เตรียมความพร้อมรับมือนักช้อปปลายปี สินค้าดี ๆ จะคว้ามาอย่างไร

อีกแค่ไม่กี่วันก็จะเข้าก้าวเข้าสู่ช่วงเทศกาลต้นรับปีใหม่ ใครที่วางแผนอะไรไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วยังไม่ได้เริ่มก็ควรเริ่มลงมือทำได้แล้ว เพราะเวลาในแต่ละปีมันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียจริง ส่วนใครที่ลงมือทำแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จก็ไม่ต้องกดดันตัวเองแค่เพียงได้เริ่มก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว

เมื่อช่วงเทศกาลปีใหม่กำลังจะเดินทางมาถึง นั้นแปลว่าเทศกาลส่งท้ายปีเก่าก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นเช่นกัน และเชื่อได้ว่าช่วงเวลาส่งท้ายปี คือ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่หลาย ๆ คนกำลังรอคอย ไม่ใช่ตื่นเต้นเพราะจะได้หยุดยาว ไม่ใช่ตื่นเต้นที่จะได้เลี้ยงฉลองสังสรรค์กับเพื่อน ๆ แต่มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าสำหรับหนุ่มสาวนักช้อป คือ มันเป็นช่วงเวลาแห่งการลดราคาสินค้าแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ส่งท้ายปี ใครที่จับจอง จ้องมอง สินค้าตัวไหนไว้และยังไม่มีทุนทรัพย์ที่จะซื้อมาตลอดปี ก็มักจะรอคอยช่วงเวลาแบบนี้กันทั้งสิ้น

จะเห็นได้ว่าปลายปีเมื่อใด สินค้าส่วนใหญ่ก็จะเริ่มลดราคาหลากหลายประเภท ทั้งของถูกของแพง ขายเหมาขายปลีก มีให้เลือกสรรอย่างต่อเนื่อง ช่วงปลายปีจึงเป็นช่วงระยะเวลาสวรรค์ของนักช้อปทั้งหลายแต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมีโอกาสได้ของดีราคาถูกเสมอไป เพราะยิ่งของราคาถูกมากเท่าไรนักช้อปมักจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น บางคนก็ช้อปเพื่อนำไปใช้เอง แต่บางคนก็จะมาในรูปแบบของนักช้อปพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ซื้อในราคาถูกเพื่อนำไปขายในราคาแพง หรือบางคนไม่ได้ซื้อไปขายแต่รับฝากรับหิ้วก็มีไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้น หากคุณคือ นักช้อปสินค้าลดราคาตัวจริง จำเป็นต้องมีวิธีการรับมือสำหรับการปะทะกับนักช้อปท่านอื่น เพื่อช่วงชิงสินค้าดีราคาถูกให้ทันเวลา

1. ท่องโลก Social อย่าให้ขาด

เรื่องนี้คิดว่าคงไม่ยากเกินความสามารถ เพราะหลายคนคงจะมีโลกโซเชียลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ปัจจุบันมีเพจที่คอยแจ้งเตือนเกี่ยวกับสถานที่ หรือสินค้าที่ลดราคาเกิดขึ้นอย่างมากมาย ถ้าไม่อยากพลาดโอกาสและมานั่งเสียดายในภายหลัง จงไปกดถูกใจ กดติดตาม เพจเหล่านั้นให้มาก ๆ ยิ่งกดมากเท่าไรยิ่งมีโอกาสรับรู้มากกว่าคนอื่นอย่างแน่นอน และสำหรับบางคนที่ไม่ชอบติดตามโลกโซเชียล ก็ลองหันมาสนใจดูบ้างเผื่อจะมีโอกาสได้ของดีราคาถูกแบบไม่ได้ตั้งใจ

2. เลือกตั้งแต่อยู่ที่บ้าน

เมื่อใดที่เจอสถานที่และทราบวันเวลาในการเปิดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ที่แน่นอนแล้ว ต้องเตรียมตัวให้พร้อม อยากได้สินค้าอะไร แบบไหน ให้เลือกเอาไว้ตั้งแต่ที่บ้านเลย เมื่อไปถึงให้พุ่งตรงไปหาสิ่งที่อยากได้อย่างรวดเร็ว จะได้ไม่เสียเวลาในการเลือก เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะสินค้าลดราคาบางชนิดมักมีจำนวนจำกัดและถ้ายิ่งลดราคามากก็ยิ่งมีคนต้องการมากเช่นกัน

3. ศึกษาดี ไม่เสียเวลา

แน่นอนว่าที่ใดมีของเซลล์ ที่นั้นย่อมมีนักช้อป คนจำนวนมากมายมหาศาลจะไปรวมตัวกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ถ้าคิดจะไปเป็นส่วนหนึ่งของการช้อปในครั้งนั้นแล้วละก็ ต้องเริ่มต้นจากการวางแผนที่ดี ศึกษาเส้นทางที่ง่ายและสะดวกในการเดินทาง เผื่อระยะเวลาสำหรับการจราจรที่คับคั่ง ถ้าจะให้ดีควรมีการวางแผนสำรองสำหรับการเดินทางด้วยเพราะสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ

ดังนั้น ขอให้หนุ่ม ๆ สาว ๆ นักช้อปไม่ว่าเป็นจะมือเก่า มือใหม่ มืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น นำเกร็ดเคล็ดลับในการเตรียมความพร้อมสำหรับการช้อปสินค้าลดราคาปลายปีไปปรับใช้ เพื่อที่จะไม่พลาดโอกาสในการได้ของดีราคาถูก เพราะปลายปีมีครั้งเดียว โอกาสดี ๆ ของนักช้อปจึงมีไม่มาก จงอย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปเตรียมตัวเตรียมใจและออกตามหาสิ่งที่อยากได้ไปด้วยกัน

 

ภูมิใจแค่ไหน ที่เกิดบนพื้นแผ่นดินไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เกิดสื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ชนิดหนึ่งบนโลกออนไลน์ ที่ต้องการบอกเล่าเรื่องราวเส้นทางการดำเนินธุรกิจในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีผลประกอบการที่ตกต่ำลง แต่ธุรกิจกลับยังคงได้กำไรอย่างต่อเนื่อง หลายคนคงจะไม่เข้าใจว่าในเมื่อผลประกอบการตกลงแล้วจะเอากำไรมาจากที่ไหน คำตอบที่ได้คือ กำไร ที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้แต่วัดได้จากคุณค่าทางจิตใจ

ธุรกิจดังกล่าว เป็นธุรกิจน้ำผลไม้ที่รับซื้อวัตถุดิบโดยตรงจากเกษตรกร ทั้งยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาและ ส่งเสริมการปลูกผลไม้ เพื่อให้เกษตรกรได้มีรายได้สามารถหาเลี้ยงตัวเองและคนในครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สื่อโฆษณานี้ทำให้ได้ย้อนนึกถึงพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านทรงเคยตรัสไว้ว่า “ขาดทุนคือกำไร” กำไรของพระองค์คือ การให้ ให้พสกนิกรชาวไทยทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอยู่มีกิน มีหนทางในการสร้างรายได้ หากทุกคนได้กินอิ่ม นอนหลับ มีเงินใช้จ่ายที่เพียงพอ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันก็จะลดน้อยลง หรืออาจจะหมดไปในที่สุด

การให้ ถือเป็นแค่เพียงส่วนเล็ก ๆ ที่พระองค์คอยตรัสสอนพสกนิกรทุกคนอยู่สม่ำเสมอ ยังคงมีหลักการดำเนินชีวิต และคุณธรรมอีกมากมายที่ท่านทรงทิ้งไว้ ซึ่งเชื่อได้ว่าไม่มีชาวไทยคนใดที่ไม่คิดถึงพระองค์ท่าน ถ้าจะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่า ไม่มีชาวไทยคนใดที่จะสามารถลืมเลือนพระองค์ท่านออกไปจากหัวใจได้เลยต่างหาก

ทำอย่างไรเมื่อนึกถึงพระองค์ท่าน

คำถามนี้สามารถหาคำตอบได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านคอยตรัส คอยสอน หรือแม้กระทั่งลงมือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ท่านต้องการให้ลูก ๆ ของท่านทุกคนได้ปฏิบัติตาม ขอแค่เพียงได้ทำตามสิ่งที่ท่านสอน แค่นี้ก็ถือว่าเป็นการระลึกถึงท่านได้แล้ว

เราสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ใจต้องการ แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ การเป็นคนดี ท่านคงไม่ได้หวังให้ทุกคนเป็นคนดีเฉพาะเวลาที่นึกถึงท่าน แต่ท่านคงหวังให้ทุกคนประพฤติ ปฏิบัติตัวเป็นคนดีอยู่ตลอดเวลาที่ยังคงมีลมหายใจ เพราะการเป็นคนดี จะสามารถทำให้ชีวิตได้พบเจอกับคำว่าความสุขได้ในทุกรูปแบบ ไม่ต้องรวย ไม่ต้องจน ไม่ต้องมียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ต้องเก่งเหมือนใคร ๆ ก็สามารถเป็นคนดีได้ ทุกคนเกิดมาก็มาแต่ตัววันหนึ่งที่ต้องตายก็เอาไปได้แค่ตัว แต่ความดีที่สั่งสมมา จะยังคงถูกจารึกและจดจำให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้รำลึกถึงตลอดไป

ถ้าหากมีใครมาถามว่าภูมิใจไหมที่เกิดมาเป็นคนไทย อยู่บนพื้นแผ่นดินไทย เชื่อได้ว่าคนไทยทั้งประเทศจะต้องยิ้มและตอบด้วยความภาคภูมิใจเป็นที่สุด อย่างน้อยในชีวิตหนึ่งได้เกิดมาอยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ท่าน ได้เรียนรู้คำสั่งสอนและนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เพียงเท่านี้ก็มีค่ามากกว่าจะเอาเงินทองมาเปรียบได้ และถ้าหากวันนี้คุณยังรักพื้นแผ่นดินไทยนี้ไม่มากพอ ขอให้คุณกลับไปศึกษาพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านทรงทำแล้วคุณจะได้รู้ว่าการรักพื้นแผ่นดินไทยแห่งนี้มีคุณค่ามากแค่ไหน

