ได้เกิดที่ตัวปัญหาแต่เกิดที่ตัวบุคคล
  3. โฟกัสที่บทบาทของตัวเอง เรามีหน้าที่ในการทำอะไร ไม่ว่าเรื่องราวจะดำเนินไปยังไง เราเองก็มีงานที่ต้องส่ง มีหน้าที่รับผิดชอบที่ต้องจัดการ แม้ว่าจะเกิดความขัดแย้งขึ้น แต่เราต้องไม่ลืมบทบาทหน้าที่ของตัวเอง
  4. เป้าหมายในการทำงานร่วมกันคืออะไร หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในทีม เราต้องมีทบทวนเป้าหมายที่เรามีร่วมกันในตอนแรกที่เริ่มโปรเจคนี้ขึ้น ทุกคนต่างต้องการให้งานสำเร็จ หากโปรเจคนี้สำเร็จ เราย่อมได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน มีผลงานร่วมกัน และสามารถสร้างรายได้ให้องค์กรและตัวเองได้ร่วมกัน
  5. หยุดโจมตีไปที่ตัวบุคคล ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องงานและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน หลายครั้งที่ตัวบุคคลไม่สามารถจัดการอารมณ์ของตัวเองได้และต้องการทำร้ายเพื่อนร่วมทีมเพียงเพราะความคิดเห็นไม่ตรงกัน อันนี้ต้องกลับไปทบทวนข้อ 3 ว่า การโจมตีไปที่ตัวบุคคลสามารถทำให้ทีมของเราทั้งทีมเข้าใกล้เป้าหมายในการทำงานที่มีร่วมกันหรือไม่
  6. ร่วมกันมองไปที่ทางออก หากมองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่เดี๋ยวเราก็จะผ่านมันไปได้ด้วยกัน และเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขร่วมกันได้ ทุกคนก็จะสามารถหาทางออกเกี่ยวกับปัญหานี้ร่วมกันได้ ถ้ามองไปที่ทางออก ทางออกก็จะปรากฏขึ้นและชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับทุกคน

เมื่อความขัดแย้งได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะหาทางออกร่วมกันได้ หาทางออกร่วมกันไม่ได้ หรืออยู่ในระยะเวลาของการหาทางออกร่วมกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนในองค์กรคือความเป็นมืออาชีพที่จะไม่ยอมให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมากระทบต่อเนื้องาน และหากไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ควรขอรับคำปรึกษาจากหัวหน้า หรือผู้ที่มีอำนาจมากกว่าในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหา

หึงแฟนมากโดยไม่มีสาเหตุ จะเลิกขี้หึงได้อย่างไร

การหึงเล็ก ๆ น้อย ๆ หึงหวงทำหน้าบึ้ง ไม่ยอมพูดจา หรือไม่ยอมยิ้มทั้งวันไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจอะไร แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่อาการหึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เริ่มควบคุมพฤติกรรมและกำหนดทิศทางของความรู้สึกของเราและคนรัก และกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ หรือในหลาย ๆ สื่อต่างได้ ได้นำเสนอข่าวว่าคู่รักทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันถึงชีวิตเพียงเพราะหึงหวง หลายกรณีคนรักเก่าทำร้ายร่างกายคนรักใหม่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนั้นการหึงหวงจะเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไข การหึงหวงจึงถือเป็นอีกภัยหนึ่งที่คุกคามสังคม ถ้าเรารู้ตัวว่าเราเป็นคนที่ขี้หึงมาก เราจะสามารถจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้อย่างไร

