สัญญาณจากยานแม่ สะเทือนถึงเรือใบ เอาไงดีเมื่อลาปอร์ตา จะดึงเป็ปกลับขึ้นยาน

ข่าวการลงสมัครแย่งชิงตำแหน่ง ประธานสโมสรเจ้าบุญทุ่ม บาร์เซโลน่าเมื่อไม่นานมานี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนข้ามประเทศมายังเกาะอังกฤษอย่างมาก โดยเฉพาะทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ดูจะได้รับผลกระทบนี้ไปแบบเต็ม ๆ เพราะผู้ลงสมัครชิงตำแห่ง อย่างโจน ลาปอร์ตา ได้กล่าวถึงนโยบายในฤดูกาลหน้าของเขาว่า คือการดึงตัวเป็ป กวาร์ดิโอลา ยอดกุนซือที่ตอนนี้อยู่กับทางเรือใบสีฟ้า หวนกลับคืนมาคุมทีมในถิ่นคัมป์ นู อีกครั้งนั่นเอง

นโยบายการชิงตำแหน่งของลาปอร์ตา ในครั้งนี้มันช่างประจวบเหมาะ กับการที่ทางเรือใบสีฟ้า กำลังประสบปัญหาใหญ่ในเรื่อง การทำผิดกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ซึ่งก็คือกฎควบคุมการเงินของทางยูฟ่านั่นเอง จนทำให้พวกเขาอาจจะโดนสั่งห้ามไม่ให้ ลงเล่นในถ้วยสโมสรยุโรป ไปถึงสองฤดูกาล และเป้าหมายหลักของเป็ป กับแมนซิตี้ ก็คือถ้วยบิ๊กเอียร์เป็นหลัก ดังนั้นหากต้องโดนแบนไปสองปี ก็อาจจะทำให้เขา รวมถึงผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์บางคน ตัดสินใจ อำลาถิ่นเอติฮัตไปก็เป็นได้

หนำซ้ำเมื่อปลายทางที่เปิดรอเขาอยู่ คือประตูของสนามคัมป์ นู ถิ่นของยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่า ซึ่งสำหรับเป็ป กวาร์ดิโอลาแล้ว บาร์ซ่าไม่ใช่เป็นเพียงยอดทีม เงินหนา และโด่งดังเพียงเท่านั้น แต่สำหรับเขาที่นี่เปรียบเสมือนบ้านเลยก็ว่าได้ เพราะตัวเขาเองอยู่กับบาร์ซ่ามาตั้งแต่อายุเพียงแค่ 13 ปี ถ้าเป็นเด็กไทยก็คงอยู่ที่นี่มาตั้งแต่จบ ป. 6 เลยทีเดียว และลงเล่นให้บาร์ซ่าไล่มาตั้งแต่ชุดซี ชุดบี และชุดใหญ่ อยู่ยาวนานถึง 15 ปี คว้าแชมป์กับทีมมากมายหลายถ้วย ตลอดการค้าแข้งของเขากับทีม

แถมการเริ่มต้นเส้นทางการเป็นยอดกุนซือของเขา ก็เริ่มต้นขึ้นที่นี่เช่นกัน โดยเริ่มจากการคุมทีมชุดบี ก่อนที่จะถูกดันขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัวเมื่อปี 2008 ซึ่งในปีนั่น บุคคลที่นั่งตำแหน่งประธานสโมสรก็คือ ชายที่ชื่อว่าโจน ลาปอร์ต้านี่แหละ มันจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่จะช่วยโน้มน้าวจิตใจของเป็ปได้เป็นอย่างดี เพราะลาปอร์ต้าคือผู้ผลักดันเขาขึ้นมาสู่ความรุ่งโรจน์ในฐานะกุนซือเลยก็ว่าได้ และมันก็เป็นที่ประจักษ์ แก่สายตาแฟนฟุตบอลทั้งโลกแล้วว่า ทีมบาร์ซ่าภายใต้การคุมทีมของเขานั้น ยอดเยี่ยมเพียงใด เรียกว่าเข้าขั้นไร้เทียมทานก็ว่าได้ ถ้าดูจากสถิติการคุมทีม 4 ปีของเขา ผลงาน 247 นัด ทีมของเขามีเปอร์เซ็นต์ชนะถึง 72.5 % แถมยิงกระจายอีกต่างหาก และเต็มไปด้วยสุดยอดผู้เล่นของโลกฟุตบอล อย่างลิโอเนล เมสซี่,  อันเดรส อิเนียสต้า, ชาบี เอร์นานเดซ เป็นแกนหลักของทีมในยุคนั้น พาทีมกวาด 3 แชมป์ลีก 2 แชมเปี้ยนลีก และบอลถ้วยในประเทศอีกสองสมัยอย่างยิ่งใหญ่  

หลังจากยุคสมัยของเขา บาร์ซ่าก็ได้ทำการเปลี่ยนผู้จัดการทีมมาแล้วหลายคน มีประสบความสำเร็จบ้าง แต่ยังไม่มีใคร พาทีมไปสู่ฟอร์มสุดยอด ได้เหมือนสมัยที่เป็ปคุม ดังนั้นเชื่อว่านโยบายนี้ น่าจะทำให้ลาปอร์ต้า ได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้น และการพยายามดึงตัวเขามาสู่ทีม จะต้องเกิดขึ้นจริง ๆ คราวนี้ก็ต้องดูว่าทางเรือใบสีฟ้า จะทำอย่างไรเพื่อรั้งตัวเป็ปให้อยู่กับทีมต่อไปได้ เพราะถ้าหากการโดนแบนเกิดขึ้นจริง แล้วตามมาด้วยการสูญเสียเป็ป กวาร์ดิโอลา เชื่อว่าขวัญกำลังใจ ของนักเตะภายในทีมหายไปแน่ และมันจะตามมาด้วยการสูญเสียตัวผู้เล่นตามไปแน่ และกว่าจะกลับมาได้ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลากี่ปี คงจะแย่งตัวกันอย่างสนุก และต้องทุ่มสุดตัวกันทั้งสองทีม อย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.matichon.co.th/sport/sportscoop/news_1846167/attachment/pep-guardiola-manchester-city-fa-cup-2019_19tkrz13qec331twovarhbqh2h

