เมื่อไร้โควตายุโรป ก็อาจถึงเวลาที่เมมฟิส เดอปาย จะเซย์กู๊ดบายกับลียง

หลังจากที่ทางลีกฟุตบอลอาชีพ ฝรั่งเศสได้ทำการประกาศตัดจบการแข่งขัน ฤดูกาล 2019-2020 โดยการใช้ค่าเฉลี่ยคะแนนต่อนัด ซึ่งทำให้ปารีส แซงต์แชร์กแมง เป็นแชมป์ครั้งที่ 9 ของพวกเขาไปแล้ว แต่อีกมุมหนึ่งมันก็มีบางทีมเช่นกัน ที่ได้รับผลกระทบในด้านที่ไม่ดีนัก หนึ่งในนั้นก็คือสโมสรอันดับที่ 7 ของตารางอย่างโอลิมปิก ลียง ที่ทำให้พวกเขา ชวดการคว้าสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอล สโมสรยุโรปทั้งถ้วยเล็กและถ้วยใหญ่ เป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปีของพวกเขาเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากผลกระทบในด้านชื่อเสียง และรายได้มหาศาลแล้ว หนึ่งในผลกระทบที่ตามมาก็คือ พวกเขาอาจจะต้องเสียผู้เล่นคนสำคัญ ออกไปจากทีมด้วยนั่นเอง

หลังจากโอลิมปิก ลียงได้รับข่าวร้ายในการที่จะไม่ได้สิทธิ์ไปเล่นสโมสรยุโรป พวกเขาก็ได้รับอีกข่าวหนึ่งตามมาในเวลาไม่นาน เมื่อผู้เล่นคนสำคัญในแนวรุกของพวกเขา ออกมาแสดงท่าทีว่าอยากจะย้ายออกจากทีม นั่นคือในรายของเมม ฟิส เดอปาย แนวรุกทีมชาติฮอลแลนด์นั่นเอง เมื่อทางฌอง-มิเชล โอลาส ประธานสโมสร ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตัวนักเตะเองได้แจ้งความประสงค์ขอย้ายทีม หากทางสโมสรไม่สามารถคว้าสิทธิ์ ในการเล่นฟุตบอลยุโรปได้ในฤดูกาลนี้ ทำให้หลังประกาศ ตัดจบการแข่งขันของลีกเอิง ข่าวการย้ายตัวของเดอปาย จึงกลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างมาก

สำหรับฟอร์มของเดอปายกับทีมนั้น ถึงแม้ว่าฤดูกาลนี้เขาจะต้อง ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บ จนสามารถลงสนามให้กับทีมได้เพียงแค่ 18 นัดเท่านั้นแต่ฟอร์มการเล่นของเขาก็ร้อนแรงอย่างมาก เมื่อสามารถกดไปถึง 14 ประตู กับอีก 2 แอสซิสต์เลยทีเดียว ทำให้มีหลายทีมพร้อมที่จะ ดึงตัวเขาไปอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าทางหงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่เคยมีข่าวกับเขาตอนต้นฤดูกาล จะถอยห่างออกไปแล้วก็ตาม

ตอนนี้ทีมที่มีข่าวว่า จับตาสถานการณ์ของเขากับทีมอยู่ นั่นก็คือ สามทีมใหญ่จากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล และท็อทแน่ม ฮอต สเปอร์ของกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่นั่นเอง และอาจจะมีทีมเก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยังไม่ลงตัวในแนวรุก ลุ้นด้วยอยู่ห่าง ๆ ซึ่งจากบรรดาทีมที่สนใจเขาอยู่ในตอนนี้ หากจะให้ตอบโจทย์ การลงเล่นในถ้วยใหญ่อย่างยูซีแอลแล้วละก็ นับว่าทางเชลซีของแฟรงค์ แลมพาร์ดดูจะได้เปรียบคู่แข่งทีมอื่น ๆ อยู่ไม่น้อย เมื่อตอนนี้พวกเขารั้งอันดับ 4 ของตาราง ส่วนทางปืนใหญ่และไก่เดือยทองนั้น อยู่อันดับ 8-9 ของตาราง

สัญญาของเดอปายกับลียง ยังมีอยู่ถึงแค่ปี 2021 บางทีอาจจะเสี่ยงเกินไปสำหรับลียง ที่จะปล่อยให้สัญญาของเขาใกล้หมดมากกว่านี้ ดังนั้นการย้ายทีมของเขา น่าจะเกิดขึ้นในซัมเมอร์นี้ค่อนข้างแน่ ตอนนี้ทางลีกเอิงนั้นตัดจบไปแล้ว คงมีเวลาให้เดอปายได้นั่งคิดทบทวน ปลายทางสถานีต่อไปของเขา ได้อย่างเต็มที่ เพื่อโอกาสประสบความสำเร็จ และโอกาสในการลงเล่นในถ้วยยุโรปที่เขาต้องการ คงต้องอดใจรอการตัดสินของประเทศปลายมทางอีกซักนิด แต่คงไม่นานเกินรออย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : http://www.tellerreport.com/life/2020-04-18-memphis-depay-posts-video-with-liger–animal-organizations-share-call.BJZ1UsG_O8.html

เซบาสเตียน เวทเทล ถึงเวลาอำลาเฟอร์รารี่ ยุติช่วงเวลา 6 ปี กับม้าลำพอง

นับเป็นข่าวใหญ่ในวงการแข่งรถสูตรหนึ่ง (Formula 1) ในช่วงเวลานี้เลยทีเดียว เมื่อมีการประกาศว่า อดีตแชมป์โลกรถสูตรหนึ่ง 4 สมัยประกาศแยกทางกับสโมสรต้นสังกัด อย่างม้าลำพอง สคูเดเรีย เฟอร์รารี่ ค่ายรถยักษ์หลับจากแดนรองเท้าบูท อิตาลี หลังจากร่วมหัวจมท้ายกันมาถึง 6 ปี ซึ่งเมื่อเกิดข่าวนี้ขึ้นมา มันย่อมส่งผลตามมาอย่างมากมาย สำหรับวงการรถสูตรหนึ่ง

เซบาสเตียน เวทเทล ย้ายเข้ามาร่วมทีมม้าลำพอง ตั้งแต่ปี 2015 จากทีมเรดบูล เรซิ่ง หลังจากเจ้าตัวกวาดแชมป์โลกมาถึงสี่สมัย เก่าต้นสังกัดเดิม และอยากจะหาความท้าทายใหม่ ๆ ประกอบกับทางยักษ์หลับอย่างเฟอร์รารี่ ก็ห่างหายจากการคว้าแชมป์มานานหลายปี นับตั้งแต่ที่เคยครองความยิ่งใหญ่ ในยุคของมิเชล ชูมัคเกอร์ ยอดนักขับชาวเยอรมัน และครั้งสุดท้ายที่ได้สัมผัสแชมป์ ก็ตั้งแต่ปี 2007 ด้วยฝีมือของคิมี่ ไรค์โคเน่น นักขับชาวฟินแลนด์ จากนั้นก็ไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนบนจุดนั้นได้อีกเลย จึงหวังจะดึงตัวนักขับฝีมือดีอย่างเขา เข้ามากอบกู้สถานการณ์ ให้ทีมกลับมาลุ้นแชมป์อีกครั้ง