  1. บอกตัวเองว่า มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา เมื่อมันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา เราก็สามารถควบคุมมันได้ บ่อยครั้งที่อาการหึงหวงไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำของคนรักหรืออดีตคนรักเสมอไป แต่เกิดขึ้นจากหลุมในใจเราที่เราคิดว่าต้องให้คนอื่นมาเติมเต็มเท่านั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมากที่เราจะกลัวว่าคนรักเราจะไม่รักเรา คนรักเราจะรักเราน้อยลงเมื่อมองผู้หญิงหรือผู้ชายที่หน้าตาดีกว่า แต่เราก็ต้องรู้ว่าเรามีข้อดีของเรา เรามีสิ่งดี ๆ ในตัวมาก ๆ ที่คนรักเขาโชคดีที่มีเราเป็นแฟน
  2. พิจารณาว่าทำไมเราถึงไม่ไว้วางใจแฟนของตัวเอง บางครั้งหลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาเรื่องการเชื่อใจคนอื่น การเชื่อใจคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากมาก อาจจะเป็นเพราะว่าเคยโดนนอกใจมาก่อน ซึ่งหากว่าสิ่งนี้เป็นปัญหา ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
  3. ให้อิสระกับคนรักของตัวเองบ้าง แม้ว่าเขาจะเป็นคนรักของเรา แต่มนุษย์เราย่อมมีความสัมพันธ์แบบอื่น เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อน พี่น้อง ครอบครัว เป็นต้น การที่เราเป็นแฟนเขา เราไม่มีสิทธิในการตัดความสัมพันธ์แบบอื่น ๆ ออกจากชีวิตเขาได้ และไม่มีใครสามารถครอบครองใครได้อย่างแท้จริง เราและแฟนคือมนุษย์สองคนที่มามีความสัมพันธ์กันในรูปแบบหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การพยายามครอบครองอีกฝ่ายว่าจะต้องเป็นของเราเท่านั้น จะต้องอยู่กับเราคนเดียวเท่านั้น ไม่ต้องมีเพื่อน ไม่ให้สังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานเป็นความสัมพันธ์ที่ริดรอนสิทธิส่วนบุคคลของอีกฝ่าย ในทางตรงข้าม เราเองก็ควรมีสังคมด้านอื่นของเราเองด้วยเช่นกัน
  4. พูดกับคนรักอย่างตรงไปตรงมาเรื่องความรู้สึกของเรา เมื่อความรู้สึกของเราเริ่มเข้มข้นขึ้น ถ้าเราควบคุมอารมณ์ไม่ได้เราอาจจะเผลอทำร้ายคนที่เรารักโดยที่เราไม่รู้ตัว การพูดคุยกันตรง ๆ เพื่อหาทางออกร่วมกัน คุยกันว่าอะไรทำให้เรารู้สึกแบบนี้ ทำไมเรารู้สึกแบบนี้ ดีกว่าการเงียบและประชดเพราะจะยิ่งทำให้อีกฝ่ายงงมากขึ้นว่าเราเป็นอะไร
  5. ต้องทำอะไรบางอย่างถ้าต้นเหตุของอาการหึงหวงของเราไม่ได้เกิดจากเรา แต่เกิดจากการกระทำของคนรักเราจริงๆ เช่น เราเห็นเขาแอบแชทคุยกับคนอื่น นี่เป็นสถานการณ์ตัวอย่างที่ไม่ดีที่สุดที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้น คือ คนรักของเรานอกใจเราจริง ๆ เราไม่ได้คิดไปเอง ซึ่งถ้าเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นจริงๆ เราไม่ควรโฟกัสไปที่ว่าเราหึงเขายังไงบ้าง หึงมากน้อยแค่ไหน แต่ควรโฟกัสว่าเราจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร จะจับมือคุยกันและผ่านไปด้วยกันหรือจะจบความสัมพันธ์นี้ลง

แม้ว่าความรู้สึกหรืออาการหึงหวงจะเกิดขึ้นจริง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้นและไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นมาควบคุมพฤติกรรมหรือการแสดงของเรา ถ้าเราไม่ควบคุมความรู้สึกหึงหวงเหล่านั้น ความรู้สึกหึงหวงจะควบคุมเรา เมื่อนั้นเราอาจจะทำสิ่งไม่ดีไปตามอารมณ์ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายมากมาย เมื่อเราเห็นว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาก็ย่อมมีหนทางในการแก้ไขและรับมือ

เมื่อความรักหมดลง จะบอกเลิกแฟนอย่างไร

แม้ว่าความรักจะเป็นสิ่งที่สวยงามแต่ความรักไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในความสัมพันธ์ ซึ่งความเข้าใจ เป้าหมายที่คล้ายกัน การใช้ชีวิต การวางแผนการเงิน ก็มีส่วนอยู่มาก และเมื่อความรักดำเนินมาจนถึงจุดหนึ่ง จุดที่เราคิดว่าเราไม่สามารถไปต่อกับคนนี้ได้อีกแล้ว บางครั้งการเลิกราก็ดีกว่าการทนอยู่ หากแต่การเป็นฝ่ายบอกเลิกก็ต้องอาศัยความกล้าหาญอยู่มาก และยังทำให้อึดอัดใจ กระวนกระวายใจ หากต้องการบอกเลิกคนรักที่คบอยู่จะต้องทำอย่างไร