วิคเตอร์ โอซิมเฮน กองหน้าที่เนื้อหอม และฟอร์มแรงที่สุดในลีกน้ำหอมชั่วโมงนี้

ถ้าเอ่ยชื่อของสโมสรลีลล์ อีกหนึ่งทีมดังจากลีกเอิง ฝรั่งเศสขึ้นมาแล้วละก็ เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ผู้คนจะคิดถึงเกี่ยวกับพวกเขานั่นก็คือ ในฐานะทีมยอดนักปั้น เพราะพวกเขามักจะทำเงินได้อย่างมหาศาล จากการที่ใช้สายตาอันแหลมคม ไปกว้านหาผู้เล่นฝีเท้าดีราคาถูก เข้ามาปลุกปั้นจนโด่งดัง และสร้างมูลค่าได้มหาศาลเมื่อจำเป็นต้องขายออกไป ที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่น การขายเอเดน อาซาร์ด ให้กับเชลซีเมื่อครั้งอดีต หรือการขายนิโคลัส เปเป้ให้กับอาร์เซน่อลเมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาก็ทำกำไรได้เกือบ 70 ล้านยูโร หลังดึงตัวมาจากอองเชร์ส ด้วยราคาเพียง 10 ล้านยูโรเท่านั้นเอง

และในอนาคตอันใกล้นี้ ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะ ทำกำไรอย่างมหาศาลได้อีกครั้ง เมื่อกองหน้าที่พวกเขาพึ่งจะดึงตัวมาจาก ชาร์เลอรัว ทีมในลีกเบลเยี่ยม อย่างวิคเตอร์ โอซิมเฮน สามารถทำผลงานได้ดี จนเป็นที่หมายปองของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งค่าตัวที่พวกเขาจ่ายไป เพื่อแลกกับตัวโอซิมเฮนนั้น เพียงแค่ 12 ล้านยูโรเท่านั้นเอง แต่มีข่าวซุบซิบหลุดออกมา ว่ามีทีมนิรนามแอบย่องเงียบ ขอซื้อตัวเขาสูงถึง 75 ล้านปอนด์ เพื่อเป็นการชิงตัดหน้าคู่แข่งรายอื่น ๆ แต่ยังไม่ปรากฎชัดว่าเป็นทีมใด

สำหรับวิคเตอร์ โอซิมเฮน เป็นผู้เล่นในตำแหน่งตัวรุก สัญชาติไนจีเรีย ซึ่งปัจจุบันเขามีอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้นเอง จุดเด่นของเขาอยู่ที่ความเร็ว และความเฉียบคมในการจบสกอร์ แถมมีความสูงถึง 186 เซนติเมตร ทำให้ไม่เสียเปรียบมากนักในการปะทะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้โดดเด่นอะไร ในการเล่นลูกกลางอากาศ ดู ๆ ไปสไตล์การเล่นของเขา จะคล้ายคลึงกับ อดีตยอดกองหน้าชาวฝรั่งเศส อย่างเธียร์รี่ อองรี คือรวดเร็ว ไปกับบอลได้ดี และจบสกอร์ได้เฉียบคม ส่วนลูกโหม่งนั้น แทบจะไม่มีให้เห็นเหมือนกันอีกด้วย

ส่วนบรรดาทีมที่ตามจีบโอซิมเฮนนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบรรดาทีมใหญ่เงินหนากันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์ มิลานจากอิตาลี และพวกขาใหญ่แห่งเกาะอังกฤษอย่าง ลิเวอร์พูล, แมนยู, เชลซี, อาร์เซน่อล และท็อตแน่ม ฮอต สเปอร์ ซึ่งทีมต้องสงสัยที่ว่าแอบย่องเงียบไปเสนอเงินก้อนโต ก่อนทีมอื่นก็คือสเปอร์นี่แหละ แต่ก็ยังไม่มีอะไรแน่ชัด ทำให้ทุกทีมที่มารุมจีบต่างก็ยังคง มีความหวังกันอย่างเต็มเปี่ยม เชื่อว่าอีกไม่นานนี้ เมื่อแต่ละลีกได้ข้อสรุปที่แน่ชัด และเห็นแนวทางในฤดูกาลหน้าที่ชัดเจนแล้ว การแย่งตัวของโอซิมเฮน จะดุเดือดขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นทีมไหนที่สามารถ คว้าตัวเขาไปร่วมทีมได้ อนาคตของเด็กคนนี้ ก็น่าจับตามองอย่างมาก และเขามีศักยภาพเพียงพอ ที่จะก้าวขึ้นไปเป็นกองหน้าระดับโลกในวันข้างหน้า อย่างที่โอเดียน อิกาโล กองหน้าตัวยืมของปีศาจแดง ที่เป็นรุ่นพี่ในทีมชาติของเขา ออกมาบอกว่าเขานี่แหละ คือความหวังใหม่ของวงการฟุตบอลไนจีเรีย แต่ไม่ว่าอนาคตของเขาจะไปอยู่ที่ใด และไปได้ไกลแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ อนาคตอันใกล้นี้ บอร์ดบริหารสโมสรลีลล์ จะยิ้มกันแก้มปริ กับการได้กำไรมหาศาลจากดีลของเขา อย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.vanguardngr.com/2020/03/lille-place-e100m-price-tag-on-victor-osimhen/

ไทสัน-โฮลิฟิลด์ กำลังจะกลับมาล้างตากันอีกครั้ง ในวัยเกินครึ่งร้อย

นับเป็นข่าวดีที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย สำหรับแฟนกีฬาหมัดมวย โดยเฉพาะแฟนมวยในยุค 90 เมื่อมีข่าวออกมาว่า อดีตมวยคู่หยุดโลกอย่าง มฤตยูดำ ไมค์ ไทสัน กับ คู่ปรับตลอดกาลอย่าง อีแวนเดอร์ โฮลิฟิลด์ จะกลับมารำลึกความหลัง บนสังเวียนผ้าใบอีกครั้ง ในขณะที่ทั้งคู่มีอายุเกินห้าสิบไปแล้ว ถึงจะดูว่าเป็นการชกกัน ของนักชกที่อายุมากแล้ว แต่เชื่อว่าแฟนมวย ที่เคยติดตามการชกของคู่นี้ ย่อมจะตื่นเต้นที่จะได้เห็น พวกเขากลับมาฟาดกำปั้นกันอีกครั้งอย่างแน่นอน

เรื่องราวเริ่มต้นของข่าวนี้ มันเกิดขึ้นจากการที่มีคลิป ของทางมฤตยูดำ ไมค์ ไทสัน ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 53 ปีแล้ว ได้ทำการฝึกซ้อม โชว์ความฟิตของเขา พร้อมเผยว่าเขา จะกลับมาโชว์ลีลาการชกบนสังเวียนผ้าใบอีกครั้ง ในรูปแบบการการชกเพื่อการกุศล เพื่อหาเงินช่วยหน่วยงานทางการแพทย์ หลังจากนั้นทางคู่ปรับตลอดกาลของเขา อย่างอีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ ในวัย 57 ปี ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ว่าเขาก็มีความพร้อมเช่นกัน เพราะดูแลรักษาสภาพร่างกายของตัวเองมาเป็นอย่างดี และได้ฝึกซ้อมเพื่อดูแลร่างกายมาตลอดสิบกว่าปีมานี้ ไม่ได้ปล่อยให้ร่างกายโทรมไปตามอายุ และทางผู้จัดการของเขา กำลังพูดคุยถึงความเป็นไปได้ ที่จะให้เกิดไฟต์การกุศลนี้ขึ้น พร้อมทั้งยังบอกว่า การทำอะไรร่วมกันระหว่างไมค์ ไทสัน กับเขา มักจะออกมาดีเสมอ