แต่ตลอดเวลา 6 ปี ที่เวทเทลมาอยู่กับม้าลำพอง เขากลับยังไม่สามารถพาทีม กลับขึ้นไปอยู่บนจุดนั้นได้ดังที่หวัง โดยเข้าใกล้ที่สุดก็คือ อันดับที่ 2 ในปี 2017 และ 2018 ภายใต้ยุคทองของคู่แข่งอย่าง เมอร์ซิเดส ลูอิส แฮมิลตัน นักแข่งชาวอังกฤษ ที่กวาดแชมป์มาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นฝีมือแฮมิลตันถึง 5 สมัย และคู่หูอย่างนิโก้ รอสเบิร์กอีกหนึ่งสมัย ทำให้ดูเหมือนช่วงเวลาในการย้ายสังกัด ของเวทเทลจะดูไม่ไม่ถูกที่ถูกเวลาไปซะหมด และทำให้ให้ยักษ์หลับอย่างเฟอร์รารี่ ก็ยังคงหลับใหลอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

สัญญาของเวทเทล กับทางต้นสังกัดนั้น กำลังจะหมดลงในปี 2020 นี้ และได้มีการออกมาแถลงทั้งสองฝ่ายแล้ว ว่าจะไม่มีการต่อสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งมีข่าวลือมากมายหลายเสียง ทั้งการตกลงค่าเหนื่อยไม่ได้ เพราะทางเฟอร์รารี่ต้องการจะลดค่าเหนื่อยของเขาลง จากเดิมที่เคยรับอยู่ราว 40 ล้านดอลลาร์ หรืออายุสัญญาที่ไม่มากพอ ที่ทางเฟอร์รารี่ต้องการจะยื่น ให้กับนักขับ ในวัยที่เข้าสู่อายุ 32 ปีแล้ว ส่วนทางตัวเวทเทลเอง ก็ได้ออกมาบอกว่า มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องทองใด ๆ แต่มันเป็นเรื่องเหตุผลทางกีฬาเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มันก็จบลงที่การยุติการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่ายนั่นเอง โดยมันตามมาด้วยข่าวคราวของการหาตัวแทนของเขา ที่จะเข้ามาจับคู่กับชาร์ล เลอแคร์ นักแข่งดาวรุ่งชาวโมนาโก โดยมีแคนดิเดทนำมาโดย คาร์ลอส ไซนส์ นักขับชาวสเปนจากทีมแมคลาเรน หลังแมคลาเรนดึงตัวแดเนี่ยล ริคคิอาร์โต หนึ่งในตัวเลือกของเฟอร์รารี่ไปก่อนแล้ว และยังมีอันโตนิโอ จิโอวินาซซี่ จากทีมอัลฟ่า โรมีโออีกคน ที่ดูจะมีโอกาสย้ายเข้ามาแทนที่เวทเทล

แฟนกีฬาจ้าวความเร็ว คงจะต้องจับตาดูการโยกย้ายสังกัดของเวทเทลในครั้งนี้ ว่าในการแข่งขัน ฟอร์มูล่า วัน 2021 จะมีนักแข่งคนไหน เข้ามาแทนที่ของเซบาสเตียน เวทเทล ในทีมม้าลำพอง แล้วมาดูกันต่อว่า คนที่เข้ามาใหม่จะสามารถสานฝัน ในการปลุกยักษ์หลับอย่าง สคูเดเรีย เฟอร์รารี่ ให้ตื่นมาพบเช้าที่สดใสอีกครั้งได้หรือเปล่า

เครดิตภาพ : https://www.bangkokpost.com/sports/1916812/vettel-to-leave-ferrari-after-2020-season

ทางเลือกของผี ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ ตัวเลือกอย่างแรบบี้ มาตอนโด้ ถูกกว่าซานโช่เยอะเลย

เป็นข่าวเกี่ยวโยงกันมาอย่างเนิ่นนาน สำหรับทางสโมสรปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กำลังเสริมสร้างเกมรุก ให้กับทีมยุคใหม่ ภายใต้การคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กับปีกดาวรุ่งของดอร์ทมุนด์ อย่างจาดอน ซานโช่ แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเสียที ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเหตุมาจาก ทางสโมสรต้นสังกัดอย่างดอร์ทมุนด์ ก็ไม่ยอมเสียเพชรเม็ดงามของพวกเขาไปง่าย ๆ เหมือนกัน โดยพวกเขาตั้งค่าตัวของซานโช่ไว้สูงถึง 100 ล้านปอนด์ เลยทีเดียว ทำให้การเจรจาจึงยังไม่คืบหน้าซักเท่าไหร่

ยิ่งเมื่อทั่วทั้งโลกถูกเล่นงานโดย เจ้าไวรัสโควิด-19 เศรษฐกิจทั่วโลกก็โดนโจมตีอย่างหนัก ดังนั้นเม็ดเงินขนาดมหาศาลขนาด 100 ล้านปอนด์ มันก็เสี่ยงเหมือนกันสำหรับการลงทุน เพราะถึงแม้จะเป็นวงการฟุตบอล ที่มีเงินสะพัดอยู่มาก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาทำเงิน ได้เหมือนที่เคยทำได้อีกเมื่อไหร่ โดยเฉพาะการกลับมาแข่งใหม่แบบไร้ผู้ชม อย่างที่หลายที่เริ่มทำ ก็เสียรายได้มหาศาลจากการขายตั๋วไปแล้ว ทำให้การลงทุนในโลกฟุตบอล อาจจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายทางปีศาจแดง อาจจะไม่กล้าจ่ายค่าตัวขนาดนั้น เพื่อแลกกับนักเตะในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ลือไปมา ของผีแดงกับซานโช่ มีอีกข่าวหนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อมีข่าวออกมาว่า พวกเขามีอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ แถมมีราคาถูกกว่ากันแบบ ฟ้ากับดินเลยก็ว่าได้ แถมว่ากันว่าผู้ที่ส่งรายงานนี้ ให้โซลชาร์ก็คือปีกระดับตำนานของทีมอย่าง ไรอัน กิ๊กส์อีกด้วย ซึ่งรายชื่อที่กิ๊กส่งขึ้นไปก็คือ ชื่อของแรบบี้ มาตอนโด้ ปีกชาวเวลส์ ของราชันสีน้ำเงิน ชาลเก้ 04 นั่นเอง