  1. ทบทวนการตัดสินใจของตัวเองอย่างละเอียดรอบคอบ การที่เราจะตัดสินใจไปบอกเลิกแฟน เราควรทบทวนความคิดความรู้สึกของตัวเองอย่างละเอียดเสียก่อน เราควรถามตัวเองว่าต้องการเลิกเพราะอะไร เราทำไปเพราะเราหมดรักจริง ๆ หรือเราแค่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากเขา หรือเราแค่ต้องการประชด หากเราแค่ต้องการประชดหรือเรียกร้องความสนใจ มันมีวิธีอื่นอีกมากมายที่ไม่ใช่การบอกเลิก แต่ถ้าเราทบทวนแล้วว่าเราหมดรักเขาจริง ๆ ความรู้สึกเราหมดแล้วจริง ๆ ก็ไปที่ข้อต่อไปได้เลย
  2. ชัดเจนในทุกคำพูดและการกระทำ เราไม่จำเป็นต้องพูดจาอ้อมโลกแต่เราก็ไม่จำเป็นต้องพูดจาหยาบคายด้วยเช่นกัน เราสามารถสื่อสารความรู้สึกของเราอย่างตรงไปตรงมาด้วยถ้อยคำที่สุภาพได้ แต่ในขณะเดียวกันเราต้องสื่อสารอย่างชัดเจนว่าเราต้องการจบความสัมพันธ์นี้ทำไม เพราะอะไร
  3. เคลียร์ปัญหาค้างคาใจอื่น ๆ ที่มีต่อกัน การบอกเลิกทำให้เกิดคำถามมากมายเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ถูกบอกเลิก เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายค้างคาใจ คุณควรจะเคลียร์ปัญหาทั้งหมดในระหว่างที่บอกเลิกด้วย
  4. ไม่จำเป็นต้องพยายามเอาข้อเสียของอีกฝ่ายมาโจมตี การที่เราอยากเลิกกับคนที่เราคบหามานานมีร้อยแปดเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นไม่เข้าใจกัน ไปกันไม่ได้ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตแบบเดียวกัน เข้ากันไม่ได้อีกต่อไป หรือเราอาจจะไม่รู้สึกรักเขาอีกต่อไปแล้ว ซึ่งแต่ละเหตุผลมันเข้าใจได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเขาจะยืดเยื้อเรามากแค่ไหน เราก็ไม่ควรหยิบเอาข้อเสียหรือสิ่งที่เขาทำพลาดไปแล้วในอดีตขึ้นมาโจมตีและตอกย้ำ การกระทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น การพยายามหาเหตุผลว่าอีกคนแย่ยังไงเพื่อซัพพอร์ตการตัดสินใจของตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่น่ารัก
  5. ให้เวลาอดีตคนรักของคุณ การที่เราบอกเลิกอดีตคนรักของเราไป ย่อมเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนอีกคนอยู่มาก กระบวนการในการเยียวยาตัวเองของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนใช้เวลามาก บางคนใช้เวลาน้อย แต่ไม่ว่าจะมากหรือน้อยเขาก็ต้องการเวลาทั้งสิ้น เราไม่สามารถรวบรวมความกล้าไปบอกเลิกเขาได้ภายในวันเดียว เขาก็ย่อมไม่สามารถตัดใจจากเราได้ภายในวันเดียวเช่นเดียวกัน
  6.  มองไปข้างหน้า ณ ช่วงเวลานี้ เราอาจจะยังจินตนาการไม่ออกว่าการบอกเลิกในครั้งนี้คือการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะอาการเสียใจของอดีตคนรักอาจจะทำให้เราลังเล แต่การมองไปที่ข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรต่อไป การวางแผนอนาคตข้างหน้า แม้จะไม่มีคนนี้อีกต่อไปจะทำให้เราเองก้าวผ่านได้เร็วมากขึ้น

นอกจากนี้การกำจัดสิ่งของที่อาจจะทำให้เรานึกถึงอดีตคนรักก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ได้ง่ายขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใดที่กล่าวมาทั้งหมด เราต้องเห็นอกเห็นใจ เข้าใจ และเมตตาอดีตคนรักของเรา แม้ว่า ณ ตอนนี้ความสัมพันธ์จะจบลงแต่เราก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเซอร์ไพรส์อะไรเรา

เคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นในทุก ๆ วัน

ในสังคมที่เครียด ความเครียดของคนในประเทศพุ่งสูงขึ้น อัตราในการฆ่าตัวตายพุ่งสูงขึ้นทุกปี การเมืองก็เครียด เศรษฐกิจก็เครียด เราเองก็สามารถสร้างความสุขให้ตัวเองได้ ในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอก สถานการณ์ภายนอกให้ได้ดั่งใจเราได้ เราไม่สามารถควบคุมสิ่งที่คนอื่นคิด พูด ทำ ได้ แต่เราสามารถควบคุมการรับมือของเรา และการมองโลกของเราได้ ซึ่งความสุขก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเอง

  1. หาสมุดมาเล่มหนึ่ง จดทุกอย่างที่ทำให้เรายิ้มได้ โดยสัญชาติญาณในการเอาตัวรอดของมนุษย์แล้ว เราจะจดจำสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ได้ง่ายและดีกว่าสิ่งที่ทำให้เราเป็นสุขซึ่งเป็นมานานมากแล้ว เช่น มนุษย์ถ้ำย่อมจำได้ว่าตรงไหนมีงูพิษเยอะ แม้ว่าแถวนั้นดอกไม้จะสวยมาก แต่ก็จำได้ว่างูเยอะก็จะได้ไม่ไปเก็บของป่าแถวนั้น แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานมากแล้วแต่นิสัยบางอย่างยังติดตัวเรามา ซึ่งเราสามารถโปรแกรมสมองเราใหม่ได้ นักเขียนชื่อ Barbara Ann Kipfer ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง โดยรวบรวมเอา 14,000 สิ่งที่ทำให้มีความสุข ( 14,000 things to be happy about ) การทำแบบนี้จะทำให้เรามองเห็นสิ่งความสุขที่อยู่รอบตัวได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยสิ่งที่ทำให้มีความสุขอาจจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ หรือเรื่องเล็กน้อย เช่น สอบได้ทุนไปต่างประเทศ หรือก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่สั่งไปวันนี้ได้กุ้งมากกว่าปกติหนึ่งตัว เป็นต้น
  2. ตระหนักว่าความสุขเป็นตัวเลือก เป็นมุมมองของเราที่มองสิ่ง ๆ หนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งเราสามารถเลือกได้เสมอ เช่น เมื่อเรารอเข้าแถวซื้อบัตรรถไฟฟ้า แล้วมีคนเดินมาชนเราล้ม และมีผู้หญิงคนหนึ่งช่วยผยุงเราขึ้น เราสามารถเลือกจำได้ว่า วันนี้เป็นวันที่ซวยมากมีคนมาชนล้ม หรือวันนี้มีคนใจดีช่วยผยุงเราขึ้นตอนที่เราโดนชน
  3. ให้อภัย การถือโทษโกรธแค้นตัวเองหรือโกรธคนอื่น มีประโยชน์อย่างเดียว คือทำให้ละครหลังข่าวสนุกขึ้น แต่พอมันเกิดขึ้นในใจเรามันร้อนรน มันไม่มีความสุข การให้อภัยแล้วปล่อยวางทำให้มีความสุขได้มากกว่า ทำให้จิตใจสงบได้มากกว่า การไปนั่งเจ้าคิดเจ้าแค้นต้องแก้แค้น ต้องด่ากลับต้องว่ากลับเป็นเรื่องเสียเวลา และเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุและทำให้ทุกข์โดยที่ไม่จำเป็น เวลามีคนมาทำเรื่องแย่ ๆ ก็แค่จำไว้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร ถ้าเรามัวแต่จมอยู่กับเรื่องที่ว่าคนอื่นแย่ยังไง เราจะไม่มีเวลามากพอที่จะมาชื่นชมเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต แต่อย่าสับสนกับการยอมไปเสียทุกเรื่อง เราให้อภัยคนอื่นได้จริงแต่ถ้าสิ่งที่เขาพูดและทำมันผิดกฏหมาย เรามีสิทธิในตัวเองอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องตัวเองและดำเนินคดีตามกฏหมายให้ถึงที่สุดและไม่จำเป็นต้องยอมความ
  4. ออกกำลังกาย ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายส่งผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่ตามมาจากการออกกำลังกายคือ เราจะได้สังคมใหม่ ได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ เช่น เมื่อคุณไปที่ฟิตเนส ย่อมได้รู้จักเทรนเนอร์ ได้รู้จักคนที่มาในช่วงเวลาเดียวกัน หรือเมื่อไป เล่นแบดมินตัน ก็ย่อมได้รู้จักคนใหม่ ๆ เพราะไม่ใช่กีฬาที่สามารถเล่นได้คนเดียว อย่างน้อยต้องมีผู้เล่น 2 คนขึ้นไป

ตัวอย่างที่กล่าวมาเป็นแค่หนึ่งในร้อยล้านวิธีที่ทำให้เรามีความสุขได้มากขึ้น แต่ละคนมีวิธีในการมีความสุขไม่เหมือนกัน การได้ทดลองนำวิธีใหม่ ๆ ไปใช้ก็เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นและหากว่าวิธีที่ได้ลองไปได้ผล ก็กลายเป็นว่าเราสามารถสร้างความสุขได้ด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้นไปอีกขั้น เพราะจริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องรอให้มันเกิดขึ้น เช่น ถ้าจะรอให้การเมืองไม่วุ่นวายก่อนแล้วเราค่อยมีความสุข เราไม่รู้เลยว่าเราจะต้องรอไปอีกเมื่อไหร่ แต่ถ้าเราไปออกกำลังกายกับเพื่อนวันนี้ เราก็สามารถมีความสุขเพิ่มขึ้นได้ในวันนี้เลย

รักตัวเองคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่ารักตัวเอง

กลายเป็นคำที่พูดกันอย่างแพร่หลายว่า ต้องรักตัวเอง ทำแบบนี้เพราะไม่รักตัวเอง จะรักคนอื่นได้ต้องรักตัวเองก่อน ถ้ารักตัวเองไม่เป็นก็รักคนอื่นไม่เป็นหรอก จนทำให้หลายคนสงสัยว่าจริง ๆ แล้วรักตัวเองคืออะไร แล้วคนเราไม่รักตัวเองมีด้วยหรอ การรักตัวเองคือการเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง การรู้ว่าตัวเองควรค่าแก่การมีความสุข มีสิทธิที่จะมีความสุข และมีสิทธิที่จะเป็นตัวเองและมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองเป็น เมื่อประสบความสำเร็จในการเรียนหรือหน้าที่การงาน ใครก็ชอบตัวเองกันทั้งนั้น แต่ถ้ามีวันใดวันหนึ่ง เราไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ เราล้มเหลวในหน้าที่การงานหรือการเรียน และไม่มีคนอยู่เคียงข้าง เราจะสามารถให้อภัยตัวเองในสิ่งที่ตัวเองทำ เป็นกำลังใจให้ตัวเอง และยังคงรักตัวเองอยู่ โดยไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหน หรือผ่านอะไรมา เราก็ยังรักตัวเอง ยอมรับในตัวเองและเคารพตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยการรักตัวเองสามารถเริ่มได้ดังต่อไปนี้