การชกของทั้งคู่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วถึงสองครั้ง ในปี 1996 และปี 1997 โดยทั้งสองไฟต์ ทางด้านอีแวนเดอร์ โฮลิฟิลด์ เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ทั้งหมด ซึ่งนอกจากการชกของพวกเขา จะเป็นระดับที่เรียกว่าไฟต์หยุดโลกแล้ว ในการชกไฟต์ที่สอง เมื่อปี 1997 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นที่จดจำของแฟนมวยทั่วโลก เมื่อทางฝั่งไทสัน ทำผิดกติกาด้วยการกัดหูของโฮลิฟิลด์ จนขาดติดปากออกมา ก่อนจะบ้านทิ้งบนพื้นเวที และถูกปรับแพ้ในที่สุด พร้อมกับถูกถอดถอนใบอนุญาตชกมวยไป ก่อนที่จะยื่นอุทธรณ์ จนได้ใบอนุญาตกลับมาอีกครั้ง หลังจากนั้น 1 ปี

สำหรับการรีไฟต์ของสองยอดนักชก ในไฟต์การกุศลครั้งนี้ ทางผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายกำลัง พูดคุยกันเพื่อให้การชกนี้ได้เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาหนึ่งที่ทาง เอ็ดดี้ เฮิร์น โปรโมเตอร์ผู้จัดชื่อดัง ยังคงมีความกังวลอยู่ก็คือ เรื่องความปลอดภัยนั่นเอง เพราะด้วยอายุเกินครึ่งร้อยของทั้งสองคน อาจจะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นได้ ทำให้ทางผู้จัดจะต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมในส่วนนี้ด้วย เพราะการเจอกันของพวกเขา คงจะไม่มีการยั้งมือแน่ ถ้าได้ขึ้นสังเวียนคงจะซัดกันอย่างเต็มที่ ในขณะที่ร่างกายไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนตอนหนุ่ม ๆ ทางผู้จัดจึงต้องพยายามคิดในส่วนนี้ให้รอบคอบ

เพียงแค่มีข่าวนี้ออกมา ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนมวยกันอย่างมากแล้ว เชื่อว่าตอนนี้บรรดาแฟนหมัดมวยทั่วโลก แทบจะนับถอยหลังรอเวลา ให้คู่นี้กลับขึ้นสังเวียนกันแทบไม่ไหวแล้ว เพราะนักชกคู่นี้ พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่นักชกที่เป็นคู่ปรับตลอดกาล แต่พวกเขายังเป็นตำนาน ของวงการมวยโลกเลยก็ว่าได้

เครดิตภาพ : https://www.espn.com/boxing/story/_/id/9598067/mike-tyson-evander-holyfield-i

โอเดียน อิกาโล่ อาจจะต้องตื่นจากความฝัน ก่อนเวลาอันควร

แฟนฟุตบอลทุกคน คงจะจำกันได้อย่างดี ถึงวันที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตัดสินใจดึงตัว โอเดียน อิกาโล่ กองหน้าชาวไนจีเรีย เพื่อมาแก้ปัญหาความฝืดเคือง ในการยิงประตูของพวกเขา ด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล และเจ้าตัวก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า การได้มาเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เปรียบเสมือนความฝันในวัยเยาว์ของเขา มันได้กลายเป็นจริงแล้ว เขาจะยอมแลกกับทุกสิ่งที่มี เพื่อให้ได้เล่นให้กับทีมในฝัน ที่เขารอมาตลอดชีวิต แต่ดูเหมือนว่าความฝันครั้งนี้ของเขา อาจจะต้องถูกปลุกให้ตื่นก่อนเวลาอันควรเสียแล้ว

ในวันที่เขาย้ายมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมาย ว่าทางสโมสรคงจะอับจนหนทางจนถึงที่สุดแล้ว ในการเซ็นสัญญาผู้เล่นกองหน้า เข้ามาแก้ปัญหาการยิงประตู หลังพลาดการดึงผู้เล่นชื่อดัง อย่างฮาแลนด์ หรือแม้แต่อดีตเด็กเก่าอย่าง โจชัว คิง ที่พอจะมีมาตรฐานจากการเล่นอยู่บนเวทีพรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว จนต้องไปดึงตัวกองหน้าจากลีกจีน อย่างเขาเข้ามาแทน ถึงแม้ว่าจะเคยฝากผลงาน บนเกาะอังกฤษมาก่อนกับวัตฟอร์ด แต่ก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จมากนัก จนต้องระเห็จไปโกยเงินหยวนที่แผ่นดินมังกร

ทันทีที่การเจรจาของทั้งสองทีมจบลง และเขาได้ย้ายมาเล่นกับแมนยูจริง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ต่าง ๆ เขาได้สร้างฐานแฟนบอลบางส่วน ด้วยบทสัมภาษณ์ ว่านี่คือทีมในฝันตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยเรื่องราวนี้ ทำให้เสียงแฟนบอลบางส่วนที่เคยวิจารณ์ กลับมาเป็นแรงสนับสนุน เอาใจช่วยให้เขาทำผลงานได้ดี กับความฝันครั้งนี้ และเมื่อเขาได้รับโอกาสลงสนามให้กับทีม เขาก็ใช้ความสามารถในสนาม กลบเสียงวิจารณ์ส่วนที่เหลือทั้งหมด ให้เงียบกริบกันเลยทีเดียว ด้วยการทำ 4 ประตูกับ 1  แอสซิสต์ จากการลงสนาม 8 เกม และดูเหมือนว่าสไตล์การเล่นของเขา ช่วยเติมเต็มเกมรุกที่ขาดหายของปีศาจแดงได้อย่างดี ทำให้จากเสียงวิจารณ์ในวันแรก กลับกลายเป็นเสียงเชียร์ และสนับสนุนให้เขาอยู่กับทีมอย่างถาวร จนมีเสียงเรียกร้องให้ทางสโมสร จัดการซื้อขาดตัวเขาจากเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว หลังจากหมดสัญญายืมตัว