ปีกดาวรุ่งวัย 19 ปีคนนี้ มีเส้นทางการค้าแข้งเหมือนกันกับ จาดอน ซานโช่เลยก็ว่าได้ นั่นคือการย้ายออกจากอคาเดมี่ ของเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สู่แผ่นดินเยอรมันเหมือนกัน โดยทางมาตอนโด้ย้ายตามมาหลังจากซานโช่ 2 ปีด้วยกัน และเพียงปีแรกกับทีมราชัน เขาก็แจ้งเกิดได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว และลงช่วยต้นสังกัดไปแล้ว 15 นัด และทำได้ 1 ประตู เขาเป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีก ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมคนหนึ่ง ทั้งความเร็ว เทคนิค การเลี้ยงบอลทำลุทะลวงแนวรับของคู่แข่ง รวมถึงการเปิดบอลก็ทำได้ดี ซึ่งดูจากคุณสมบัติที่มี บวกกับวัยที่ยังไม่เต็ม 20 ปีด้วยซ้ำ เชื่อว่าเขายังพัฒนาไปต่อได้อีกเยอะ ซึ่งก็คือส่วนนี้แหละที่เป็นรองซานโช่ เพราะรายแรกนั้นสอบผ่านอย่างสวยงาม ไปแล้วกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จนสถาปนาตัวเองขึ้นไปเป็นดาวรุ่งแห่งยุค แต่เมื่อหันมามองที่ราคาค่าตัวของเขาแล้ว ก็ต่างจากซานโช่เป็นสิบเท่าเลยทีเดียว เมื่อมีการคาดการกันว่า ค่าตัวของมาตอนโด้น่าจะอยู่ที่ 10 ล้านปอนด์เท่านั้น ในขณะที่ซานโช่สูงถึง 100 ล้านปอนด์

ผู้ที่จะให้คำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้ คงเป็นทางโซลชาร์ นายใหญ่ของทัพผีแดง ว่าจะเอายังไง ถ้าเลือกซานโช่ที่การันตีผลงานแล้ว ก็ต้องจ่ายจำนวนมหาศาล แต่ถ้าจะเลือกเพชรที่ยังไม่เจียรนัย อย่างมาตอนโด้ แล้วใช้ระยะเวลากับฝีมือ ในการขัดเกลาเองซักหน่อย เชื่อว่าเขาก็จะเป็นเพชรเม็ดงามในอนาคตได้เช่นกัน แถมประหยัดได้ตั้ง 90 ล้านปอนด์เลยนะ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ แฟนผีทั้งหลาย

เครดิตภาพ : https://theathletic.com/1676477/2020/03/23/rabbi-matondo-schalke-wales-manchester-city/

สัญญาณจากยานแม่ สะเทือนถึงเรือใบ เอาไงดีเมื่อลาปอร์ตา จะดึงเป็ปกลับขึ้นยาน

ข่าวการลงสมัครแย่งชิงตำแหน่ง ประธานสโมสรเจ้าบุญทุ่ม บาร์เซโลน่าเมื่อไม่นานมานี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนข้ามประเทศมายังเกาะอังกฤษอย่างมาก โดยเฉพาะทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ดูจะได้รับผลกระทบนี้ไปแบบเต็ม ๆ เพราะผู้ลงสมัครชิงตำแห่ง อย่างโจน ลาปอร์ตา ได้กล่าวถึงนโยบายในฤดูกาลหน้าของเขาว่า คือการดึงตัวเป็ป กวาร์ดิโอลา ยอดกุนซือที่ตอนนี้อยู่กับทางเรือใบสีฟ้า หวนกลับคืนมาคุมทีมในถิ่นคัมป์ นู อีกครั้งนั่นเอง

นโยบายการชิงตำแหน่งของลาปอร์ตา ในครั้งนี้มันช่างประจวบเหมาะ กับการที่ทางเรือใบสีฟ้า กำลังประสบปัญหาใหญ่ในเรื่อง การทำผิดกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ซึ่งก็คือกฎควบคุมการเงินของทางยูฟ่านั่นเอง จนทำให้พวกเขาอาจจะโดนสั่งห้ามไม่ให้ ลงเล่นในถ้วยสโมสรยุโรป ไปถึงสองฤดูกาล และเป้าหมายหลักของเป็ป กับแมนซิตี้ ก็คือถ้วยบิ๊กเอียร์เป็นหลัก ดังนั้นหากต้องโดนแบนไปสองปี ก็อาจจะทำให้เขา รวมถึงผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์บางคน ตัดสินใจ อำลาถิ่นเอติฮัตไปก็เป็นได้

หนำซ้ำเมื่อปลายทางที่เปิดรอเขาอยู่ คือประตูของสนามคัมป์ นู ถิ่นของยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่า ซึ่งสำหรับเป็ป กวาร์ดิโอลาแล้ว บาร์ซ่าไม่ใช่เป็นเพียงยอดทีม เงินหนา และโด่งดังเพียงเท่านั้น แต่สำหรับเขาที่นี่เปรียบเสมือนบ้านเลยก็ว่าได้ เพราะตัวเขาเองอยู่กับบาร์ซ่ามาตั้งแต่อายุเพียงแค่ 13 ปี ถ้าเป็นเด็กไทยก็คงอยู่ที่นี่มาตั้งแต่จบ ป. 6 เลยทีเดียว และลงเล่นให้บาร์ซ่าไล่มาตั้งแต่ชุดซี ชุดบี และชุดใหญ่ อยู่ยาวนานถึง 15 ปี คว้าแชมป์กับทีมมากมายหลายถ้วย ตลอดการค้าแข้งของเขากับทีม

แถมการเริ่มต้นเส้นทางการเป็นยอดกุนซือของเขา ก็เริ่มต้นขึ้นที่นี่เช่นกัน โดยเริ่มจากการคุมทีมชุดบี ก่อนที่จะถูกดันขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัวเมื่อปี 2008 ซึ่งในปีนั่น บุคคลที่นั่งตำแหน่งประธานสโมสรก็คือ ชายที่ชื่อว่าโจน ลาปอร์ต้านี่แหละ มันจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่จะช่วยโน้มน้าวจิตใจของเป็ปได้เป็นอย่างดี เพราะลาปอร์ต้าคือผู้ผลักดันเขาขึ้นมาสู่ความรุ่งโรจน์ในฐานะกุนซือเลยก็ว่าได้ และมันก็เป็นที่ประจักษ์ แก่สายตาแฟนฟุตบอลทั้งโลกแล้วว่า ทีมบาร์ซ่าภายใต้การคุมทีมของเขานั้น ยอดเยี่ยมเพียงใด เรียกว่าเข้าขั้นไร้เทียมทานก็ว่าได้ ถ้าดูจากสถิติการคุมทีม 4 ปีของเขา ผลงาน 247 นัด ทีมของเขามีเปอร์เซ็นต์ชนะถึง 72.5 % แถมยิงกระจายอีกต่างหาก และเต็มไปด้วยสุดยอดผู้เล่นของโลกฟุตบอล อย่างลิโอเนล เมสซี่,  อันเดรส อิเนียสต้า, ชาบี เอร์นานเดซ เป็นแกนหลักของทีมในยุคนั้น พาทีมกวาด 3 แชมป์ลีก 2 แชมเปี้ยนลีก และบอลถ้วยในประเทศอีกสองสมัยอย่างยิ่งใหญ่  

