ส่องสินสอดคู่รักดาราที่แพงเว่อร์ เกิน 100 ล้าน! ในประเทศไทย

เป็นเรื่องราวดราม่ามาแรงกันตั้งแต่ต้นปี 2561 สำหรับกรณีคู่รัก พิชญะ นิธิไพศาลกุล-อุษามณี ไวทยานนท์ ที่ฝ่ายชายออกมาประกาศยุติความสัมพันธ์เมื่อปลายปี 2560 ด้วยประเด็นที่ว่าแผลเก่าจาก 10 ปีที่แล้ว สรุปเรื่องได้ความว่า เป็นเรื่องราวของเงินสินสอด 70-80 ล้านบาท ที่แม่ของฝ่ายหญิง และแน่นอนเมื่อฝ่ายหญิงออกมาพูด ก็เรียกได้ว่า เทปคนละม้วนเลยทีเดียว ถ้าคิดว่าค่าตัวที่คุณแม่ของขวัญ อุษามณี นั้นเรียกว่า “เยอะแล้ว” วันนี้เราชวนอ่านกันเพลิน ๆ กับ คู่รักดารา ที่มีสินสอดแพงมากเว่อร์ 100 ล้านบวก จะมีคู่ไหนบ้าง อยากให้ติดตาม

เชน ธนา –  เจมส์ กณิการ์ ขอเริ่มที่คู่นี้เลย อดีตบอยแบรนด์หนุ่มวง Nice To Meet You เชน- ธนา ลิมปยารยะ ที่ปัจจุบันกลายเป็นนักธุรกิจร้อยล้าน เจ้าของแบรนด์ “เชน ธนา ซัพพลีเมนต์”  และแฟนสาว เจมส์ กณิการ์ ภูศรี รองอันดับหนึ่งจากเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ เรียกได้ว่าเป็นงานแต่งที่สร้างเสียงฮือฮาและยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ต้นปี 2560  เพราะหนุ่มเชน แบกสินสอดมูลค่าอลังการกว่า 168 ล้านบาท แต่งงานกับสาวเจ้าในวันที่ 14 มกราคม 2560 ณ โรงแรม แบงค็อกแมริออท มาคีส์ ควีนส์ปาร์ค โดยสินสอด 168 ล้านบาท ประกอบด้วย เรือนหอมูลค่ากว่า 147 ล้านบาท เงินสดมูลค่ากว่า 8,888,888 ล้านบาท แหวนเพชร 2 กะรัต มงกุฎเพชร 25 กะรัต ทองคำแท่ง และเครื่องเพชรมูลค่า เกือบ 3 ล้าน

ชมพู่ อารยา น็อต วิศรุต ดาราสาวขวัญใจมหาชนและทายาทนักธุรกิจหมื่นล้าน โดยงานแต่งของทั้งสอง จัดขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤกษาคม 2558  เจ้าบ่าวแห่ขันหมากอย่างอลังการงานสร้าง ด้วยรถเบ๊นซ์ รุ่น BENZ S300 จำนวน 10 คัน ไปยังโรงแรม เดอะ เพนนินซูล่า บางกอก คับคั่งไปด้วยเพื่อนดาราและแฟน ๆ ที่คอยติดตาม เรียกได้ว่าเป็นงานแต่งแห่งปี ที่มีคนคอยติดตามมากที่สุด สำหรับสินสอดของงานนี้ เริ่มด้วยแหวนเพชร 8.8 กะรัต ต่างหูเพชร 14 กะรัต เครื่องเพชร 80 กะรัต โฉนดเรือนหอ 60 ล้านบาท พร้อมด้วยเงินสอดและทอง อีกจำนวนหนึ่ง ที่สร้างความฮือฮา คือชุดของสาวอารยาที่มูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท

ตั๊ก บงกช เจ้าสัวบุญชัย ดาราสาวสุดเซ็กซี่ กับเจ้าสัวหนุ่มใหญ่ คู่รักต่างวัย ที่มาเร็วเคลมเร็ว เป็นรักสั้น ๆ แต่เจ้าสัวบุญชัยก็ทุ่มเทและจริงจังกับสาวตั๊ก ทั้งคู่ตัดสินใจเข้าประตูวิวาห์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2556 ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล เป็นอีกหนึ่งคู่ที่ค่าสินสอด ถูกพูดถึงมากที่สุด เพราะรวม ๆ กันแล้ว 200-300 ล้านเลยทีเดียว เรียกว่าทุ่มไม่อั้น โดยสินสอดประกอบด้วย แหวน 2 วง วงละ 1 กะรัตที่พิถีพิถัน สั่งทำพิเศษเป็นลายบัว มูลค่า 2 ล้านบาท เช็คเงินสด 100 ล้านบาท และ เรือนหอในย่านวัชรพล

                ส่วนในปี 2018 นี้ ก็มีดาราอีกหลายคู่ ที่กำลังจะหมั้นหมาย แต่งงานกัน แฟนคลับแบบเราก็คงต้องติดตามรอลุ้น ความอลังการของงาน และจำนวนสินสอดของแต่ละคู่ สุดท้ายก็ขออวยพรให้ทุกคู่รักกันยืนยาว ดูแลกันและกันตลอดไป

นำเทรนด์พื้นที่สีเขียว ต้นแบบ “สวนสาธารณะลอยน้ำ” แห่งแรกของไทย

ปัญหาเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่สถาบันต่าง ๆ ตระหนัก ให้ความสำคัญ และช่วยกันหาไอเดียสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าแก้ปัญหาดังกล่าว ล่าสุดก็เพิ่งมีงาน “Bangkok Design Week 2018: The New-ist Vibes ออกแบบไปข้างหน้า” จัดไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2561 โดยศูนย์ TCDC งานดังกล่าวจัดกระจายตามย่านสำคัญของกรุงเทพฯ ได้แก่ เจริญกรุง คลองสาน พระราม1 และสุขุมวิท รวบรวมไอเดียออกแบบล้ำนำสมัย ที่ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์พลังงานไว้เยอะทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น พาวิเลียนจากพลาสติกรีไซเคิล ตลาดปล่อยแสง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีไอเดียเด็ดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ต้นแบบ “สวนลอยน้ำ” หรือสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งแรกของไทยนั่นเอง

เปิดไอเดีย ยศพล บุญสม ดึงเรือขนส่งทราย สู่สวนลอยน้ำ 

สวนลอยน้ำ (Floating Park) เป็นผลงานของคุณ ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกจากบริษัท ฉมา จำกัด เจ้าของรางวัลจากงาน World Architecture Festival 2016 ณ เยอรมนี โดยออกแบบจากการตระหนักเกี่ยวกับปัญหาสร้างพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ จึงหยิบเอาเรือขนทราย มาเป็นคีย์หลักสำคัญในการสร้างสวนลอยน้ำครั้งนี้ เนื่องจากเรือขนทราย มีความผูกพันกับวิถีชีวิตริมน้ำเจ้าพระยา ที่เราเห็นกันชินตา แต่ก็ค่อย ๆ ถูกลืมเลือน เขาจึงหยิบสองสิ่งนี้มาเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างเป็นพื้นที่ใหม่ ซึ่งอนาคตนอกจากจะเป็นสวนแล้วอาจจะทำอย่างอื่นได้อีกด้วย เรือดังกล่าวถูกบรรทุกสวนที่เต็มไปด้วยพืชพรรณต่าง ๆ ทำให้เราเห็นภาพสวนสาธารณะบนเรือต้นแบบอย่างชัดเจน โดยแบ่งโซนบนเรือออกเป็น 4 ส่วนได้แก่ สวนคนเมือง โดยใช้กลุ่มพืชสมุนไพรในการปลุก, สนามเด็กเล่นที่มีทรายเป็นส่วนประกอบ, ห่วงยางที่ได้รับการออกแบบ อย่างมีสไตล์และเป็นร่มเงา และส่วนของการจัดแสดงภาพ สามารถเข้าชมได้ครั้งละ 30-40 คนต่อรอบ อนาคตพร้อมจะต่อยอดสวนสาธารณะโดยอาจจะทำเป็นห้องสมุด ป่าลอยน้ำ สนามกีฬา เป็นต้น

 พื้นที่สีเขียวของคนกรุงเทพฯ ที่ไหนน่าไปบ้าง ?