  1. ยอมรับตัวเอง ยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็น คือยอมรับทุกข้อดีข้อเสียที่มีอยู่ในตัวเรา คนเราทุกคนย่อมมีทั้งข้อดีข้อเสียในตัวเอง การยอมรับตัวเองให้ได้ในทุกมิติเป็นเรื่องสำคัญ จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อเสียอันไหนที่เราไม่ยอมรับในตัวเอง สังเกตตัวเองว่าโกรธไหมเวลาคนอื่นหยิบข้อเสียนี้ขึ้นมาพูด เช่น ถ้าเราไปด่าอั้ม พัชราภาว่าไม่สวย อ้วน อั้มย่อมไม่โกรธ เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง แต่ถ้าเราไปด่าคนที่อ้วนมาก ๆ ว่าอ้วน เราย่อมโดนเขาตบแน่นอน ทำไมเขาถึงโกรธ เพราะมันเป็นเรื่องจริง ถ้ามีใครมาด่าเราว่าขี้อิจฉา ให้สังเกตตัวเองว่าโกรธไหม ถ้าโกรธแสดงว่าสิ่งที่เขาพูดมีเค้าโครงความจริง ทีนี้เราก็ยอมรับทุกอย่างที่เป็นเราให้ได้
  2. ให้อภัยตัวเองที่บางครั้งก็ทำพลาด เมื่อเรายอมรับตัวเองได้แล้ว เราจะเห็นการกระทำและคำพูดของตัวเองจากมุมมองคนอื่นได้ชัดเจนขึ้น และบางครั้งเราก็ค้นพบว่าเราผิดจริง เราทำพลาดจริงซึ่งมันไม่เป็นไรเลยถ้าคนคนหนึ่งจะทำผิดไปด้วยความพลั้งเผลอ เพียงแต่เราสามารถให้อภัยตัวเองกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นและสามารถเริ่มใหม่ได้
  3. ให้โอกาสตัวเอง เมื่อเรายอมรับตัวเองและให้อภัยตัวเองได้แล้ว เราก็จะสามารถให้โอกาสตัวเองในการเริ่มใหม่ได้ มองอีกมุมหนึ่งถ้าคนที่เรารักเช่น คนในครอบครัว เพื่อน หรือแฟนทำผิดโดยที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจ เราจะให้โอกาสพวกเขาใจการเริ่มใหม่ไหม คำตอบคือใช่ ตัวเราเองก็เช่นเดียวกัน
  4. ให้รางวัลตัวเองในเรื่องเล็กน้อยที่ตัวเองประสบความสำเร็จ เช่น แทนที่เราจะรอซื้อรถยนต์ให้ตัวเองเป็นของขวัญเมื่อเรียนจบปริญาตรี และหากตอนนี้เราอยู่ปี 1 เราต้องรออีกถึง 3 ปีกว่า กว่าจะสามารถให้รางวัลตัวเองได้ และมีความสุขกับความสำเร็จของตัวเองได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น ให้รางวัลตัวเองด้วยการซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ตัวเองเมื่อสอบมิดเทอมได้คะแนนที่ต้องการ จะสามารถทำให้เราได้ฉลองความสำเร็จของตัวเองได้บ่อยขึ้น และไม่รู้สึกว่าเรื่องน่ายินดีมันห่างไกลเกินไป

การรักตัวเองเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนได้ และถ้าเรารักตัวเองแล้ว เราจะรู้ว่าต้องปฏิบัติต่อตัวเองอย่างไร ต้องดูแลตัวเองอย่างไร แล้วจะทำให้เรารู้ว่าถ้าเราอยากดูแลคนอื่นเราต้องทำอย่างไร และเมื่อมีเรื่องที่ผ่านเข้ามาเราจะสามารถรับมือต่อเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้น สามารถพาตัวเองออกมาจากมวลความทุกข์ได้ง่ายขึ้นและสามารถมีความสุขได้ง่ายขึ้น