หลังจากยุคสมัยของเขา บาร์ซ่าก็ได้ทำการเปลี่ยนผู้จัดการทีมมาแล้วหลายคน มีประสบความสำเร็จบ้าง แต่ยังไม่มีใคร พาทีมไปสู่ฟอร์มสุดยอด ได้เหมือนสมัยที่เป็ปคุม ดังนั้นเชื่อว่านโยบายนี้ น่าจะทำให้ลาปอร์ต้า ได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้น และการพยายามดึงตัวเขามาสู่ทีม จะต้องเกิดขึ้นจริง ๆ คราวนี้ก็ต้องดูว่าทางเรือใบสีฟ้า จะทำอย่างไรเพื่อรั้งตัวเป็ปให้อยู่กับทีมต่อไปได้ เพราะถ้าหากการโดนแบนเกิดขึ้นจริง แล้วตามมาด้วยการสูญเสียเป็ป กวาร์ดิโอลา เชื่อว่าขวัญกำลังใจ ของนักเตะภายในทีมหายไปแน่ และมันจะตามมาด้วยการสูญเสียตัวผู้เล่นตามไปแน่ และกว่าจะกลับมาได้ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลากี่ปี คงจะแย่งตัวกันอย่างสนุก และต้องทุ่มสุดตัวกันทั้งสองทีม อย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.matichon.co.th/sport/sportscoop/news_1846167/attachment/pep-guardiola-manchester-city-fa-cup-2019_19tkrz13qec331twovarhbqh2h

วิคเตอร์ โอซิมเฮน กองหน้าที่เนื้อหอม และฟอร์มแรงที่สุดในลีกน้ำหอมชั่วโมงนี้

ถ้าเอ่ยชื่อของสโมสรลีลล์ อีกหนึ่งทีมดังจากลีกเอิง ฝรั่งเศสขึ้นมาแล้วละก็ เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ผู้คนจะคิดถึงเกี่ยวกับพวกเขานั่นก็คือ ในฐานะทีมยอดนักปั้น เพราะพวกเขามักจะทำเงินได้อย่างมหาศาล จากการที่ใช้สายตาอันแหลมคม ไปกว้านหาผู้เล่นฝีเท้าดีราคาถูก เข้ามาปลุกปั้นจนโด่งดัง และสร้างมูลค่าได้มหาศาลเมื่อจำเป็นต้องขายออกไป ที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่น การขายเอเดน อาซาร์ด ให้กับเชลซีเมื่อครั้งอดีต หรือการขายนิโคลัส เปเป้ให้กับอาร์เซน่อลเมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาก็ทำกำไรได้เกือบ 70 ล้านยูโร หลังดึงตัวมาจากอองเชร์ส ด้วยราคาเพียง 10 ล้านยูโรเท่านั้นเอง

และในอนาคตอันใกล้นี้ ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะ ทำกำไรอย่างมหาศาลได้อีกครั้ง เมื่อกองหน้าที่พวกเขาพึ่งจะดึงตัวมาจาก ชาร์เลอรัว ทีมในลีกเบลเยี่ยม อย่างวิคเตอร์ โอซิมเฮน สามารถทำผลงานได้ดี จนเป็นที่หมายปองของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งค่าตัวที่พวกเขาจ่ายไป เพื่อแลกกับตัวโอซิมเฮนนั้น เพียงแค่ 12 ล้านยูโรเท่านั้นเอง แต่มีข่าวซุบซิบหลุดออกมา ว่ามีทีมนิรนามแอบย่องเงียบ ขอซื้อตัวเขาสูงถึง 75 ล้านปอนด์ เพื่อเป็นการชิงตัดหน้าคู่แข่งรายอื่น ๆ แต่ยังไม่ปรากฎชัดว่าเป็นทีมใด

สำหรับวิคเตอร์ โอซิมเฮน เป็นผู้เล่นในตำแหน่งตัวรุก สัญชาติไนจีเรีย ซึ่งปัจจุบันเขามีอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้นเอง จุดเด่นของเขาอยู่ที่ความเร็ว และความเฉียบคมในการจบสกอร์ แถมมีความสูงถึง 186 เซนติเมตร ทำให้ไม่เสียเปรียบมากนักในการปะทะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้โดดเด่นอะไร ในการเล่นลูกกลางอากาศ ดู ๆ ไปสไตล์การเล่นของเขา จะคล้ายคลึงกับ อดีตยอดกองหน้าชาวฝรั่งเศส อย่างเธียร์รี่ อองรี คือรวดเร็ว ไปกับบอลได้ดี และจบสกอร์ได้เฉียบคม ส่วนลูกโหม่งนั้น แทบจะไม่มีให้เห็นเหมือนกันอีกด้วย

ส่วนบรรดาทีมที่ตามจีบโอซิมเฮนนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบรรดาทีมใหญ่เงินหนากันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์ มิลานจากอิตาลี และพวกขาใหญ่แห่งเกาะอังกฤษอย่าง ลิเวอร์พูล, แมนยู, เชลซี, อาร์เซน่อล และท็อตแน่ม ฮอต สเปอร์ ซึ่งทีมต้องสงสัยที่ว่าแอบย่องเงียบไปเสนอเงินก้อนโต ก่อนทีมอื่นก็คือสเปอร์นี่แหละ แต่ก็ยังไม่มีอะไรแน่ชัด ทำให้ทุกทีมที่มารุมจีบต่างก็ยังคง มีความหวังกันอย่างเต็มเปี่ยม เชื่อว่าอีกไม่นานนี้ เมื่อแต่ละลีกได้ข้อสรุปที่แน่ชัด และเห็นแนวทางในฤดูกาลหน้าที่ชัดเจนแล้ว การแย่งตัวของโอซิมเฮน จะดุเดือดขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นทีมไหนที่สามารถ คว้าตัวเขาไปร่วมทีมได้ อนาคตของเด็กคนนี้ ก็น่าจับตามองอย่างมาก และเขามีศักยภาพเพียงพอ ที่จะก้าวขึ้นไปเป็นกองหน้าระดับโลกในวันข้างหน้า อย่างที่โอเดียน อิกาโล กองหน้าตัวยืมของปีศาจแดง ที่เป็นรุ่นพี่ในทีมชาติของเขา ออกมาบอกว่าเขานี่แหละ คือความหวังใหม่ของวงการฟุตบอลไนจีเรีย แต่ไม่ว่าอนาคตของเขาจะไปอยู่ที่ใด และไปได้ไกลแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ อนาคตอันใกล้นี้ บอร์ดบริหารสโมสรลีลล์ จะยิ้มกันแก้มปริ กับการได้กำไรมหาศาลจากดีลของเขา อย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.vanguardngr.com/2020/03/lille-place-e100m-price-tag-on-victor-osimhen/