แต่ดูเหมือนว่ามันความฝันของเขา และแฟนบอลหลายคน คงจะเป็นเรื่องยากเสียแล้ว เมื่อทางปีศาจแดงเอง ต้องการขยายสัญญายืมตัวของเขา ออกไปอีกจนจบฤดูกาล หลังจากโดนพิษโควิด-19 เล่นงานจนโปรแกรมพรีมียร์ลีก มีอันต้องเลื่อนออกไป แต่ทางเจ้าของสัญญาอย่างเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัวเอง กลับไม่ต้องการขยายสัญญาออกไป และยื่นคำขาดว่า หากทางผีแดงต้องการเขาไว้ใช้งานต่อ จะต้องซื้อขาดเท่านั้น แถมตั้งค่าตัวไว้สูงถึง 20 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นเงินที่ทางผีแดงต้องคิดแล้วคิดอีกเลยทีเดียว กับการแลกกับผู้เล่นวัย 31 ปี แถมถ้าทางผีแดงไม่สนจะจ่าย พวกเขาก็ไม่เดือดร้อน และเตรียมประเคนค่าเหนื่อยมหาศาล ไว้ล่อใจ อิกาโล่ในการเล่นในลีกแดนมังกรอีกด้วย

จากที่การเล่นในโอลด์ แทร็ฟอร์ดเคยเป็นแค่ความฝัน วันนี้เขาสามารถทำให้ความฝันนั้น เป็นฝันที่สวยงามอีกด้วย แต่ด้วยการเจรจาที่ไม่ลงตัว ของทั้งสองสโมสร อาจทำให้เขาต้องกลับต้นสังกัด ก่อนที่จะได้เล่นจนจบฤดูกาล ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนความฝันอันสวยงาม ของโอเดียน อิกาโล่ ต้องถูกปลุกให้ตื่นกลางคัน โดยที่ยังไม่ถึงเวลาเช้านั่นเอง

รู้หรือไม่ ความลับของนักกีฬาสเก็ตความเร็วอยู่ที่รองเท้า

กีฬาจำพวกสเก็ต ไม่ได้มีแค่สเก็ตความสวยงามที่เราชอบดูกันเท่านั้น แต่ยังมี Speed Skating ที่เน้นการแข่งขันกันที่ความเร็วและเทคนิคอีกด้วย ซึ่งกีฬาประเภทนี้อาจจะไม่ได้รู้จักแพร่หลายนักในหมู่คนไทย เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่ากีฬาในเมืองหนาว เป็นขั้วตรงข้ามกับอากาศในบ้านเราอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะมองข้ามและไม่ได้สนใจมากนัก แต่เมื่อ Sea Game ที่ผ่านมา กีฬาชนิดนี้ได้นำเหรียญทองให้กับประเทศไทย ในแมทช์ Short Speed Skating กับอินโดนีเซียอีกด้วย

กีฬาสเก็ตความเร็วจะทำการแข่งขันกันบนลานน้ำแข็ง คล้ายคลึงกับลานสเก็ตสวยงาม แต่จะมีจุดกำหนดเส้นทางเอาไว้ และบอกว่าจำเป็นต้องให้ได้กี่รอบในเวลาที่ดีที่สุด ซึ่งอุปกรณ์ของนักสเก็ตความเร็วจะแตกต่างกับนักสเก็ตสวยงามอย่างสิ้นเชิง เริ่มตั้งแต่รองเท้าที่ใช้ ซึ่งเป็นไม้ตายที่ต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่เป็นแฟนกีฬาตัวยงของ VWIN หลังจากนี้ลองสังเกตจะเห็นว่ารองเท้าสเก็ตสวยงาม จะเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกับรองเท้าบู้ท บ้างทำจากหนัง บ้างทำจากผ้า และมีเรียวมีดที่ยื่นออกมาจากพื้นรองเท้าไม่หนามาก ให้ความสวยงามสมชื่อกับประเภทกีฬาเลยทีเดียว 

ในขณะที่รองเท้าสำหรับสเก็ตเร็วจะเป็นรองเท้าทรงหนากว่า และยาวคลุมข้อขึ้นมาค่อนข้างเยอะ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บให้กับนักกีฬาในกรณีที่มีการหักเลี้ยวแล้วล้ม และด้ามมีดที่พื้นรองเท้าจะมีขนาดหนาและใหญ่กว่าสเก็ตสวยงามมาก เพราะเอื้อความสะดวกในการแข่งขันให้กับนักกีฬาด้วยเช่นกัน

โดยรองเท้าสเก็ตทั้งสองชนิดมีความไม่ธรรมดาซุกซ่อนอยู่ เนื่องจากเป็นรองเท้าที่ไม่สามารถนำของใครมาใส่ก็ได้ จำเป็นจะต้องใส่คู่ของใครของมัน อีกทั้งยังจำเป็นต้องได้รับการวอร์มก่อนนำมาลงสนามจริงถึง 3 เดือน โดยการทาแว็กซ์ภายในรองเท้า ก่อนค่อย ๆ นำมาฝึกด้วยในระยะสั้น ๆ ให้ขนาดรองเท้าเข้ากับรูปเท้าของผู้เล่น เพื่อไม่ให้เกิดการกัดหรือว่าไม่สบายเท้าขณะลงแข่ง ซึ่งถ้าหากสองปัญหานี้เกิดขึ้น จะทำให้ผู้เล่นเสียสมาธิ เสี่ยงที่แมทช์นั้นจะทำแต้มได้น้อยหรือทำความเร็วได้ไม่ดี

เรื่องนี้ถือว่าเป็นกฏเหล็กที่ผู้เล่นสเก็ตทุกคนจำเป็นที่จำต้องจดจำไว้ให้แม่นยำ และเก็บรักษารองเท้าของตนเองให้ดียิ่งกว่าสมบัติชิ้นไหนบนโลก เพราะถ้าหากก่อนลงแข่งมีผู้มาสับเปลี่ยนไป หรือใครเอาไปโยนทิ้งไว้ที่ไหน ก็ถือว่าครึ่งชีวิตของนักสเก็ตคนนั้นถูกทิ้งไปเลยทีเดียว เนื่องจากรองเท้าที่เพิ่งซื้อมาใหม่และไม่ได้รับการวอร์มก่อนจะลงแข่ง จะมีสภาพหนังที่แข็งมาก อีกที่ใบมีดก็ยังไม่เข้าที่ เท้าของผู้เล่นจะได้รับบาดเจ็บอย่างหนักและเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุระหว่างลงแข่ง

กีฬาสเก็ตน้ำแข็ง เป็นกีฬาทำความเร็วชนิดหนึ่งที่น่าหลงใหลเป็นอย่างมาก เพราะมีเสน่ห์ตรงที่ผู้เล่นสามารถขับเคลื่อนตัวเองให้เป็นธรรมชาติได้ท่ามกลางลานน้ำแข็ง ราวกับว่าใช้สองเท้าเปล่าในการเดินหรือกระโดด ทั้งนี้หลาย ๆ คนคงรู้แล้วว่าความลับที่แท้จริงของนักสเก็ตอยู่ที่รองเท้า หากใครที่ตั้งใจว่าจะลองไปเล่นสเก็ตดูสักครั้ง ก็คงต้องเลือกรองเท้าให้พิถิพิถันหน่อยแล้วจริงไหม?