                สำหรับใครที่ชอบวิ่งชิลล์ ๆ รักความสดชื่น เติมเต็มอากาศบริสุทธิ์ให้ปอด วันนี้เราก็มีพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะมาแนะนำกัน ที่แรก
สวนจตุจักร
เดินทางง่าย ๆ ใกล้ BTS หมอชิต และ MRT จตุจักร พื้นที่กว้างเหมาะสำหรับเดินและวิ่ง เปิดทั้งวัน แถมตอนเย็นบริเวณด้านหลังยังมีตลาดนัดจตุจักรและตลาดนัดเจเจกรีน

สวนลุมพินี สวนสาธารณะแห่งแรกในไทย ใกล้ MRT ลุมพินี ที่นี่จะอเนกประสงค์หน่อย ๆ มีกิจกรรมให้ทำเพียบ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่

สวนรถไฟ หรือ สวนวชิรเบญจทัศ ใกล้ ๆ กับสวนจตุจักร พื้นที่ใหญ่กว่า 375 ไร่ ฮิตมาก ๆ ผู้คนนิยมไปวิ่งและปั่นจักรยานตลอดทั้งวัน ถ้าใครชอบบรรยากาศสดชื่นแบบนี้ แถมได้ถ่ายรูป ให้อาหารกระรอกด้วย ก็ลองไปดูนะ

นับวันโลกใบนี้ยิ่งเต็มไปด้วยตึกละฟ้า ถนนลอยฟ้า ทุกอย่างทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้มนุษย์ทั้งนั้น อย่าพูดถึงต้นไม้เลย แค่ต้นหญ้าน้อย ๆ ยังหาได้ยาก จะดีกว่าไหมถ้าเรามาช่วยกัน คืนพื้นที่สีเขียวให้โลกบ้าง ช่วยกันคนละบ้าน ปลูกต้นไม้ไว้บ้านคนละต้น ใครอยู่คอนโดก็เป็นไม้กระถางเล็ก ๆ ก็ได้ เท่านี้ต้นไม้จะคืนโอโซนให้เราด้วย

 “เสือดำ” ความสวยงามของทุ่งใหญ่ ที่ไม่มีใครเคยรู้

เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่หวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อ CEO ใหญ่ อิตาเลียนไทย “เปรมชัย กรรณสูตร” และพรรคพวกรวม 4 คน ถูกรวบตัวบริเวณแคมป์ที่พักกลางป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมา โดยของกลางที่พบเจอในที่เกิดเหตุได้แก่ อาวุธปืนไรเฟิล ปืนลูกกรด ปืนลูกซอง พร้อมลูกกระสุนสภาพพร้อมใช้อีกจำนวนมาก และสิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกสายตามากที่สุดก็คือ ซากเสือดำ ที่ถูกถลกหนังเรียบร้อย พร้อมแช่เกลือ ซากเก้ง และไก่ฟ้าหลังเทา คดีดังกล่าว ท้าทายจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์ป่าทุกหน่วยงาน ตลอดจนกฎหมายทุกมาตรา จนถึงตอนนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และถูกจับตาจากชาวโซเชียลว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นไร จะมีความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับเจ้าเสือดำและสหายสัตว์ป่าไหม

                “เสือดำ” ราชาแห่งสัตว์ป่าที่งดงาม ในกรณีดังกล่าวที่ทำให้ชาวโซเชียลลุกฮือ และสิ่งถูกพูดถึงมากที่สุด เป็นที่กล่าวขานมากที่สุด ก็คงจะเป็นซากของเสือดำ ที่ถูกชำแหละลอกหนังทาเกลือออกมาเสร็จสรรพ แถมยังยัดเก็บไว้ในถุงกระสอบพร้อมขนย้าย กลายเป็นภาพน่าสลดหดหู่มากเลยทีเดียว อันที่จริงการถูกไล่ล่าเกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะความเชื่อว่า “เสือดำ” นำพามาซึ่งอำนาจบารมี ความน่าเกรงขาม น่าเคารพนับถือ ตลอดจนเครื่องในของมัน ที่เชื่อว่าสามารถเป็นยาบำรุงได้