ไทสัน-โฮลิฟิลด์ กำลังจะกลับมาล้างตากันอีกครั้ง ในวัยเกินครึ่งร้อย

นับเป็นข่าวดีที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย สำหรับแฟนกีฬาหมัดมวย โดยเฉพาะแฟนมวยในยุค 90 เมื่อมีข่าวออกมาว่า อดีตมวยคู่หยุดโลกอย่าง มฤตยูดำ ไมค์ ไทสัน กับ คู่ปรับตลอดกาลอย่าง อีแวนเดอร์ โฮลิฟิลด์ จะกลับมารำลึกความหลัง บนสังเวียนผ้าใบอีกครั้ง ในขณะที่ทั้งคู่มีอายุเกินห้าสิบไปแล้ว ถึงจะดูว่าเป็นการชกกัน ของนักชกที่อายุมากแล้ว แต่เชื่อว่าแฟนมวย ที่เคยติดตามการชกของคู่นี้ ย่อมจะตื่นเต้นที่จะได้เห็น พวกเขากลับมาฟาดกำปั้นกันอีกครั้งอย่างแน่นอน

เรื่องราวเริ่มต้นของข่าวนี้ มันเกิดขึ้นจากการที่มีคลิป ของทางมฤตยูดำ ไมค์ ไทสัน ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 53 ปีแล้ว ได้ทำการฝึกซ้อม โชว์ความฟิตของเขา พร้อมเผยว่าเขา จะกลับมาโชว์ลีลาการชกบนสังเวียนผ้าใบอีกครั้ง ในรูปแบบการการชกเพื่อการกุศล เพื่อหาเงินช่วยหน่วยงานทางการแพทย์ หลังจากนั้นทางคู่ปรับตลอดกาลของเขา อย่างอีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ ในวัย 57 ปี ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ว่าเขาก็มีความพร้อมเช่นกัน เพราะดูแลรักษาสภาพร่างกายของตัวเองมาเป็นอย่างดี และได้ฝึกซ้อมเพื่อดูแลร่างกายมาตลอดสิบกว่าปีมานี้ ไม่ได้ปล่อยให้ร่างกายโทรมไปตามอายุ และทางผู้จัดการของเขา กำลังพูดคุยถึงความเป็นไปได้ ที่จะให้เกิดไฟต์การกุศลนี้ขึ้น พร้อมทั้งยังบอกว่า การทำอะไรร่วมกันระหว่างไมค์ ไทสัน กับเขา มักจะออกมาดีเสมอ

การชกของทั้งคู่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วถึงสองครั้ง ในปี 1996 และปี 1997 โดยทั้งสองไฟต์ ทางด้านอีแวนเดอร์ โฮลิฟิลด์ เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ทั้งหมด ซึ่งนอกจากการชกของพวกเขา จะเป็นระดับที่เรียกว่าไฟต์หยุดโลกแล้ว ในการชกไฟต์ที่สอง เมื่อปี 1997 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นที่จดจำของแฟนมวยทั่วโลก เมื่อทางฝั่งไทสัน ทำผิดกติกาด้วยการกัดหูของโฮลิฟิลด์ จนขาดติดปากออกมา ก่อนจะบ้านทิ้งบนพื้นเวที และถูกปรับแพ้ในที่สุด พร้อมกับถูกถอดถอนใบอนุญาตชกมวยไป ก่อนที่จะยื่นอุทธรณ์ จนได้ใบอนุญาตกลับมาอีกครั้ง หลังจากนั้น 1 ปี

สำหรับการรีไฟต์ของสองยอดนักชก ในไฟต์การกุศลครั้งนี้ ทางผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายกำลัง พูดคุยกันเพื่อให้การชกนี้ได้เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาหนึ่งที่ทาง เอ็ดดี้ เฮิร์น โปรโมเตอร์ผู้จัดชื่อดัง ยังคงมีความกังวลอยู่ก็คือ เรื่องความปลอดภัยนั่นเอง เพราะด้วยอายุเกินครึ่งร้อยของทั้งสองคน อาจจะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นได้ ทำให้ทางผู้จัดจะต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมในส่วนนี้ด้วย เพราะการเจอกันของพวกเขา คงจะไม่มีการยั้งมือแน่ ถ้าได้ขึ้นสังเวียนคงจะซัดกันอย่างเต็มที่ ในขณะที่ร่างกายไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนตอนหนุ่ม ๆ ทางผู้จัดจึงต้องพยายามคิดในส่วนนี้ให้รอบคอบ

เพียงแค่มีข่าวนี้ออกมา ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนมวยกันอย่างมากแล้ว เชื่อว่าตอนนี้บรรดาแฟนหมัดมวยทั่วโลก แทบจะนับถอยหลังรอเวลา ให้คู่นี้กลับขึ้นสังเวียนกันแทบไม่ไหวแล้ว เพราะนักชกคู่นี้ พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่นักชกที่เป็นคู่ปรับตลอดกาล แต่พวกเขายังเป็นตำนาน ของวงการมวยโลกเลยก็ว่าได้

เครดิตภาพ : https://www.espn.com/boxing/story/_/id/9598067/mike-tyson-evander-holyfield-i

โอเดียน อิกาโล่ อาจจะต้องตื่นจากความฝัน ก่อนเวลาอันควร

แฟนฟุตบอลทุกคน คงจะจำกันได้อย่างดี ถึงวันที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตัดสินใจดึงตัว โอเดียน อิกาโล่ กองหน้าชาวไนจีเรีย เพื่อมาแก้ปัญหาความฝืดเคือง ในการยิงประตูของพวกเขา ด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล และเจ้าตัวก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า การได้มาเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เปรียบเสมือนความฝันในวัยเยาว์ของเขา มันได้กลายเป็นจริงแล้ว เขาจะยอมแลกกับทุกสิ่งที่มี เพื่อให้ได้เล่นให้กับทีมในฝัน ที่เขารอมาตลอดชีวิต แต่ดูเหมือนว่าความฝันครั้งนี้ของเขา อาจจะต้องถูกปลุกให้ตื่นก่อนเวลาอันควรเสียแล้ว