 

แท้จริงแล้วคุณรัก..ผูกพัน..เคยชิน หรืออดทน

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคสมัย ปัญหาใหญ่ที่ทำให้วัยรุ่นส่วนมากหนักอกหนักใจ ไม่เป็นอันกินอันนอนคงหนีไม่พ้นเรื่องของ ความรัก ไม่ว่าจะแอบรักเขา หรือเขาแอบรักเรา หรือรักซ้อนซ่อนเงื่อน สี่เศร้าห้าเศร้า หรือรักกันมีแต่ปัญหา หรือโดนหมดรักหักอก หรืออะไรก็แล้วแต่ ล้วนแต่เป็นประเด็นหลักที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของชีวิต

อันที่จริงแล้วก็ไม่ได้หมายเฉพาะเจาะจงแต่วัยรุ่นเท่านั้น เรื่องความรักมันสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงชีวิต แต่คนที่มีวุฒิภาวะหรือประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่า ย่อมจะมีวิธีการหรือหาทางออกให้กับปัญหานี้ได้ดีกว่าเด็กวัยรุ่น แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะคนบางคนก็ไม่สามารถหาทางออกให้กับปัญหาเรื่องรัก ๆ ได้ด้วยตัวเอง

โดยเฉพาะคู่รักที่คบกันมาเป็นระยะเวลานานดูแล้วน่าจะหาทางออกให้กับปัญหาได้ง่ายกว่าคู่รักที่เพิ่งเริ่มคบกันเสียอีก แต่บางคู่กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ยิ่งคบกันนานมากเท่าไรเวลาเกิดปัญหามักจะมองไม่เห็นทางออก จึงทำให้ต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่เป็นคนยอมอยู่เสมอ เพื่อที่จะให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไปได้ จนทำให้ลืมหันกลับมามองว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้น แท้จริงมันคือความรัก ความผูกพัน ความเคยชิน หรือความอดทนกันแน่

ถามใจตัวเองสักครั้งว่ามันคืออะไร

หากใครตอบว่านั้นคือ ความรัก การยินยอมให้อีกฝ่ายจึงเป็นวิธีการที่ถูก เพราะความสมบูรณ์แบบในความรักไม่มีอยู่จริง โลกจึงต้องสร้างใครคนหนึ่งให้เป็นฝ่ายยอมอีกคนหนึ่งเสมอเพื่อสรรค์สร้างความรักให้งดงามตามแบบฉบับของคนสองคน

หากใครตอบว่านั้นคือ ความผูกพัน หรือความเคยชิน ให้กลับไปทบทวนหัวใจดูว่ายังคงมีความรักให้กับอีกฝ่ายบ้างหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ ยังรักอยู่ จงกลับไปพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้เป็นเหมือนวันแรกที่รักกันเพราะหากจำต้องคบหากันหรือใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความผูกพัน หรือทนยอมด้วยความเคยชินแล้ว สักวันหนึ่ง ความรักที่เคยสร้างร่วมกันจะค่อย ๆ สลายหายไปอยู่ดี

แต่หากใครตอบว่านั้นคือ ความอดทน ขอให้หาคำตอบต่อว่า อดทนไปเพื่ออะไร หากต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ชีวิตอยู่บนคำว่าอดทน แล้วความรักของทั้งคู่คืออะไรกันแน่ คำถามนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะให้คำตอบมันออกมาในรูปแบบไหน หากต้องคบกันด้วยคำว่าอดทนเพียงคำเดียวจะคบกันไปเพื่ออะไร เพราะความอดทนย่อมมีขีดจำกัด ไม่วันนี้ก็วันหน้าความอดทนก็ต้องสิ้นสุดลง

ฉะนั้น คู่รักทุกคู่ต้องหมั่นสำรวจตัวเองและคนรักว่า ทุกวันนี้ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมัน คือ ความสุขที่ต้องการจริงแล้วหรือ เรื่องความรักไม่มีใครถูกผิด ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับคนสองคนที่ต้องเรียนรู้กันไปตลอดชีวิต เพราะจิตใจ พฤติกรรม และความคิดของมนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของการประคองความรักคงต้องอาศัยเครื่องมือหลักอย่างความเข้าใจและการให้อภัยซึ่งกันและกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง ปัญหาความรักใด ๆ ก็คงไม่มีหนทางที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

อารมณ์…ตัวสร้างหรือบ่อนทำลายสถาบันครอบครัว

ครอบครัว..คำ ๆ นี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก ทุกคนที่เกิดมาต้องรู้จักเป็นอย่างดี ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะให้คำนิยามไว้ว่าอย่างไร สังคมไทยมักสอนอยู่เสมอว่า สิ่งสำคัญมากที่สุดในชีวิต คือ คนในครอบครัว เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามหรือละเลย สถาบันครอบครัวจึงถือเป็นพื้นฐานแรกในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน แต่ยังคงมีอีกหลายชีวิตที่ต้องมีสภาพของครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ หรือแบบที่เรียกว่า บ้านแตกสาแหรกขาด