วิ่งเพื่อรีดไขมันส่วนเกิน ก้าวเล็ก ๆ ที่ผลลัพธ์แสนคุ้มค่า

การวิ่งถือว่าเป็นกีฬาที่ไม่ยุ่งยากในเรื่องของการใช้อุปกรณ์ ใช้เพียงแค่สองขาเท่านั้นเอง ทุกวันนี้กีฬาวิ่งถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในหมู่ผู้รักสุขภาพทั้งหลาย จะเห็นได้จากสวนสาธารณะขนาดใหญ่หลายแห่ง ที่มีเหล่านักวิ่งหลายรุ่นมารวมตัวกัน ‘การวิ่ง’ ไม่จำกัดอายุหรือเพศ หากใช้ ‘หัวใจ’ นำพาขาทั้งสองข้างก้าวไปข้างหน้าต่างหากล่ะ

แล้วจะวิ่งจ๊อกกิ้งยังไงให้เผาผลาญไขมันส่วนเกินได้มากที่สุด

การวิ่งจ๊อกกิ้งหรือการวิ่งเหยาะ ๆ เป็นการวิ่งเบา ๆ สบาย ๆ ต่างจากการวิ่งมาราธอนที่ใช้ในการแข่งขัน คือเราจะไม่มีเรื่องของเวลามากดดันนั้นเอง หากกำหนดเวลาการวิ่ง ด้วยใจกับความเหมาะสมของร่างกายเราเองมากกว่า ปกติก็อาจจะ 30 นาที หรือ 60 นาที ช่วงแรก ๆ คงต้องสลับด้วยการเดินเร็ว ๆ เพื่อปรับร่างกายให้คุ้นชินเสียก่อน แต่อย่างลืมว่า ก่อนทำการวิ่งจ๊อกกิ้งทุกครั้ง เราควรวอร์มอัพร่างกายให้พร้อมด้วยนะ สำหรับสายเบิร์นคุณรู้หรือไม่ว่าแค่คุณวิ่งเหยาะ ๆ เพียง 30 นาที ในความเร็ว 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็เผาผลาญไขมันได้ถึง 290-365 แคลอรี่ เลยทีเดียว ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เพิ่มความมีวินัยให้ตัวเองอีกสักนิดด้วยการวิ่งทุกวัน วันละ 30 นาที เชื่อได้เลยว่า น้ำหนักที่หนักหน่วง ย่อมลดลงอย่างแน่นอน

วิ่งยังไงให้ถูกวิธี เพื่อลดอาการบาดเจ็บเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

สำหรับขั้นตอนในการวิ่งจ๊อกกิ้งนั้น ความจริงก็ไม่ได้มีความซับซ้อนเท่าไรหรอก ขึ้นอยู่ที่ความพร้อมของร่างกายของแต่ละคนมากกว่า เรามาดูกันเลยว่า วิธีการง่าย ๆ เพียงไม่กี่ขั้นนี้ มีอะไรบ้าง

ขั้นตอนแรก ข้อนี้ห้ามมองข้ามทีเดียว นั้นคือการวอร์มอัพร่างกายเตรียมพร้อมก่อนออกวิ่งทุกครั้ง พร้อมกับยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ใช้เวลาประมาณ 4-5 นาที

ขั้นตอนที่สอง เมื่อร่างกายอบอุ่นได้ที่ก็เริ่มวิ่งกันเลย ควรให้ส้นเท้าได้สัมผัสพื้นก่อนจะลงน้ำหนักทั้งหมดไปที่ฝ่าเท้า และเมื่อปลายเท้าสัมผัสกับพื้น ก็ดีดตัวไปข้างหน้า ลักษณะคล้ายถีบปลายเท้าไปข้างหลัง

ขั้นตอนที่สาม ฝ่าเท้าที่สัมผัสกับพื้นควรตั้งฉากตรงกับหัวเข่า แผ่นหลังยืดตรงเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็งลำตัวขณะวิ่ง ตาควรมองตรงไปเบื้องหน้า

ขั้นตอนที่สี่ ลำแขนทั้งสองข้างเคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะและเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็งข้อมือและหัวไหล่มากเกินไป

ขั้นตอนที่ห้า รักษาระดับการหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอ ควรหายใจจากช่วงท้อง ไม่หายใจทางปาก

แล้วช่วงเวลาไหนล่ะ ที่เหมาะสำหรับการวิ่งของเรามากที่สุด

หลายคนมักกังวลกับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกาย แท้จริงแล้วควรเลือกเวลาสะดวกของตัวเราเองมากกว่า หากเป็นคนชอบตื่นเช้าก็เลือกเวลาเช้าตรู่สำหรับการออกไปวิ่ง ข้อดีคือไม่ร้อน กระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่าพร้อมรับมือกับวันใหม่

ช่วงเวลาบ่ายก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน คือใช้เวลาวอร์มอัพสั้นกว่า เนื่องจากร่างกายมีการเคลื่อนไหวในกิจกรรมต่าง ๆ มาบ้างแล้ว แต่การออกกำลังในช่วงเวลานี้ ควรควบคุมเรื่องอาหารเที่ยง ที่ไม่ควรเยอะเกินไป

เวลาเย็นหรือค่ำ เป็นเวลายอดนิยมของใครหลายคน เนื่องจากเสร็จภารกิจการงาน ร่างกายได้ผ่อนคลายจากความเครียด การวิ่งจ๊อกกิ้งในช่วงเย็นจึงได้รับความนิยมจากคนทำงานค่อนมาก หลังการวิ่งควรพักอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย

สำหรับกีฬาวิ่งจ๊อกกิ้งนั้นสามารถทำได้โดยง่าย แค่จัดสรรเวลาของตัวเองให้พอดีกับจังหวะชีวิตประจำวัน อย่างน้อยใน 3-4 วันต่อสัปดาห์ ควรพาหัวใจ ปอด กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ไปออกกำลังกายเสียบ้าง เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีนั้นเอง

กองทัพปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกหรือไหม?