เสือดำ เป็นสัตว์กินเนื้อตระกูลเสือและแมว มีลักษณะสีดำตลอดทั้งตัว ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในเม็ดเลือดสีเมลานิซึม ส่งผลให้มีสีดำตลอดทั้งตัว (ซึ่งความจริงมีลายจุดแต่ว่าต้องโดนแสงแดด) สามารถเกิดได้กับเสือหลายชนิด อาทิเช่น เสือดาว เป็นต้น การกำเนิดของเสือดำนั้นถือว่ายากมาก สมมุติว่า เสือดาวหรือเสืออื่น ๆ มีลูก 3-4 ตัว จะคลอดมาเป็น สีดำเพียง 1 เท่านั้น ส่งผลให้จำนวนของเสือดำมีไม่มากนัก ลูกเสือดำมักจะเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว ไม่ค่อยอยู่รวมฝูงกับลูกเสือดาวตัวอื่น จึงทำให้เป็นจุดอ่อนและโดนล่าได้ง่าย สำหรับประชากรเสือดำในปัจจุบัน องค์กร WCS เปิดเผยว่า ในโซนเอเชียมีประมาณ 1,000-1,500 ตัว และในประเทศไทยมีเสือดำเพียง 350 ตัวเท่านั้น ก่อนที่จะเป็นเรื่องฮือฮาตอนในตอนนี้ ขอพาย้อนกลับไปในปี 2521 ก็มีข่าวคราวฮือฮา เมื่อมีคนพบเห็นเสือที่ ย่านมักกะสัน กรุงเทพฯ สร้างความแตกตื่นและหวาดกลัว ให้คนที่อยู่แถวนั้นมาก จนถูกตั้งสมญานามว่า “เสือดำมักกะสัน” แต่ต่อมาก็ถูกเจ้าหน้าที่ ไปปล่อยไว้ที่ห้วยขาแข้ง ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ขึ้นในปีนี้ ย้อนไปเมื่อปลายปี 2561 เราก็ได้เห็นคลิปวิดีโอ เสือดำถูกปล่อยออกมาสู่สายตา ซึ่งแสดงให้เห็นความสมบูรณ์ของผืนป่าแถบนี้ได้เป็นอย่างดี

วิกฤตค่าฝุ่น PM 2.5 !! ป้องกันตัวเองอย่างไรดี?

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทุกคนในกรุงเทพฯ ก็ต้องประหลาดใจ เมื่อตื่นขึ้นมา ก็พบว่าหมอกลงกลางกรุงเทพฯ ซะอย่างนั้น แต่แล้วทุกคนก็ต้องเผชิญข่าวใหญ่ที่ค่อนข้างน่าสะพรึง เมื่อควันจาง ๆ ที่ทุกคนคิดว่าเป็นหมอก  กลับกลายเป็นสภาพฝุ่นละอองที่มี ค่า PM เกิน 2.5 ซึ่งเกิดจากอากาศเย็น ความชื้นสูง ทำให้ฝุ่นละอองเกิดขึ้นได้ง่าย และเป็นอันตรายต่อร่างกาย อาจจะสะสม ส่งผลให้เป็นโรคปอด โรคระบบทางเดินหายใจได้

ค่าฝุ่นเกิดมาตรฐาน  2.5 อันตรายอย่างไร?  