ปัจจุบันปัญหาครอบครัวที่พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกไปทาง เกิดขึ้นในสังคมอยู่ทุกวันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งถ้าลูกกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยแล้วนั้น โอกาสที่ครอบครัวจะแตกแยกก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นมาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าลูกเป็นวัยรุ่นหรือไม่ แท้จริงแล้วตัวการสำคัญของการเกิดปัญหา คือ อารมณ์หรือความรู้สึกของคนในครอบครัว เสียมากกว่า

ลองคิดดูว่าการที่บ้านแตกเกิดจากอะไร คำตอบคือ คนในครอบครัวไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และอะไรคือสาเหตุของการทะเลาะกัน คำตอบคือ การที่ไม่มีใครยอมใคร คิดแต่สิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูก และมองข้ามความคิดของคนอื่น พอเมื่อได้ทะเลาะกันแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันถูกกักเก็บไว้ในจิตใจจะพรั่งพรูออกมาจากปากอย่างไม่มีวันหมด และคำพูดที่ออกมาจะกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้รับฟังเกิดความรู้สึก และแสดงออกมาในรูปแบบของอารมณ์ที่รู้สึกในขณะนั้น แต่ขึ้นชื่อว่าทะเลาะ คงไม่มีคำพูดที่ทำให้คนฟังรู้สึกดีเป็นแน่และยิ่งถ้าผู้พูดหรือผู้ฟังเป็นคนที่ยังไม่สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ หรือควบคุมอารมณ์และความรู้สึกตัวเองได้ด้วยนั้น ปัญหาบ้านแตกก็คงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

เช่นนั้นแล้ว ในฐานะของคนเป็นพ่อ เป็นแม่ หรือเป็นลูก ควรมีวิธีการตั้งรับเมื่อกำลังรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสภาวะของอารมณ์ที่คุกรุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้แสดงตัวตนออกมาในรูปแบบที่ไม่ควรจะเป็นได้ด้วยวิธีการดังนี้

1. อารมณ์ไม่ดี ไม่คุย

ถ้าเมื่อใดที่รู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ ให้แยกตัวออกมาจากคนรอบข้างทันที เพราะหากยังคงฝืนทนอยู่ต่อไป นั้นจะเป็นช่องโหว่ของการแสดงตัวตนในด้านมืดออกมา จงออกไปสงบจิตสงบใจ หาวิธีการผ่อนคลาย ทบทวนตัวเอง ทบทวนปัญหา หาทางออกและค่อยกลับมาแก้ไขต่อไป

2. เหตุผลสำคัญกว่า

การพูดคุยกันด้วยเหตุผล ย่อมหาทางออกได้ง่ายกว่าการใช้อารมณ์อย่างแน่นอน เพราะการที่คนเราจะตัดสินใจทำอะไรลงไปสักอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าเขาต้องมีเหตุผลแล้วภายในใจ หากลูกทำผิด คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ลองเปิดใจรับฟังเขาสักนิด ให้เขาได้อธิบาย ให้เขาได้แสดงความคิดเห็น หากเขาผิดก็ว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอนกันไปตามที่เห็นควร หลีกเลี่ยงการดุด่าทุบตี หรือการใช้ความรุนแรง เพราะเขาคือลูก เขาคือคน ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ส่วนคนเป็นลูก เมื่อรู้ว่าตัวเองทำผิดก็ต้องยอมรับในผลการกระทำของตัวเอง และจดจำไว้เป็นบทเรียนเพื่อไม่กระทำผิดซ้ำอีกในอนาคต

3. Social ทำพิษ

หากอยู่ในภาวะของอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก สิ่งที่ไม่ควรกระทำคือ การระบายความรู้สึกลงบนโลกโซเชียล เพราะโลกโซเชียลจะเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้สึกนั้นอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้อีก จริงอยู่ว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะโพสต์ หรือจะแชร์ อะไรก็ได้ แต่หากกระทำด้วยอารมณ์ นอกจากจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแล้วอาจเป็นการเพิ่มปัญหาอีกด้วย

ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้อารมณ์ครอบงำความเป็นตัวตน บางคนไม่ใช่คนที่มีจิตใจเลวร้ายอะไร แต่มักกระทำสิ่งที่รุนแรงลงไปแบบไม่รู้ตัว เพราะสาเหตุมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นตัวนำพาทั้งสิ้น และสิ่งที่จะช่วยระงับเพลิงไฟในจิตใจก็คงต้องใช้ สติ เป็นตัวช่วย หากมีสติ ก็จะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ หากควบคุมอารมณ์ได้ ความรุนแรงก็จะไม่เกิด และเมื่อความรุนแรงไม่เกิด ก็จะนำมาซึ่งความสุขทั้งของตัวเองและคนในครอบครัว

 

คู่มือสร้างความสุขด้วยตัวเอง..สำหรับสาวโสดที่ต้องทำก่อนข้ามปี

ถ้าเมื่อใดที่มองออกไปนอกถนน แล้วพบกับแสงสีตระการตา เสียงเพลงบรรเลงดนตรีในยามค่ำคืน ผู้คนจับกลุ่มร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน นั้นแปลว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขกำลังเดินทางมาถึง ถือเป็นสัญลักษณ์ที่กำลังจะบอกให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมกับการส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่