ในวันที่เขาย้ายมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมาย ว่าทางสโมสรคงจะอับจนหนทางจนถึงที่สุดแล้ว ในการเซ็นสัญญาผู้เล่นกองหน้า เข้ามาแก้ปัญหาการยิงประตู หลังพลาดการดึงผู้เล่นชื่อดัง อย่างฮาแลนด์ หรือแม้แต่อดีตเด็กเก่าอย่าง โจชัว คิง ที่พอจะมีมาตรฐานจากการเล่นอยู่บนเวทีพรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว จนต้องไปดึงตัวกองหน้าจากลีกจีน อย่างเขาเข้ามาแทน ถึงแม้ว่าจะเคยฝากผลงาน บนเกาะอังกฤษมาก่อนกับวัตฟอร์ด แต่ก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จมากนัก จนต้องระเห็จไปโกยเงินหยวนที่แผ่นดินมังกร

ทันทีที่การเจรจาของทั้งสองทีมจบลง และเขาได้ย้ายมาเล่นกับแมนยูจริง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ต่าง ๆ เขาได้สร้างฐานแฟนบอลบางส่วน ด้วยบทสัมภาษณ์ ว่านี่คือทีมในฝันตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยเรื่องราวนี้ ทำให้เสียงแฟนบอลบางส่วนที่เคยวิจารณ์ กลับมาเป็นแรงสนับสนุน เอาใจช่วยให้เขาทำผลงานได้ดี กับความฝันครั้งนี้ และเมื่อเขาได้รับโอกาสลงสนามให้กับทีม เขาก็ใช้ความสามารถในสนาม กลบเสียงวิจารณ์ส่วนที่เหลือทั้งหมด ให้เงียบกริบกันเลยทีเดียว ด้วยการทำ 4 ประตูกับ 1  แอสซิสต์ จากการลงสนาม 8 เกม และดูเหมือนว่าสไตล์การเล่นของเขา ช่วยเติมเต็มเกมรุกที่ขาดหายของปีศาจแดงได้อย่างดี ทำให้จากเสียงวิจารณ์ในวันแรก กลับกลายเป็นเสียงเชียร์ และสนับสนุนให้เขาอยู่กับทีมอย่างถาวร จนมีเสียงเรียกร้องให้ทางสโมสร จัดการซื้อขาดตัวเขาจากเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว หลังจากหมดสัญญายืมตัว

แต่ดูเหมือนว่ามันความฝันของเขา และแฟนบอลหลายคน คงจะเป็นเรื่องยากเสียแล้ว เมื่อทางปีศาจแดงเอง ต้องการขยายสัญญายืมตัวของเขา ออกไปอีกจนจบฤดูกาล หลังจากโดนพิษโควิด-19 เล่นงานจนโปรแกรมพรีมียร์ลีก มีอันต้องเลื่อนออกไป แต่ทางเจ้าของสัญญาอย่างเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัวเอง กลับไม่ต้องการขยายสัญญาออกไป และยื่นคำขาดว่า หากทางผีแดงต้องการเขาไว้ใช้งานต่อ จะต้องซื้อขาดเท่านั้น แถมตั้งค่าตัวไว้สูงถึง 20 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นเงินที่ทางผีแดงต้องคิดแล้วคิดอีกเลยทีเดียว กับการแลกกับผู้เล่นวัย 31 ปี แถมถ้าทางผีแดงไม่สนจะจ่าย พวกเขาก็ไม่เดือดร้อน และเตรียมประเคนค่าเหนื่อยมหาศาล ไว้ล่อใจ อิกาโล่ในการเล่นในลีกแดนมังกรอีกด้วย

จากที่การเล่นในโอลด์ แทร็ฟอร์ดเคยเป็นแค่ความฝัน วันนี้เขาสามารถทำให้ความฝันนั้น เป็นฝันที่สวยงามอีกด้วย แต่ด้วยการเจรจาที่ไม่ลงตัว ของทั้งสองสโมสร อาจทำให้เขาต้องกลับต้นสังกัด ก่อนที่จะได้เล่นจนจบฤดูกาล ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนความฝันอันสวยงาม ของโอเดียน อิกาโล่ ต้องถูกปลุกให้ตื่นกลางคัน โดยที่ยังไม่ถึงเวลาเช้านั่นเอง

รู้หรือไม่ ความลับของนักกีฬาสเก็ตความเร็วอยู่ที่รองเท้า

กีฬาจำพวกสเก็ต ไม่ได้มีแค่สเก็ตความสวยงามที่เราชอบดูกันเท่านั้น แต่ยังมี Speed Skating ที่เน้นการแข่งขันกันที่ความเร็วและเทคนิคอีกด้วย ซึ่งกีฬาประเภทนี้อาจจะไม่ได้รู้จักแพร่หลายนักในหมู่คนไทย เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่ากีฬาในเมืองหนาว เป็นขั้วตรงข้ามกับอากาศในบ้านเราอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะมองข้ามและไม่ได้สนใจมากนัก แต่เมื่อ Sea Game ที่ผ่านมา กีฬาชนิดนี้ได้นำเหรียญทองให้กับประเทศไทย ในแมทช์ Short Speed Skating กับอินโดนีเซียอีกด้วย

กีฬาสเก็ตความเร็วจะทำการแข่งขันกันบนลานน้ำแข็ง คล้ายคลึงกับลานสเก็ตสวยงาม แต่จะมีจุดกำหนดเส้นทางเอาไว้ และบอกว่าจำเป็นต้องให้ได้กี่รอบในเวลาที่ดีที่สุด ซึ่งอุปกรณ์ของนักสเก็ตความเร็วจะแตกต่างกับนักสเก็ตสวยงามอย่างสิ้นเชิง เริ่มตั้งแต่รองเท้าที่ใช้ ซึ่งเป็นไม้ตายที่ต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่เป็นแฟนกีฬาตัวยงของ VWIN หลังจากนี้ลองสังเกตจะเห็นว่ารองเท้าสเก็ตสวยงาม จะเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกับรองเท้าบู้ท บ้างทำจากหนัง บ้างทำจากผ้า และมีเรียวมีดที่ยื่นออกมาจากพื้นรองเท้าไม่หนามาก ให้ความสวยงามสมชื่อกับประเภทกีฬาเลยทีเดียว 

ในขณะที่รองเท้าสำหรับสเก็ตเร็วจะเป็นรองเท้าทรงหนากว่า และยาวคลุมข้อขึ้นมาค่อนข้างเยอะ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บให้กับนักกีฬาในกรณีที่มีการหักเลี้ยวแล้วล้ม และด้ามมีดที่พื้นรองเท้าจะมีขนาดหนาและใหญ่กว่าสเก็ตสวยงามมาก เพราะเอื้อความสะดวกในการแข่งขันให้กับนักกีฬาด้วยเช่นกัน