ทั้งเหนื่อยทั้งท้อ เราจะสามารถให้กำลังใจตัวเองได้อย่างไร

ในบางวันก็เป็นวันที่เรามีความสุข มีกำลังใจในการเรียน กำลังใจในการทำงาน ในการใช้ชีวิตและต่อสู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา แต่ในบางวันก็มีช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ามันมืดมน มองไปไม่เห็นทาง ไม่มีกำลังใจในการทำอะไรทั้งนั้น หลายคนโชคดีที่มีครอบครัว มีเพื่อน มีคนรักคอยสนับสนุนและอยู่เคียงข้างแต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา พวกเขาไม่ได้ไปกับเราทุกที่ ไม่ได้อยู่กับเราในทุกสถานการณ์พวกเขาย่อมมีชีวิตที่เป็นของตัวเอง มีงานที่ต้องทำ มีธุระที่ต้องจัดการ มีความฝันที่อยากทำให้สำเร็จ เมื่อใดก็ตามที่เราและคนใกล้ตัวว่างไม่ตรงกันแล้วเราต้องการกำลังใจอย่างมาก เราเองก็สามารถสร้างกำลังใจเหล่านั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง คือเราเองก็สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ โดยทำได้ดังต่อไปนี้

  1. เขียนทุกความในใจออกมาเป็นตัวหนังสือ ถ้าไม่สะดวกให้หยิบโทรศัทพ์ขึ้นมาพิมพ์ในโน๊ต การเขียนโน๊ตมีแอพพลิเคชั่นรองรับความต้องการมากมาย ให้เขียนทุกสิ่งที่รู้สึกออกมาโดยไม่ต้องกรั่นกรองอะไรทั้งนั้น เพราะเขียนเสร็จแล้วเราจะโยนสิ่งที่เขียนทั้งหมดทิ้งไป เราจะลบข้อความเหล่านั้นทั้งหมดทิ้งไป วิธีนี้เป็นการระบายความในใจออกได้อย่างได้ผลที่สุด ทำไมต้องเขียนระบายความในใจของตัวเองออกมาก่อนที่จะเริ่มข้ออื่น ถ้าเปรียบความรู้สึกเราเหมือนแก้วน้ำใบหนึ่งที่ตอนนี้แก้วน้ำใบนั้นเต็มไปด้วย ชาเขียว ถ้าเราต้องการกินน้ำเปล่าเราไม่สามารถเทน้ำเปล่าลงไปในแก้วได้ทันที เราต้องเทชาเขียวทิ้งไปก่อนแล้วค่อยเอาแก้วไปใส่น้ำเปล่า ดังนั้นเราต้องเอาความรู้สึกแย่ ๆ ออกมาให้หมดก่อนแล้วค่อยใส่ความรู้สึกดี ๆ กลับเข้าไป
  2. ฟังเพลง ทุกวันนี้การฟังเพลงมีให้เลือกหลากหลายแนวมากขึ้น เพลงหลายเพลงแต่งขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจคนฟัง ทำให้รู้สึกดี ทำให้รู้สึกฮึดขึ้นมา ท้อเมื่อไหร่ก็สามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดฟังได้ทันที นอกจากจะทำให้เรามีกำลังใจฮึดขึ้นสู้ทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา การฟังเพลงถือว่าเป็นการคลายเครียดที่ดีอย่างหนึ่ง และใช้เวลาแค่ไม่เกิน 5 นาที แต่ถ้าจะฟังหลายเพลงก็สามารถทำได้เช่นกัน
  3. เล่นกับสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยง เช่น น้องหมาและน้องแมว สามารถช่วยให้เจ้าของคลายเครียดและมีความสุขขึ้นได้และพวกเขาจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเรา ในต่างประเทศมีการฝึกสุนัขเพื่อบำบัดคนไข้ เพื่อปลอบโยน และเพื่อช่วยให้หายเครียด บางครั้งเมื่อน้องหมาหรือน้องแมวเห็นเจ้าของร้องไห้ก็จะเข้ามาปลอบ สำหรับคนที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงไว้ในครอบครองก็สามารถไปเล่นกับน้องหมาน้องแมวได้ตามคาเฟ่ต่าง ๆ ซึ่งมีไว้บริการโดยทั่วไป สำหรับคนที่แพ้ขนหมาขนแมว ให้ข้ามข้อนี้ไป
  4. บอกตัวเองว่าเดี๋ยวมันจะผ่านไป โลกนี้ไม่มีอะไรจะอยู่ตลอดไป ความรู้สึกที่ดี ความรู้สึกที่แย่ วันที่ดีที่สุด วันที่แย่ที่สุดล้วนแล้วจะผ่านไป ความรู้สึกมันเป็นเรื่องชั่วคราว อีก 5 ปีต่อมาเราอาจจะจำวันนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ บอกตัวเองว่าเดี๋ยววันนี้ก็ผ่านไป เราทำดีที่สุดแล้ว วันนี้เราจะกลับบ้าน กินข้าว อาบน้ำนอนแล้วพรุ่งนี้เราจะเริ่มต้นใหม่ เอาใหม่ ทำใหม่