ช่วงเวลาเหล่านี้ คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มวางแผนเพื่อทำอะไรสักอย่าง ที่เป็นการมอบความสุขให้กับตัวเองและคนที่รักหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งปี หลายคนอาจจะเดินทางไปท่องเที่ยว หลายคนอาจมีนัดกินเลี้ยงสังสรรค์กับบรรดาเพื่อน หลายคนอาจไปทำบุญ สวดมนต์ ไหว้พระ เพื่อความเป็นศิริมงคลของชีวิต และอีกหลายคนหรือหลายคู่ ที่มีแผนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ร่วมกัน ซึ่งแน่นอนว่า นั้นคือ ความฝันของสาวหลาย ๆ คน โดยเฉพาะสาวที่ขึ้นชื่อว่า..โสด..อาจจะไม่ต้องถึงขั้นมีงานวิวาห์ที่หวานชื่น ขอแค่เพียงมีใครสักคนอยู่ข้างกันในช่วงเวลาพิเศษแบบนี้ก็พอแล้ว

ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นแค่เพียงความฝันแต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า สาวโสดจะหาความสุขในช่วงเวลาแบบนี้ไม่ได้ ฉะนั้น ก่อนสิ้นปีนี้จงลุกขึ้นมาทำตาม 5 เคล็ดลับ ที่สาวโสดจะสร้างความสุขได้ด้วยตัวเอง

1. ดูแลตัวเอง

คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “อยู่แบบโสด ๆ สวย ๆ ให้ผู้ชายเสียดายเล่น” แน่นอนว่าผู้หญิงเราเรื่องความสวยความงามของรูปร่างหน้าตา ย่อมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องมีคู่รัก ไม่จำเป็นต้องให้ใครดูแล ผู้หญิงเราแข็งแกร่งพอที่จะดูแลตัวเองได้ ก็แค่หันกลับมาบำรุงดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย เลือกกินแต่ของดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว และเมื่อภายนอกสวยหน้ามอง เรื่องใครสักคนก็จะตามมาเอง

2. ดูแลครอบครัว

ในเมื่อไม่ใครให้ต้องดูแลเป็นพิเศษ ก็ลองหันกลับมาดูแลคนในครอบครัวแทน แล้วจะได้รู้ว่า ความรักที่ยั่งยืนและแท้จริง ไม่ได้อยู่ไกลตัวของทุกคนเลย ไม่ต้องตามหาใครสักคนที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหนให้เหนื่อยเปล่า แต่จงให้กอบโกยความรักจากคนในครอบครัวที่มีอยู่จริงเสียดีกว่า

3. สำรวจตัวตน

มีใครเคยสำรวจตัวตนที่แท้จริงของตัวเองบ้างหรือไม่…การที่วันนี้คุณยังไม่มีใคร สาเหตุหลักอาจจะมาจากตัวของคุณเอง คนที่เคยมีความรักมาก่อน ก็ลองกลับไปนึกย้อนคำพูดของคนรักในอดีต คนที่ยังไม่เคยมีความรัก ก็ลองสำรวจนิสัยใจคอ ความคิด ทัศนคติของตัวเอง เผื่อจะค้นพบว่า ตัวเราควรจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อต้อนรับกับสิ่งใหม่ ๆ ที่กำลังจะเข้ามาในปีหน้า

4. เปิดใจยอมรับ

หรือแท้จริงแล้ว การที่สาวโสดยังไม่มีใครเพราะยังคงจดจำเรื่องราวความรักครั้งเก่า และยังไม่ยอมรับใครใหม่เข้ามาในชีวิต ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ขอให้สาวโสดโปรดโยนอดีตอันแสนเจ็บปวดนั้นทิ้ง เพราะเมื่อใดที่ยังแบกมันไว้โอกาสในชีวิตก็จะยิ่งลดน้อยลง ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเจอกับสิ่งเลวร้ายมากแค่ไหนแต่ในเมื่อวันนี้ยังคงมีลมหายใจ นั้นหมายความว่าชีวิตต้องไปต่อ อย่าปิดกั้นตัวเองเพราะอาจเป็นการปิดกั้นชีวิตของคนที่รอคุณอยู่อีกหนึ่งชีวิตก็ได้

5. วางแผนสำหรับปีหน้า

จริงอยู่ว่าไม่มีใครรู้อนาคต แต่ทุกคนสามารถวางแผนอนาคตของตัวเองได้ วันนี้สาวโสดอาจจะยังไม่รู้อนาคตว่าจะมีคนรักเมื่อไร แต่สิ่งที่รู้และทำได้ คือ การวางแผนเพื่อรับมือกับการดำเนินชีวิตต่อไป ลองมองหาหรือทำอะไรใหม่ ๆ เผื่อจะเป็นโอกาสในการค้นพบตัวตนอีกด้าน