โดยรองเท้าสเก็ตทั้งสองชนิดมีความไม่ธรรมดาซุกซ่อนอยู่ เนื่องจากเป็นรองเท้าที่ไม่สามารถนำของใครมาใส่ก็ได้ จำเป็นจะต้องใส่คู่ของใครของมัน อีกทั้งยังจำเป็นต้องได้รับการวอร์มก่อนนำมาลงสนามจริงถึง 3 เดือน โดยการทาแว็กซ์ภายในรองเท้า ก่อนค่อย ๆ นำมาฝึกด้วยในระยะสั้น ๆ ให้ขนาดรองเท้าเข้ากับรูปเท้าของผู้เล่น เพื่อไม่ให้เกิดการกัดหรือว่าไม่สบายเท้าขณะลงแข่ง ซึ่งถ้าหากสองปัญหานี้เกิดขึ้น จะทำให้ผู้เล่นเสียสมาธิ เสี่ยงที่แมทช์นั้นจะทำแต้มได้น้อยหรือทำความเร็วได้ไม่ดี

เรื่องนี้ถือว่าเป็นกฏเหล็กที่ผู้เล่นสเก็ตทุกคนจำเป็นที่จำต้องจดจำไว้ให้แม่นยำ และเก็บรักษารองเท้าของตนเองให้ดียิ่งกว่าสมบัติชิ้นไหนบนโลก เพราะถ้าหากก่อนลงแข่งมีผู้มาสับเปลี่ยนไป หรือใครเอาไปโยนทิ้งไว้ที่ไหน ก็ถือว่าครึ่งชีวิตของนักสเก็ตคนนั้นถูกทิ้งไปเลยทีเดียว เนื่องจากรองเท้าที่เพิ่งซื้อมาใหม่และไม่ได้รับการวอร์มก่อนจะลงแข่ง จะมีสภาพหนังที่แข็งมาก อีกที่ใบมีดก็ยังไม่เข้าที่ เท้าของผู้เล่นจะได้รับบาดเจ็บอย่างหนักและเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุระหว่างลงแข่ง

กีฬาสเก็ตน้ำแข็ง เป็นกีฬาทำความเร็วชนิดหนึ่งที่น่าหลงใหลเป็นอย่างมาก เพราะมีเสน่ห์ตรงที่ผู้เล่นสามารถขับเคลื่อนตัวเองให้เป็นธรรมชาติได้ท่ามกลางลานน้ำแข็ง ราวกับว่าใช้สองเท้าเปล่าในการเดินหรือกระโดด ทั้งนี้หลาย ๆ คนคงรู้แล้วว่าความลับที่แท้จริงของนักสเก็ตอยู่ที่รองเท้า หากใครที่ตั้งใจว่าจะลองไปเล่นสเก็ตดูสักครั้ง ก็คงต้องเลือกรองเท้าให้พิถิพิถันหน่อยแล้วจริงไหม?

วิ่งเพื่อรีดไขมันส่วนเกิน ก้าวเล็ก ๆ ที่ผลลัพธ์แสนคุ้มค่า

การวิ่งถือว่าเป็นกีฬาที่ไม่ยุ่งยากในเรื่องของการใช้อุปกรณ์ ใช้เพียงแค่สองขาเท่านั้นเอง ทุกวันนี้กีฬาวิ่งถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในหมู่ผู้รักสุขภาพทั้งหลาย จะเห็นได้จากสวนสาธารณะขนาดใหญ่หลายแห่ง ที่มีเหล่านักวิ่งหลายรุ่นมารวมตัวกัน ‘การวิ่ง’ ไม่จำกัดอายุหรือเพศ หากใช้ ‘หัวใจ’ นำพาขาทั้งสองข้างก้าวไปข้างหน้าต่างหากล่ะ

แล้วจะวิ่งจ๊อกกิ้งยังไงให้เผาผลาญไขมันส่วนเกินได้มากที่สุด

การวิ่งจ๊อกกิ้งหรือการวิ่งเหยาะ ๆ เป็นการวิ่งเบา ๆ สบาย ๆ ต่างจากการวิ่งมาราธอนที่ใช้ในการแข่งขัน คือเราจะไม่มีเรื่องของเวลามากดดันนั้นเอง หากกำหนดเวลาการวิ่ง ด้วยใจกับความเหมาะสมของร่างกายเราเองมากกว่า ปกติก็อาจจะ 30 นาที หรือ 60 นาที ช่วงแรก ๆ คงต้องสลับด้วยการเดินเร็ว ๆ เพื่อปรับร่างกายให้คุ้นชินเสียก่อน แต่อย่างลืมว่า ก่อนทำการวิ่งจ๊อกกิ้งทุกครั้ง เราควรวอร์มอัพร่างกายให้พร้อมด้วยนะ สำหรับสายเบิร์นคุณรู้หรือไม่ว่าแค่คุณวิ่งเหยาะ ๆ เพียง 30 นาที ในความเร็ว 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็เผาผลาญไขมันได้ถึง 290-365 แคลอรี่ เลยทีเดียว ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เพิ่มความมีวินัยให้ตัวเองอีกสักนิดด้วยการวิ่งทุกวัน วันละ 30 นาที เชื่อได้เลยว่า น้ำหนักที่หนักหน่วง ย่อมลดลงอย่างแน่นอน

วิ่งยังไงให้ถูกวิธี เพื่อลดอาการบาดเจ็บเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

สำหรับขั้นตอนในการวิ่งจ๊อกกิ้งนั้น ความจริงก็ไม่ได้มีความซับซ้อนเท่าไรหรอก ขึ้นอยู่ที่ความพร้อมของร่างกายของแต่ละคนมากกว่า เรามาดูกันเลยว่า วิธีการง่าย ๆ เพียงไม่กี่ขั้นนี้ มีอะไรบ้าง

ขั้นตอนแรก ข้อนี้ห้ามมองข้ามทีเดียว นั้นคือการวอร์มอัพร่างกายเตรียมพร้อมก่อนออกวิ่งทุกครั้ง พร้อมกับยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ใช้เวลาประมาณ 4-5 นาที

ขั้นตอนที่สอง เมื่อร่างกายอบอุ่นได้ที่ก็เริ่มวิ่งกันเลย ควรให้ส้นเท้าได้สัมผัสพื้นก่อนจะลงน้ำหนักทั้งหมดไปที่ฝ่าเท้า และเมื่อปลายเท้าสัมผัสกับพื้น ก็ดีดตัวไปข้างหน้า ลักษณะคล้ายถีบปลายเท้าไปข้างหลัง

ขั้นตอนที่สาม ฝ่าเท้าที่สัมผัสกับพื้นควรตั้งฉากตรงกับหัวเข่า แผ่นหลังยืดตรงเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็งลำตัวขณะวิ่ง ตาควรมองตรงไปเบื้องหน้า