กองทัพปีศาจแดงหลังจากที่ผ่านศึกแดงเดือดไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นช่วงเวลาดี ๆ ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ว่าจะเป็นแนวทางหรือการทรงบอลที่เหมือนจะดูดีขึ้น ในแบบที่เราแทบจะไม่ได้เห็นมาตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล 2020 แม้ในศึกวันอาทิตย์จะไม่มีจอมทัพอย่างพอล ป้อกบา แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็สามารถทำผลงานได้ดี เมื่อต้องต่อกรกับกองทัพที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในเกาะอังกฤษอย่างทีมลิเวอร์พลู ซึ่งในเวลานี้ชนะรวดมา 7 แมทต์ ก่อนเกมจะเริ่มขึ้นใคร ๆ ก็คิดว่าทัพปีศาจแดงคงแพ้แน่ ๆ แต่สุดท้ายพวกเขาก็พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาสามารถกลับมาได้เสมอ

สำหรับเกมเยือนอีก 4 เกมที่เหลือโซลชาจะสามารถรักษาเก้าอี้ของเขาไว้ได้หรือไม่ ในฤดูกาลที่กองทัพปีศาจแดงมีผลงานในเกมเยือนไม่สู้ดีนัก และในช่วงเวลาที่กดดันของทั้งเก้าอี้โค้ช และผลงานในสนามแบบนี้ของแมนยูฯ โซลชาจะกลับมาได้หรือไม่ ถ้าอยากแก้ปัญหาในระยะยาวจริง ๆ ยังไงก็ควรที่จะให้โอกาสตำนานผีตัวนี้ ได้ปลุกปั้นแข้งปีศาจแดงอีกสักหน่อย และพวกเขาจำเป็นต้องคาดหวังอย่างยิ่งว่าบอร์ดบริหารของปีศาจแดงที่นำโดย เอ็ด วู้ดเวิร์ด ที่หลัง ๆ เริ่มทำการซื้อตัวที่จำเป็นจริง ๆ ไม่ใช่แค่การตลาดและจำเป็นต้องโละนักเตะที่ไม่สามารถใช้ได้หลาย ๆ คนออกไปให้ได้

ปัญหาอาการบาดเจ็บกับเหล่าปีศาจของผีแดง

ทีมปีศาจแดงในฤดูกาลนี้ มีปัญหาอาการบาดเจ็บเกิดขึ้นกับนักเตะตัวหลักหลาย ๆ คน อย่างจอมทัพพอล ปอกบา และนักเตะคนสำคัญอย่างอ็องตอนี มาร์ซียาล ตัวทำเกมรุกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการเล่นของโซลชา ที่อาศัยความเร็วในเกมโต้กลับเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่า เดเนี่ยล เจมส์ทำผลงานได้ดี หากเราเองก็เห็นได้ว่าเขาเริ่มได้รับการปะทะรุนแรงหลาย ๆ ครั้ง คงไม่ส่งผลดีต่อตัวนักเตะแน่ ๆ ยิ่งในอนาคตการที่มีผู้เล่นดี ๆ ในตำแหน่งเดียวกันนั้น ย่อมส่งผลให้ทีมสะดุดลงได้แน่นอน

เมื่อเวลาพร้อมเราจะกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่

เมื่อผีแดงสมบูรณ์เราเองก็อาจจะได้เห็นทีมอีกทีมหนึ่งที่มีความน่ากลัวเลยก็ว่าได้ แต่จุดที่จำเป็นต้องเสริมยังคงเป็นแกนกลางในแนวรุก อย่างเช่นกองหน้าที่ตอนนี้ต้องพึ่งมาคัส แรชฟอร์ดเพียงคนเดียว ทำให้สไตล์การเล่นเกมรุกอาจจะมีแค่มิติเดียว ในบางเกมกองทัพปีศาจแดงจำเป็นต้องเล่นในอีกรูปแบบหนึ่ง กับทีมที่รับลึกอย่างเช่นในเกมกับนิวคาสเซิล ที่พวกเขาเจอการรับลึกในแนวตัวเอง สุดท้ายพลาดท่าเสียประตูจากลูกโต้กลับของ นิวคาสเซิล จนเป็นเหตุให้พ่ายแพ้ในที่สุด และสุดท้ายในตลาดหน้าหนาวนี้ เราจะมาคิดกันว่าบอร์ดของทัพปีศาจแดง จะแสดงการสนับสนุนกุนซือนี้อย่างเต็มที่ อย่างที่พวกเขาเคยให้สัมภาษณ์หรือไม่ พวกเรามาลุ้นกันว่ากองทัพปีศาจแดงจะสามารถรักษาสปิริตที่ดี หลังเกมเจอหงส์แดงไว้ได้หรือไม่กับอีก 4 เกมเยือนที่จะถึงนี้

โยคะ กีฬาที่จะทำให้คุณก้าวข้าม คำว่าขีดจำกัดของกาลเวลา

เชื่อว่าผู้หญิงหลายคนปฎิเสธไม่ได้ว่าการมีร่างกายที่แข็งแรง ที่มาพร้อมกับรูปร่างที่ได้สัดส่วนนั้นเป็นสุดยอดปรารถนาของผู้หญิงทุกคนก็ว่าได้ แม้ทุกวันนี้การออกกำลังกายจะมีให้เลือกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นวิ่ง, ปั่นจักรยาน, ตีเทนนิส หากก็มีกีฬาอีกชนิดหนึ่ง ที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตติดลมบนของกลุ่มสาว ๆ นั่นก็คือ ‘โยคะ’

ศาสตร์และศิลป์ที่ผสานกันได้อย่างลงตัว

การเคลื่อนไหวร่างกายในลักษณะซ้ำ ๆ ใช้กำลังของกายในการขับเคลื่อน เพื่อให้ชีพจรและหัวใจเต้นแรงนั้นคือกีฬา หากสำหรับโยคะแล้ว หัวใจหลักอยู่ที่การยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้สอดคล้องกับลมหายใจ ‘โยคะ’ ถือกำเนิดในประเทศอินเดีย เมื่อหลายพันปีก่อน โดยกลุ่มผู้ชายที่เรียกตัวเองว่า ‘โยคี’ ส่วนผู้หญิงเรียกว่า ‘โยคินี’ ผู้สอนเรียกว่า คุรุหรือครู ประเทศทางตะวันตกได้นำศาสตร์ของโยคะ มาดัดแปลงเป็นการออกกำลังเรียกว่า ‘Hatha-Yoga’ ที่เป็นอีกแขนงหนึ่งของการฝึกโยคะ ที่เน้นความแข็งแรง ความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังเป็นหลัก การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างแช่มช้า เพื่อให้สอดคล้องกับลมหายใจเข้าออกนั้น เป็นการรวมกายรวมจิต ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