ไม่ว่าจะในแง่ไหน การพูดย่อมง่ายกว่าการลงมือทำ การพูดว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้เพื่อให้กำลังใจตัวเองอาจจะเป็นเรื่องที่ง่ายแต่การลงมือทำและทำให้เกิดผลจริง ๆ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง วิธีที่ได้ยกขึ้นมานำเสนอเป็นเพียงทางเลือกหากเราต้องการให้กำลังใจตัวเอง ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะอารมณ์ดีขึ้นเมื่อได้กินกาแฟปั่นจากร้านโปรด แต่การทดลองวิธีที่ได้ให้ไว้อาจจะทำให้ได้ค้นพบวิธีการให้กำลังใจตัวเองเพิ่มขึ้นก็ได้

สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าคุณเครียด แต่คุณไม่รู้ตัว

ความเครียดที่มากเกินไปส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเรา หากว่าเรารู้ว่าเราเครียด เราก็สามารถหาทางออกให้ตัวเองได้ทันทีที่ต้องการ แต่ในหลาย ๆ กรณี คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังเครียด ความเครียดเกิดขึ้นได้ทุกวันและความเครียดในปริมาณที่พอดีเป็นเรื่องที่ส่งผลดีต่อเรา เช่น เครียดว่าจะนำเสนองานออกมาได้ไม่ดีก็เลย เตรียมตัวมาอย่างดี เครียดว่าจะทำข้อสอบไม่ได้ ก็เลยตั้งใจอ่านหนังสืออย่างเต็มที่ แต่ถ้าหากมันมากเกินไปมันจะทำให้พฤติกรรมในชีวิตของเราเปลี่ยนไป แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัว

  1. เป็นคนขี้ลืม การลืมสิ่งต่าง ๆ อย่างง่ายดาย เช่น ลืมกุญแจรถ เปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ ลืมหยิบขยะไปทิ้ง ลืมกุญแจบ้าน อาจจะไม่ใช่อาการหลงลืมทั่วไป เพราะความเครียดและความกระวนกระวายทำให้ความสามารถในการจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ หรือความใส่ใจลดลง ความเครียดที่ต่อเนื่องและยาวนานสามารถลดความสามารถของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ ความจำและระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับอาการนี้คือการออกกำลังกาย
  2. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือลดลงอย่างรวดเร็ว หลาย ๆ คนเมื่อมีอาการเครียด อาการนี้จะส่งโดยตรงต่อพฤติกรรมการกินทันที เช่น บางคนกินมากกว่าปกติหรือไม่สามารถหยุดกินได้ บางคนกินน้อยกว่าปกติหรือกินไม่ลงซึ่งส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักตัวของคนนั้น ๆ
  3. ประจำเดือนมาผิดปกติ ความเครียดส่งผลให้ฮอร์โมนของผู้หญิงไม่สมดุล ทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้หญิงคนนั้นมีความเครียดสะสม ซึ่งอาจจะเกิดจากการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว อาการนี้สามารถแก้ไขได้โดยการออกกำลังกาย
  4. ปวดท้อง ระบบประสาทของมนุษย์เชื่อมต่อกับระบบทางเดินอาหารและความเครียดส่งผลต่อการเชื่อมต่อนั้น ความรู้สึกปวดท้องไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมการกินเสมอไป
  5. นอนมากเกินไป ความเครียดทำให้สมองปล่อยอดีนารีนออกมามากเกินไป ซึ่งเมื่อเราได้รับสารนี้มากเกินไปจนเกิดอาการง่วงนอน แต่เมื่อนอนไปแล้วก็จะทำให้นอนไม่เต็มอิ่มเนื่องจากหลับ ๆ ตื่น ๆ และฝันร้าย พอตื่นขึ้นมาก็มีอาการเหนื่อย หากเป็นแบบนี้ต่อไปอาจจะทำให้เกิดอาการซึมเศร้าตามมาได้
  6. นอนไม่หลับ บางคนนอนไม่หลับเพราะแปลกที่ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ย้ายที่นอนบ่อย ๆ แล้วยังมีอาการนอนไม่หลับ เกิดขึ้นจากความเครียด มีเรื่องในหัวให้คิดมากมาย เกิดความกังวลใจเกิดขึ้น และระบบประสาทก็ไม่สามารถหยุดทำงาน การนอนไม่หลับทำให้ร่างกายไม่ได้ฟื้นตัว และไม่ได้รับการพักผ่อนซึ่งก่อให้เกิดโรคหลายโรคตามมา หากนอนไม่หลับทุกคืน มากกว่า 2 อาทิตย์ขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อได้อ่านบทความที่กล่าวมาทั้งหมดในเบื้องต้นแล้วและค้นพบว่าตัวเองมีอาการเครียดและอยากรับมือหรือขอความช่วยเหลือก็สามารถทำได้ทันที และอาการเครียดส่วนใหญ่หากยังไม่ใช่โรค สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้ร่างกายหลั่งเอ็นดอร์ฟินออกมา ทำให้คลายเครียดและคลายความเจ็บปวด แต่หากกลายเป็นโรคแล้วก็ต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที

เราจะรับมือกับความคาดหวังจากคนรอบข้างได้อย่างไร

อยู่โดยตอบสนองต่อความคาดหวัง การรับมือกับความคาดหวังเป็นอีกหนึ่งทักษะที่คนรุ่นใหม่ต้องฝึกฝน หลายวันมานี้ข่าวการกระโดดตึกฆ่าตัวตายของเด็กในวัยเรียนมีให้เห็นทุกวัน ซึ่งแน่นอนว่าการฆ่าตัวตายมีหลายสาเหตุแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองคือ ไม่สามารถทนทานต่อความคาดหวังที่มาจากตัวเอง ครอบครัว คนรอบข้างและสังคมได้ การรับมือกับความคาดหวังเป็นสิ่งที่เราต้องทำทุกวัน เพราะเราต้องเจอความคาดหวังและแบกรับความคาดหวังเหล่านั้นทุกวัน วิธีการรับมือกับความคาดหวังมีดังต่อไปนี้

  1. เข้าใจความคาดหวัง เข้าใจว่าบางความคาดหวังก็สามารถกลายเป็นความจริงได้ บางความคาดหวังก็ไม่สามารถทำให้กลายเป็นจริงได้เนื่องจากขัดแย้งกับความเป็นจริงหรือสิ่งที่มีอยู่มากเกินไป แม้ว่าความคาดหวังว่าการสอบครั้งนี้เราต้องได้ A ทุกตัว แต่มันก็มีสิทธิ์ที่ความเป็นจริงเราอาจจะไม่ได้ได้ A ทุกตัว หรือความคาดหวังว่าเดือนหน้าเราจะเงินเดือนขึ้น 25% ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ 25% จริง ความคาดหวังเป็นสิ่งที่เรากำหนดไว้ก่อนหน้า แต่เรื่องความเป็นจริงคือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งในหลาย ๆ กรณี เราไม่ใช่ตัวแปรในการควบคุมให้ความคาดหวังเหล่านั้นเป็นความจริงได้ 100%
  2. โฟกัสกับสิ่งที่เราทำในแต่ละช่วงเวลา กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว เราเองก็ไม่สามารถอ่านหนังสือ 10 เล่มแล้วเข้าใจได้ทั้งหมดภายในเวลา 3 ชั่วโมงได้เช่นกัน เราเองก็ไม่สามารถเรียนหมอและเป็นหมอได้ภายใน 1 ปี ทุกอย่างมีระยะเวลาของมัน กระบวนการเรียนรู้เองก็มีระยะเวลาของมัน โฟกัสกับสิ่งที่เราทำในแต่ละช่วงเวลาจะทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้มากกว่า และเครียดน้อยลง
  3. พูดคุยกับแหล่งที่มาของความคาดหวัง หลาย ๆ ครั้งความคาดหวังในชีวิตเราเกิดจากพ่อแม่ เราเองก็ต้องคุยกับท่านเรื่องความคาดหวังเหล่านั้น โดยความคาดหวังคือนามธรรม ซึ่งบางครั้งเราอาจจะแปลความหมายไม่ตรงกันว่ามันคืออะไรบ้าง การพูดคุยกันอย่างเปิดอกทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน
  4. เข้าใจความคาดหวังที่มีต่อตัวเราเอง หลายครั้งความคาดหวังมันจะเกิดจากการที่อยากให้เรามีชีวิตที่ดี เช่น เมื่อความคาดหวังนั้นมาจากพ่อแม่ พวกท่านย่อมอยากให้ลูกมีชีวิตที่ดี อยากให้ลูกประสบความสำเร็จ แม้ว่าการกระทำหรือคำพูดที่แสดงออกมาจะทำให้เรารู้สึกเครียด แต่การกระทำเหล่านั้นเกิดมากจากความหวังดี
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เมื่อเราพูดคุยกับแหล่งที่มาของความคาดหวังซึ่งในที่นี้คือพ่อแม่แล้ว แต่ยังไม่สามารถปรับความเข้าใจให้ตรงกันได้ เนื่องจากแนวความคิดที่แตกต่างกัน อายุที่ห่างกันมาก และบางครั้งด้วยคำสอนของสังคมไทยที่ลูกที่ดีจะต้องเชื่อฟังพ่อแม่ทุกอย่าง ทำให้การอธิบายและการปรับความเข้าใจให้ตรงกันเป็นเรื่องยาก ในกรณีนี้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่ดี

เราไม่สามารถหลีกหนีจากความคาดหวังในชีวิตได้ แต่เราสามารถเรียนรู้วิธีการในการรับมือกับมันได้ ความคาดหวังหากมีในระดับที่พอดี จะทำให้เรามีแรงและกำลังใจในการต่อสู้และสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นมากมาย แต่หากมีมากเกินไปเจ้าตัวเองจะรู้สึกถูกบีบอัด เกิดความเครียดสะสม จึงควรการมองหาทางออกที่เหมาะสมกับตัวเอง