ก่อนอื่นเราจะมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 คือ ฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากถึงที่สุด มีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นผมของคนเรา ถึง 25 เท่าเลยทีเดียว แค่ปกติฝุ่นธรรมดาเราก็แทบจะมองไม่เห็น และเป็นอันตรายต่อปอดกันอยู่แล้ว พอยิ่งเล็กกว่าเดิม โอกาสที่จะเข้าปอดของเราก็ยิ่งมากขึ้นอีกหลายเท่า เรียกได้ว่าอันตรายมาก ๆ ซึ่งถ้าถามว่าฝุ่นภาวะฝุ่นเล็กขนาดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ก็ต้องตอบว่ามลพิษทางอากาศแบบนี้ เกิดขึ้นจากชีวิตประจำวันของมนุษย์เรานี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น การจราจร ควันเสียจากรถรา ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม การเผาขยะฯลฯ ประกอบกับเกิดสภาพอากาศนิ่ง ไม่มีลมและชั้นอากาศที่ผกผันใกล้พื้นดิน ทำให้สภาพอากาศเป็นพิษสะสมในปริมาณมาก ส่วนมากจะพบในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน แต่ครั้งนี้ก็น่าแปลกเพราะค่าฝุ่น PM 2.5 ครั้งนี้แลดูจะร้ายแรงกว่าทุกครั้ง จนเป็นข่าวใหญ่โต สร้างความตระหนกไปทั่ว บอกได้เลยว่า ค่าฝุ่นละออง 2.5 นี้ ส่งผลต่อสุขภาพไปในทางที่ไม่ดีอย่างแน่นอน เพราะมันจะผ่านเข้าสู่จมูก โพรงจมูก ลำคอ หลอดลม และเข้าไปสู่ปอด และถุงลมแบบง่ายดาย ซึ่งอาการในเบื้องต้นที่เกิดขึ้นคือ จาม ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจติดขัด และถ้าสะสมมาก ๆ ก็จะนำไปสู่โรคทางเดินหายใจต่าง ๆ อาทิ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โรงมะเร็งปอด ภูมิแพ้ หอบหืด เรียกได้ว่าเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ อาจจะส่งผลต่อระบบประสาท อาเจียน และช็อคได้

ฝุ่นละอองค่า PM เกิน 2.5 หน้ากากธรรมดา ไม่สามารถป้องกันได้

สำหรับการป้องกันค่าฝุ่นดังกล่าวของโฟกัสหนักในเรื่องของหน้ากาก เพราะมีกระแสออกมาว่า หน้ากากธรรมดา กรุงค่าฝุ่นได้แค่ระดับ 3 เท่านั้น นั่นทำให้ไม่สามารถป้องกันค่าฝุ่น 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทางที่ดีควรใช้หน้ากากกรองฝุ่นรุ่น R95 สามารถป้องกันได้ฝุ่นน้อยกว่า ค่า 2.5 – 0.3 ก็สามารถ หรืออีกทางหน้ากากกรองอนุภาคไฟฟ้าสถิต ซึ่งสามารถป้องกันฝุ่นที่มาขนาดเล็กว่า PM 0.3 ได้ นอกจากนี้แนะนำให้ล้างมือล้างไม้ให้สะอาด ดื่มน้ำบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย การทำงานหนักก่อนออกนอกบ้าน หรือถ้ามีอาการผิดปกติ ก็ควรจะพบแพทย์ เพื่อไม่ให้ทุกอย่างสายเกินแก้

แท็กซี่ Ok ทางเลือกในการเดินทางของคนยุคใหม่ ไฉไลกว่าเดิม         

                นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะ (ที่ชอบนั่งแท็กซี่เป็นพิเศษ) เมื่อกรมขนส่งทางบก เปิดตัวโครงการ Taxi OK และ Taxi VIP ไปเมื่อกลางที่แล้ว และดูจะไปได้สวยเลยทีเดียว โดยคอนเซ็ปต์คร่าว ๆ ของโครงการดังกล่าวคือ ยกระดับแท็กซี่ให้ดีกว่าเดิม ติด GPS ทุกคัน และมั่นใจว่าคนขับจะไม่ปฏิเสธผู้โดยสารอย่างแน่นอน นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว แถมเป็นการจัดระเบียบพี่แท็กซี่ไทยด้วย