ไหน ๆ ก็จะเป็นสาวโสดข้ามปีแล้ว ก็ขอให้เป็นสาวโสดที่มีความสุขมากที่สุดเพราะความสุขที่แท้จริงแล้ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร แต่มันขึ้นอยู่กับใจของตัวเอง การมีคนรักก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าชีวิตจะมีความสุข ฉะนั้น จงอย่าเอาชีวิตไปแขวนหรือผูกติดกับการแสวงหาใครสักคน เมื่อใดที่ถึงเวลาโชคชะตาจะนำพาเขามาเอง จงอยู่กับความสุขที่เราสร้างขึ้น และความสุขนี้จะไม่มีวันสูญหายไปอย่างแน่นอน

 

แบบเรียน 3 ร. พร้อมรับมือ..คนไม่เป็น กับ คนไม่ทำ…

เชื่อได้ว่าในทุก ๆ องค์กร จะต้องประกอบไปด้วยคนหลากหลายประเภท มีทั้งคนเก่ง คนขยัน คนขี้เกียจ

คนขี้นินทา หรือแม้กระทั่งคนประจบประแจง เพราะต่างคนก็ต่างที่มา ต่างคนก็ต่างความคิด ขึ้นอยู่กับว่า ใคร

เลือกที่จะแสดงออกให้คนอื่นเห็นตัวตนในรูปแบบไหน บางคนก็เลือกที่จะแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

บางคนก็เลือกที่จะแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมา ทำให้ในองค์กร มักจะเกิด..คนทำงาน.. 2 ประเภทหลัก คือ

…คนทำงานไม่เป็น กับ คนไม่ทำงาน…

คนทำงานไม่เป็น คือ คนที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนเลย หรือเป็นคนทำงานอยู่แล้ว แต่ไม่มีความรู้ ความสามารถ หรือความถนัด ในการทำงานด้านอื่น ที่ตนยังไม่เคยทำ คนเหล่านี้มักจะมีความสามารถในการพัฒนา

ตัวเองให้กลายเป็นคนทำงานเป็น และทำงานเก่งได้ในอนาคต

คนไม่ทำงาน คือ คนที่อาจจะทำงานเป็นอยู่แล้ว แต่ไม่อยากทำ หรือคนที่ทำงานไม่เป็น และไม่มีความพยายามที่จะทำ คนเหล่านี้ต่อให้ได้รับการฝึกฝนมากแค่ไหน เขาก็จะไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ นอกเสียแต่ว่า เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง

และหากวันหนึ่งเกิดมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับคนเหล่านี้แล้ว คงต้องอาศัยวิธีการรับมือแบบ 3 ร…

1. รักกันจริงต้องสอนกันได้

จริงอยู่ว่าไม่มีใครเกิดมาเก่ง หรือทำอะไรเป็นได้หมดทุกอย่าง แต่ทุกคนคงเคยได้ยินสุภาษิตไทยที่ว่า

“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น” หากคนที่ทำงานไม่เป็น แต่มีความพยายามในการเรียนรู้ มีความพยายามในการฝึกฝน งานนั้นก็คงไม่ยากเกินความสามารถ คนที่ทำเป็นแล้ว ก็จะต้องปรับเปลี่ยนสถานะตัวเองมาเป็นครู

คอยสอน คอยบอก คอยแนะนำ เพื่อให้เขาสามารถทำงานนั้นได้ด้วยตนเอง และสำหรับคนไม่ทำ ก็ต้องลองเปิดใจ ที่จะเรียนรู้ เพราะหากไม่พร้อมเปิด ก็จะไม่สามารถรับอะไรได้เลย เพราะการเปิดใจ คือ จุดเริ่มต้นที่ยากที่สุด

2. รับรู้ในการกระทำ

ตราบใดที่องค์กรยังมีคนประเภทเหล่านี้ หัวหน้า จึงกลายเป็นบุคคลอันมีหน้าที่รับรู้พฤติกรรมการทำงานของลูกน้องมากที่สุด ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว การทำงานคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

คนทำงานไม่เป็น ก็จะยังคงทำไม่เป็นต่อไป งานที่ได้รับมอบหมายก็เกิดความล่าช้า เกิดความผิดพลาด

คนไม่ทำงาน ก็จะโยนงานให้คนที่ทำเป็นรับผิดชอบ คนทำเป็นก็ต้องทนทำอยู่ทุกครั้ง ค่าตอบแทนก็ไม่ได้รับเพิ่ม แต่ความรับผิดชอบกลับเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดอาการบั่นทอนจิตใจและนำไปสู่การลาออกในที่สุด

เพราะฉะนั้น ผู้เป็นหัวหน้า คือ กุญแจหลักในการปลดล็อคพฤติกรรมดังกล่าว แต่หากหัวหน้าปิดหูปิดตา มองพฤติกรรมลูกน้องไม่ออก ผู้เป็นลูกน้องจึงต้องมีหน้าที่ในการปลดล็อคพฤติกรรมให้กับหัวหน้าแทน