โยคะคือการวอร์มร่างกายก่อนลงสนามจริง

ในปัจจุบันนักกีฬาหลายคนเลือกโยคะเป็นการวอร์มร่างกายของตนเอง ก่อนลงสนามแข่งขันจริง โยคะช่วยทำให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ไม่ติดขัด สร้างความยืดหยุ่นให้ร่างกาย แถมยังลดอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย นอกจากเตรียมความพร้อมของร่างกายแล้ว โยคะยังช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูร่างกายที่เมื่อยล้าได้อีก หลังเกมการแข่งขันอันหนักหน่วง นักกีฬาย่อมอยู่ในภาวะของความกดดันเสมอ ‘ศาสตร์ของโยคะ’ ได้เข้ามาช่วยผ่อนปรนให้ทุกอย่างคลายลง การกำหนดลมหายใจเข้าออกขณะฝึกโยคะนั้น ยังทำให้เกิดสมาธิ ทำให้นักกีฬาลดความวิตกกังวลขณะทำการแข่งขัน เมื่อจิตถูกฝึกให้นิ่ง ย่อมส่งผลให้ควบคุมสถานการณ์ต่อเกมได้ดีอีกด้วย  

สายเบิร์นกับกีฬาโยคะ

ทุกวันนี้โยคะถูกนำมาประยุกต์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองมากขึ้น จะเห็นได้ว่าสถานที่ฝึกโยคะนั้นมีมากมายเสียเหลือเกิน จุดมุ่งหมายของคนฝึกก็แตกต่างกันออกไปอีกด้วย บางคนเล่นเพื่อให้เข้ากับเทรนด์ บางคนเพื่อทำให้ร่างกายลดอาการเจ็บปวดจากโรคออฟฟิศซินโดรม หากก็มีบางคนที่ต้องการเล่นโยคะเพื่อ ‘ลดความอ้วน’ แล้วทำได้จริงหรือ? เรามาดูกันว่ามีเหตุผลข้อไหนบ้าง ที่ทำให้โยคะช่วยสลายไขมันส่วนเกินได้มั่ง

1.ท่างู เป็นท่าที่ช่วยลดไขมันหน้าท้อง กระชับกล้ามเนื้อท้องและหลังได้เป็นอย่างดี

2.ท่าเรือ เป็นท่าลดไขมันหน้าท้องโดยเฉพาะ จากการเกร็งกล้ามเนื้อท้องขณะยกปลายขาทั้งสองข้างขึ้นตั้งฉาก 45 องศา

3.ท่าโลมา ช่วยกระชับต้นแขนให้แข็งแรง ลดอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อแผ่นหลัง

4.ท่าท่อนไม้ เรียกได้ว่าเป็นท่าโยคะที่ใช้พลังแขน ขา ไหล่อย่างมาก จากการนอนคว่ำหน้า เท้าชิดกัน ค่อย ๆ ดันลำตัวขึ้นจากพื้น ให้ตัวขนานกับพื้น ใช้มือและเท้ารับน้ำหนักไว้ทั้งหมด ท่านี้ช่วยกระชับกล้ามเนื้อแขนและขา เป็นอย่างดี

5.ท่าตรีโกณ ช่วยบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน ช่วยกระชับน่องไม่ให้หย่อนคล้อยอีกด้วย

จากที่แนะนำมา เป็นเพียงไม่กี่ท่าสำหรับการเล่นโยคะเท่านั้น หากยังมีท่าอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ช่วยกระชับกล้ามเนื้อให้เข้าที่ การลดน้ำหนักไม่ใช่ทำได้เพียงแค่ไม่กี่คืน หากต้องอาศัยวินัยในการกินเข้ามาประกอบด้วย แล้วรูปร่างดี ๆ ก็จะเป็นของคุณเอง

ความมหัศจรรย์ของลูกเหล็ก กีฬาเปตอง…กีฬาวิเศษสำหรับคนหลายวัย

เมื่อคิดถึงกีฬาที่ต้องใช้สมาธิในการเล่นอย่างสูง ทำให้นึกถึง ‘กีฬาเปตอง’ ขึ้นมาทันที เปตองเป็นเกมกีฬาที่อาศัยการคิด การคาดคะเน และคำนวณระยะให้ได้อย่างแม่นยำ แน่นอนสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการพัฒนาด้านสติปัญญาและจิตใจของผู้เล่นไปพร้อมกัน เพราะคุณต้องใจจดในจ่อกับลูกเหล็กกลม ๆ ที่อยู่ตรงหน้า มีหลายกรณีศึกษาที่ใช้กีฬาเปตองบำบัดอาการสมาธิสั้นของเด็ก

ต้นกำเนิดของกีฬาเปตอง และความเป็นมาโดยสังเขป

สันนิษฐานกันว่าเกิดขึ้นที่ประเทศกรีก เมื่อราว 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช วิธีเล่นก็ใช้ก้อนหินรูปทรงกลมโยนใส่กัน เพื่อทดสอบความแม่นยำ ตราบจนอาณาจักรโรมันเรืองอำนาจก็ได้แผ่อิทธิเข้าสู่ประเทศฝรั่งเศส และได้นำวิธีการเล่นชนิดนี้เข้าสู่ดินแดนทางตอนใต้ของฝรั่งเศสด้วย เรียกว่า ‘การเล่นลูกบูล’ ทำให้นิยมแพร่หลายในประเทศฝรั่งเศส ต่อมาในยุคกลางของฝรั่งเศส พระเจ้านโปเลียนขึ้นครองอำนาจ พระองค์ทรงประกาศให้การเล่นลูกบูลเป็นกีฬาประจำชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เล่นกัน เกมลูกบูลจึงถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดฝรั่งเศส จึงได้ก่อตั้ง ‘สหพันธ์เปตองและโปรวังซาล’ ในปี ค.ศ 1938 หลังจากนั้นจำนวนสมาชิกก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ลูกบูลที่ใช้เล่นก็ถูกพัฒนาให้เป็นโลหะผสมเหล็กกล้า ข้างในมีลักษณะกลวง ความนิยมได้เผยแผ่ไปทั่วประเทศฝรั่งเศสและอาณานิคมของฝรั่งเศสอีกด้วย เกมการเล่นลูกบูลแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

1.ลิโยเน่ส์

2.โปรวังซาล (คือการวิ่ง 3 ก้าวแล้วโยนลูกบูล)

3.เปตอง (ที่นิยมเล่นในปัจจุบัน)

กีฬาเปตองเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร

ผู้ที่นำกีฬาเปตองเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยคนแรกคือ คุณจันทร์ โพยหาญ เมื่อปี พ.ศ 2518 ตอนแรกไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก จนกระทั่งได้นำเข้าเอาอุปกรณ์และวิธีการเล่นไปแนะนำให้แก่ฝ่ายข้าราชการ จึงเริ่มเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ 2519 จึงได้ก่อตั้ง ‘สมาคมเปตองแห่งประเทศไทย’ ขึ้นมา