Taxi OK  และ Taxi VIP เป็น 2โครงการที่กรมขนส่งทางบก เปิดตัวเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2560 มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพของแท็กซี่ไทยให้เหนือกว่าเดิม รวมทั้งนำเทคโนโลยีมาสร้างความเป็นระเบียบในการจัดการบริหารรถ ผู้ใช้บริการนั่งแท็กซี่อย่างมีความสุขและจ่ายค่าโดยสารอย่างถูกต้องตามอัตรา และที่โดดเด่นน่าสนใจก็คือ เจ้าตัว Taxi OK  จะมีแอปสำหรับเรียกบริการเหมือนกับ Grab และ Uber อีกด้วย โดยค่าเรียกก็อยู่ที่ 20 บาท ไม่รวมกับค่าโดยสาร ส่วนเรื่องค่าโดยสารก็ไร้กังวล คิดเรทราคาปกติ เริ่มต้นที่ 35 บาท เหมือนแท็กซี่ทั่วไป ไม่แพงเว่อร์

ความโดดเด่นของ  Taxi OK อยู่ตรงที่รถที่เข้าร่วมโครงการทุกคัน จะถูกติดตั้ง GPS Tracking (แบบ Real Time) ซึ่งจะช่วยสร้างความแม่นยำในด้านเส้นทาง ป้องกันปัญหาการโดนโกงมิเตอร์ ขับพาอ้อม หลงทาง, อุปกรณ์แสดงตัวคนขับ ว่าเป็นใครมาจากไหน ไม่ใช่แท็กซี่ปลอม, ระบบกล้องถ่ายภาพในรถแบบ Snap Shot ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในผู้โดยสารและคนขับ,ระบบฉุกเฉินที่สามารถส่งของข้อมูลไปยังศูนย์ช่วยเหลือได้ทันที นอกจากนี้ความพิเศษของแท็กซี่โอเคก็คือ ไฟที่แสดงสถานะว่าว่างหรือไม่ว่าง จะถูกแสดงเป็น “สีเขียว” แทนสีแดง แตกต่างจากแท็กซี่ปกติ ด้านบนจะมีป้ายติดเสริมว่า “TAXI OK” แต่สิ่งที่ทุกคนรอคอยก็คือ Taxi OK จะไม่ปฏิเสธผู้โดยสารอย่างแน่นอน ซึ่งตั้งแต่เปิดโครงการมาก็ถือว่ามีคนให้ความสนใจไม่น้อย และได้กระแสตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการเลยทีเดียว ส่วน Taxi VIP จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ใช้บริการ รถที่ถูกนำมาขับขี่จะมีมาตรฐานสูงกว่าแท็กซี่ทั่วไป ประกอบกับอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ที่มีความครบครัน อาทิ Wi-Fi, นิตยสาร เบาะที่นั่งสบายกว่าเดิม ฯลฯ แต่ก็อาจจะมีค่าโดยสาร ที่แพงกว่าแท็กซี่ทั่วไปนิดหน่อย

หลังเปิดโครงการไม่นาน กลุ่มแท็กซี่บางกลุ่ม ไม่เอาแท็กซี่ OK

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าผู้โดยสารจะชอบ Taxi Ok แต่กลับกลายเป็นว่ามี “คนขับแท็กซี่” บางกลุ่ม ที่ไม่สนับสนุน แท็กซี่โอเค เนื่องจากอ้างว่าค่าติดตั้ง GPS มีราคาสูง ขั้นตอนการเข้าโครงการมีความยุ่งยาก ไม่น่าสนใจ หรือในการทางกลับกัน การติด GPS อาจจะส่งผลต่อค่าบริการ หรือความยุ่งยากในการในเลือกเส้นทางเดินรถ จึงทำให้แท็กซี่บางกลุ่มไม่ชอบ และปฏิเสธที่จะไม่ร่วม ก็จะต้องดูทางกรมขนส่งว่าจะมีมาตรการอย่างไรต่อไป

ระบาดหนัก!! โรคพิษสุนัขบ้า รัฐบาลออกเตือนคนทั่วประเทศ

สื่อรายงานว่า พบผู้ติดเชื้อโรค โรคพิษสุนัขบ้า 2 คน ที่ จ.สุรินทร์ และ จ.สงขลา ซึ่งถูกลูกสุนัขกัดเป็นแผลเล็กน้อย แต่ไม่ได้พบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้ป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

Continue reading