ขั้นตอนที่สี่ ลำแขนทั้งสองข้างเคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะและเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็งข้อมือและหัวไหล่มากเกินไป

ขั้นตอนที่ห้า รักษาระดับการหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอ ควรหายใจจากช่วงท้อง ไม่หายใจทางปาก

แล้วช่วงเวลาไหนล่ะ ที่เหมาะสำหรับการวิ่งของเรามากที่สุด

หลายคนมักกังวลกับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกาย แท้จริงแล้วควรเลือกเวลาสะดวกของตัวเราเองมากกว่า หากเป็นคนชอบตื่นเช้าก็เลือกเวลาเช้าตรู่สำหรับการออกไปวิ่ง ข้อดีคือไม่ร้อน กระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่าพร้อมรับมือกับวันใหม่

ช่วงเวลาบ่ายก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน คือใช้เวลาวอร์มอัพสั้นกว่า เนื่องจากร่างกายมีการเคลื่อนไหวในกิจกรรมต่าง ๆ มาบ้างแล้ว แต่การออกกำลังในช่วงเวลานี้ ควรควบคุมเรื่องอาหารเที่ยง ที่ไม่ควรเยอะเกินไป

เวลาเย็นหรือค่ำ เป็นเวลายอดนิยมของใครหลายคน เนื่องจากเสร็จภารกิจการงาน ร่างกายได้ผ่อนคลายจากความเครียด การวิ่งจ๊อกกิ้งในช่วงเย็นจึงได้รับความนิยมจากคนทำงานค่อนมาก หลังการวิ่งควรพักอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย

สำหรับกีฬาวิ่งจ๊อกกิ้งนั้นสามารถทำได้โดยง่าย แค่จัดสรรเวลาของตัวเองให้พอดีกับจังหวะชีวิตประจำวัน อย่างน้อยใน 3-4 วันต่อสัปดาห์ ควรพาหัวใจ ปอด กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ไปออกกำลังกายเสียบ้าง เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีนั้นเอง

กองทัพปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกหรือไหม?

กองทัพปีศาจแดงหลังจากที่ผ่านศึกแดงเดือดไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นช่วงเวลาดี ๆ ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ว่าจะเป็นแนวทางหรือการทรงบอลที่เหมือนจะดูดีขึ้น ในแบบที่เราแทบจะไม่ได้เห็นมาตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล 2020 แม้ในศึกวันอาทิตย์จะไม่มีจอมทัพอย่างพอล ป้อกบา แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็สามารถทำผลงานได้ดี เมื่อต้องต่อกรกับกองทัพที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในเกาะอังกฤษอย่างทีมลิเวอร์พลู ซึ่งในเวลานี้ชนะรวดมา 7 แมทต์ ก่อนเกมจะเริ่มขึ้นใคร ๆ ก็คิดว่าทัพปีศาจแดงคงแพ้แน่ ๆ แต่สุดท้ายพวกเขาก็พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาสามารถกลับมาได้เสมอ

สำหรับเกมเยือนอีก 4 เกมที่เหลือโซลชาจะสามารถรักษาเก้าอี้ของเขาไว้ได้หรือไม่ ในฤดูกาลที่กองทัพปีศาจแดงมีผลงานในเกมเยือนไม่สู้ดีนัก และในช่วงเวลาที่กดดันของทั้งเก้าอี้โค้ช และผลงานในสนามแบบนี้ของแมนยูฯ โซลชาจะกลับมาได้หรือไม่ ถ้าอยากแก้ปัญหาในระยะยาวจริง ๆ ยังไงก็ควรที่จะให้โอกาสตำนานผีตัวนี้ ได้ปลุกปั้นแข้งปีศาจแดงอีกสักหน่อย และพวกเขาจำเป็นต้องคาดหวังอย่างยิ่งว่าบอร์ดบริหารของปีศาจแดงที่นำโดย เอ็ด วู้ดเวิร์ด ที่หลัง ๆ เริ่มทำการซื้อตัวที่จำเป็นจริง ๆ ไม่ใช่แค่การตลาดและจำเป็นต้องโละนักเตะที่ไม่สามารถใช้ได้หลาย ๆ คนออกไปให้ได้

ปัญหาอาการบาดเจ็บกับเหล่าปีศาจของผีแดง

ทีมปีศาจแดงในฤดูกาลนี้ มีปัญหาอาการบาดเจ็บเกิดขึ้นกับนักเตะตัวหลักหลาย ๆ คน อย่างจอมทัพพอล ปอกบา และนักเตะคนสำคัญอย่างอ็องตอนี มาร์ซียาล ตัวทำเกมรุกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการเล่นของโซลชา ที่อาศัยความเร็วในเกมโต้กลับเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่า เดเนี่ยล เจมส์ทำผลงานได้ดี หากเราเองก็เห็นได้ว่าเขาเริ่มได้รับการปะทะรุนแรงหลาย ๆ ครั้ง คงไม่ส่งผลดีต่อตัวนักเตะแน่ ๆ ยิ่งในอนาคตการที่มีผู้เล่นดี ๆ ในตำแหน่งเดียวกันนั้น ย่อมส่งผลให้ทีมสะดุดลงได้แน่นอน

เมื่อเวลาพร้อมเราจะกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่

เมื่อผีแดงสมบูรณ์เราเองก็อาจจะได้เห็นทีมอีกทีมหนึ่งที่มีความน่ากลัวเลยก็ว่าได้ แต่จุดที่จำเป็นต้องเสริมยังคงเป็นแกนกลางในแนวรุก อย่างเช่นกองหน้าที่ตอนนี้ต้องพึ่งมาคัส แรชฟอร์ดเพียงคนเดียว ทำให้สไตล์การเล่นเกมรุกอาจจะมีแค่มิติเดียว ในบางเกมกองทัพปีศาจแดงจำเป็นต้องเล่นในอีกรูปแบบหนึ่ง กับทีมที่รับลึกอย่างเช่นในเกมกับนิวคาสเซิล ที่พวกเขาเจอการรับลึกในแนวตัวเอง สุดท้ายพลาดท่าเสียประตูจากลูกโต้กลับของ นิวคาสเซิล จนเป็นเหตุให้พ่ายแพ้ในที่สุด และสุดท้ายในตลาดหน้าหนาวนี้ เราจะมาคิดกันว่าบอร์ดของทัพปีศาจแดง จะแสดงการสนับสนุนกุนซือนี้อย่างเต็มที่ อย่างที่พวกเขาเคยให้สัมภาษณ์หรือไม่ พวกเรามาลุ้นกันว่ากองทัพปีศาจแดงจะสามารถรักษาสปิริตที่ดี หลังเกมเจอหงส์แดงไว้ได้หรือไม่กับอีก 4 เกมเยือนที่จะถึงนี้