เปตองเป็นยาวิเศษสำหรับของฉัน

เป็นพระราชดำรัสของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่าของพสกนิกรชาวไทย พระองค์ทรงโปรดกีฬาเปตองเป็นอย่างยิ่งและเล่นกีฬาเปตองเป็น ครั้นเมื่อเสด็จเยี่ยมราษฎรตามถิ่นชนบท ยังโปรดให้ข้าราชบริพารและประชาชนทั่วไป ได้ร่วมเล่นอย่างไม่ถือพระองค์ ด้วยพระประสงค์ที่ต้องการให้กีฬาเชื่อมความสามัคคี จึงได้พระราชทานกีฬาชนิดนี้ให้แก่ประชาชนชาวไทย เพื่อใช้สำหรับออกกำลังกายและการแข่งขัน นอกจากนั้นพระองค์ยังได้ทรงส่งเสริมกีฬาเปตองให้แผ่หลายภายในประเทศอีกด้วย นักกีฬาเปตองจึงได้เรียกกีฬาชนิดนี้ว่า ‘กีฬาของสมเด็จย่า’ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงโปรดเกล้าฯ รับสมาคมเปตองแห่งประเทศไทยไว้ในพระอุปถัมภ์ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สหพันธ์เปตองแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี’

เปตองเป็นกีฬาที่ช่วยพัฒนาศักยภาพทางร่างกายและสติปัญญาของผู้เล่น นอกจากนั้นยังช่วยในเรื่องของสมาธิอีกด้วย เปตองจึงเป็นเกมกีฬาที่ต้องใช้ความคิด ทั้งเกมรุกและเกมรับ ปัจจุบันมีการแข่งขันทั้งเดี่ยว และทีมคู่ เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในทุกภูมิภาคของประเทศ

การวิ่งระยะทางไกลที่ต้องใช้หัวใจมาราธอนเท่านั้น

เมื่อการวิ่งได้กลายมากีฬายอดฮิตของใครหลายคน กีฬาที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์อื่นใดให้ยุ่งยากเลยสักนิด นอกจากสองขากับรองเท้าผ้าใบคู่ใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นทำให้คำว่า ‘วิ่งมาราธอน’ เป็นชื่อที่ใครหลายคนเริ่มได้ยินจนคุ้นหูยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น มินิมาราธอน, ฮาล์ฟมาราธอน หรือมาราธอน ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักตำนานของ ‘มาราธอน’ เสียก่อนดีกว่า

จุดกำเนิดของคำว่า มาราธอน

คงต้องเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 490 ปี ก่อนคริสต์ศักราชโน้นกระมัง ในตอนนั้นเกิดสงครามระหว่างอาณาจักรเปอร์เซียและกรีก เมื่อการศึกครั้งนี้เปอร์เซียเป็นฝ่ายปราชัย ทางกรีกจึงได้ส่งนายทหารชื่อ ‘ฟิดิปปิดีส’ เป็นผู้วิ่งนำข่าวดีจากสนามรบที่เมืองมาราธอนไปสู่กรุงเอเธนส์ ตลอดทางเขาวิ่งแบบไม่ได้หยุดพักเลย เมื่อถึงที่หมายจึงตะโกนคำว่า ‘เราชนะแล้ว’ พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่สิ้นสุดลง แม้ในช่วงเวลาต่อมาตำนานเล่าขานนี้ จะไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดมากนัก

เพราะเหตุใดจึงต้องกำหนดเป็น 42.195

จากเรื่องเล่าขานของทหารส่งสารผู้กล้า ‘ฟิดิปปิดีส’ นั้นยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้คนที่ได้รับรู้ และเมื่อประเทศกรีกได้ริเริ่มจัดกีฬาโอลิมปิคขึ้นมาในปี ค.ศ.1896 จึงได้นำการวิ่งระยะทาง 40 กิโลเมตร เข้ามาในมหกรรมกีฬาดังกล่าว เพื่อรำลึกถึงฟิดิปปิดีส ตราบจนเวลาผ่านไปอีก 12 ปี โอลิมปิคครั้งที่ 4 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษก็ได้นำกีฬาวิ่งมาราธอนเข้ามาร่วมด้วย แต่เพิ่มระยะทางจาก 40 กิโลเมตรเป็น 42.195 กิโลเมตร เพื่อให้ผู้เข้าเส้นชัย ได้อยู่ตรงหน้าพระพักตร์ของสมเด็จพระราชินีพอดี หลังจากนั้น ก็ยึดถือตัวเลขที่ 42.195กิโลเมตร เป็นบรรทัดฐานสืบมา

วิ่งมาราธอนในประเทศไทย

การวิ่งมาราธอนครั้งแรกในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี 2528 เรียกกันว่า ‘จอมบึงมาราธอน’ หากครั้งนั้นเป็นการจัดวิ่งแค่ 10 กิโลเมตร เรียกว่าเป็นมินิมาราธอน ทุกวันนี้หากจะเอ่ยชื่อจอมบึงมาราธอนแล้วล่ะก็ ถือว่าเป็นตำนานของการวิ่งมาราธอนของประเทศไทยไปแล้วล่ะ นักวิ่งหลายคนใฝ่ฝันที่จะนำตัวเองเข้าสู่บรรยากาศนั้น สักครั้งหนึ่งของชีวิต แต่หลังจากจอมบึงมาราธอนสิ้นสุดลง ประเทศไทยก็มีการจัดวิ่งมาราธอนขึ้นอีกครั้งในปี 2530 ครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เป็นประเภทมาราธอนเต็มรูปแบบ หรือ 42.195 กิโลเมตร ถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยเลยทีเดียว เรียกการแข่งขันในครั้งนั้นว่า ‘วิ่งลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ’ เป็นการแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับนานาชาติ ในปีนั้นมีทั้งคนไทยและต่างชาติ เข้าร่วมงานกันแน่นขนัด เรียกได้ว่าเรือนแสนเลยทีเดียว เป็นอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์การวิ่งของประเทศไทย

ทุกวันนี้กีฬาวิ่งเพื่อสุขภาพ ถือว่าเป็นเทรนด์ที่มาแรงจริง ๆ จะเห็นได้จากสถิติตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทุกปี หรือแม้แต่การจัดงานวิ่งมาราธอนก็เกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง ไม่ว่าจะทั้งภายในประเทศหรือต่างประเทศ อาจเป็นเพราะกีฬาวิ่งนั้นอาศัยแค่หัวใจแกร่ง ๆ ปอดที่แข็งแรง กับรองเท้าผ้าใบคู่เก่ง ก็พาเราไปก้าวสู่ความรู้สึกใหม่ ๆ ของชีวิตได้แล้ว แล้วคุณล่ะ…วันนี้ได้พาหัวใจตัวเองออกไปวิ่งบ้างหรือยัง?