3. ร้ายกลายเป็นดี

การรับมือวิธีสุดท้าย ถ้าในเมื่อเขาไม่ยอมเปิดใจรับในสิ่งที่ตั้งใจจะสอน แถมหัวหน้าก็ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขปัญหาได้อีก ทางออกสุดท้ายก็คงต้องบอกว่าให้ “ทำใจ ยอมรับ” หากอยู่ในสถานะของคนที่ทำงานเป็นแล้ว เมื่อใดที่จะต้องทำงานของคนอื่นเพิ่ม ขอให้คิดไว้เสมอว่า การทำงานในครั้งนั้น คือ การพัฒนาศักยภาพของตัวเอง จงถือโอกาสนี้เป็นการฝึกปรือฝีมือไปในตัว พยายามมองเรื่องแย่ ๆ ในครั้งนี้ ให้กลายเป็นเรื่องดี ๆ เรื่องหนึ่งในชีวิต และการทำงานจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

เชื่อได้ว่าในทุกองค์กร จะต้องมีคนทั้ง 2 ประเภทข้างต้นอยู่ทุกที่ อยู่ที่ว่าจะต้องรับมือหรือหาทางออกเมื่อเผชิญกับคนประเภทนี้อย่างไร หากสามารถยอมรับหรือหาทางแก้ไขได้ จะทำให้สังคมการทำงานกลายเป็นสังคมแห่งการเอื้อเฟื้อไปโดยปริยาย และจะทำให้องค์กรมีความน่าอยู่มากยิ่งขึ้นไปด้วย

 

“อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องมโน” จิตแพทย์เผยคนไทยยุคนี้เป็นโรคขี้มโนกันมาก

                โรคคิดเอาเอง โรคหลอกตัวเอง โรคหลอกคนอื่น หรือเรียกให้เข้าใจทั่วกันว่า “โรคขี้มโน” นั้นมีสาเหตุมาจากปมด้อยวัยเด็ก ที่ตนเชื่อฝังหัวว่าไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จนพยายามกุเรื่อง สร้างเรื่องขึ้นมาให้ตัวเองดูน่าสนใจ และบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ไม่มีมูลความจริงเอาเสียเลย โดยโรคนี้ทางการแพทย์เรียกว่า Pseudologia fantastica หรือโรคที่ผู้ป่วยมักจะอยู่ในจินตนาการของตนเป็นครั้งคราว และแสดงออกต่อผู้อื่นว่าทั้งหมดนี้เป็นความจริง

โดยจิตแพทย์เผยว่าปัจจุบันคนไทยเริ่มเข้าข่ายเป็นโรคชนิดนี้กันมากขึ้น เนื่องมาจากความต้องการสร้างภาพให้ดูดีในโลกออนไลน์ การแสดงออกถึงความสมบูรณ์แบบของตนทางโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้สามารถเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่คนยุคใหม่ป่วยเป็นโรคขี้มโนได้มาก ซึ่งจะเห็นได้จากข่าวที่คนบางกลุ่มหรือบางคนสร้างเรื่องราวขึ้นมาจนกลายเป็นประเด็นใหญ่โต

ถ้าพูดถึงชื่อ “บอย สกล” หลายคนน่าจะร้องอ๋อและจำได้ว่าคน ๆ นี้เป็นนักสร้างเรื่องมืออาชีพ ที่ปลอมตัวว่าเป็นนิสิตจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง และร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับเพื่อน ๆ จนไม่มีใครเอะใจเลย ว่าเขาไม่ได้ศึกษาในสถาบัณแห่งนี้ การโพสต์ข้อความและรูปทางโซเชียลมีเดียที่บ่งบอกว่าเขาเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทำให้หลายคนเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ซึ่งรวมไปถึงครอบครัวและญาติพี่น้องของเขาด้วย ที่ไม่มีใครเอะใจเลยว่าบอยกำลังโกหกทุกคนอยู่ จนกระทั่งเรื่องแดงขึ้นจากเพื่อนของเขาเอง ที่ออกมาแฉว่าทั้งหมดเป็นแค่เรื่องหลอกลวง อีกทั้งบอยยังเคยโกงเงินค่ากิจกรรมกว่าแสนบาท จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในจังหวัดชลบุรีแล้วชิ่งหนีด้วยการลาออก ส่งผลให้เรื่องของเขาเป็นมหากาพย์ของการมโนอยู่พักใหญ่

อีกหนึ่งเหตุการณ์ของการมโนที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันก็คือ เหตุการณ์ของดาราสาวที่ออกมาแถลงข่าวกับแฟนหนุ่ม ที่กำลังจะมีผลงานทางทีวีว่าตนท้อง จนคนทั้งประเทศต่างก็พากันให้กำลังใจเธอและด่าแฟนหนุ่มยกใหญ่ เรื่องการไร้ความรับผิดชอบ จนกระทั่งชาวเน็ตเริ่มขุดคุ้ยและถามไถ่เรื่องการฝากครรภ์ แต่ก็ถูกดาราสาวปฏิเสธและบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามอยู่ตลอด ไม่นานความจริงก็ปรากฏขึ้นจากการแฉของเจ้าของฉี่ที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งดาราสาวขอไปตรวจก่อนหน้านี้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ ส่งผลให้ฝ่ายชายต้องจ้างทนายความฟ้องเธอฐานทำให้เสียชื่อเสียง และในที่สุดดาราสาวก็ออกมาสารภาพว่าเรื่องทั้งหมดเธอโกหก เพราะไม่ต้องการให้ฝ่ายชายเลิกรากับเธอ

โรคขี้โกหกหรือโรคขี้มโนนั้นสามารถรักษาให้หายได้ โดยการอยู่กับปัจจุบันและพูดความจริงทุกครั้งที่สื่อสารกับคนรอบข้าง โดยจิตแพทย์อาจให้ยาคลายเครียดกลับไปรับประทาน แต่ผู้ป่วยเองก็ควรรู้ตัวเองและต้องอยู่กับความจริงเป็นหลัก เพื่อไม่ให้พลั้งเผลอสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาอีก

 

สุราปลอมระบาด ทางการแห่จับแหล่งผลิต ดื่มเท่าไหร่ก็ไม่เมา ฝั่งมาเลดับแล้ว 15 ศพ

ว่ากันว่าสุราทำให้คนธรรมดากลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้ในไม่กี่นาที เพราะฉะนั้นสุราหรือเหล้าเบียร์จึงเป็นที่นิยมกันมาหลายศตวรรษ ตั้งแต่คนในชนชั้นสูงไปจนถึงชนชั้นแรงงาน ทำให้สุรากลายเป็นธุรกิจที่ใครต่อใครก็ปรารถนาจะครอบครองเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงเข้ามามีส่วนในการเป็นเจ้าของด้วยการเก็บภาษีจากธุรกิจที่อยู่กึ่งกลางระหว่างศีลธรรมและทางโลก และด้วยความนิยมของผู้ดื่ม ที่ทำให้กำหนดเพดานและเก็บภาษีได้มหาศาล กลายเป็นรายได้หลักของรัฐไปโดยปริยาย

ด้วยเหตุผลข้างต้นส่งผลให้ผู้ผลิตสุราจำเป็นต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากกำไรเพื่อคงไว้ซึ่งภาษี ทำให้นักธุรกิจหัวหมอเห็นช่องทางนี้ ทำการผลิตสุราปลอมโดยการลอกเลียนแบบทั้งรสชาติและบรรจุภัณฑ์จากบริษัทรายใหญ่ แล้วส่งขายตามห้างร้านในราคาปกติ และที่สำคัญคือไม่เสียภาษี แต่ข้อเสียซึ่งเป็นผลกระทบต่อผู้บริโภคนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเป็นกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสารตั้งต้นที่นำมาผลิตสุรา ซึ่งไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้ดื่ม

โดยข่าวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐบุกจับโรงงานผลิตสุราเถื่อนนั้นมีให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของธุรกิจเถื่อนนี้มักเป็นคนต่างประเทศที่รู้ทางหนีทีไล่ดีพอสมควร และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าค้นบ้านต้องสงสัยในซอยเพชรเกษม 69 เป็นบ้านหลังใหญ่มีขนาด 2 ชั้น พบภายในมีคนงานกำลังบรรจุสุราปลอมใส่ขวด จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า เป็นสุราปลอมที่นำมาจากภาคใต้และนำมาผสมกับสุราต่างประเทศ จากนั้นจึงบรรจุในขวดสุรายี่ห้อดังต่าง ๆ ส่งขายตามร้านโชห่วยและร้านขายส่งในกรุงเทพ ฯ ซึ่งกิจการนี้เปิดมาประมาณ 3 เดือนแล้ว และเป็นของนายทุนชาวไต้หวัน

สุราปลอมยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดนั้นพบที่ต่างประเทศไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเรา นั่นคือประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2018 ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากการดื่มสุราปลอมในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยเปิดเผยว่าผู้เสียชีวิตนั้นถูกพบอยู่หลายสถานที่จากการดื่มเหล้าและเบียร์ ซึ่งมีทั้งชาวมาเลเซียและชาวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 7 คน

เราไม่สามารถทราบได้ว่าสุราชนิดใดเป็นของจริงหรือปลอมจากการมองแค่ผิวเผิน ดังนั้นการเลือกซื้อสุราจากผู้ขายที่ไว้วางใจได้ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยการเลือกห้างร้านที่ได้รับความเชื่อถือ เช่นร้านสะดวกซื้อที่มีใบอนุญาตให้ขายสุราได้อย่างถูกกฎหมาย มีการบ่งบอกถึงเวลาขายสุราอย่างชัดเจน ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าสุราที่ซื้อไปนั้นไม่ใช่ของปลอม

 

 

วิธีรับมือกับการเมืองในออฟฟิศและเพื่อนร่วมงานขี้นินทาทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เชื่อว่าหลายคนที่คิดอยากจะลาออกจากงาน ส่วนใหญ่แล้วเหตุผลหลัก ๆ มักไม่ได้มาจากการทำงาน แต่มาจากเพื่อนร่วมงาน เพราะการทำงานร่วมกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องพบเจอกับปัญหาต่าง ๆ ระหว่างผู้ร่วมงานที่มาจากร้อยพ่อพันแม่ มีแบ็คกราวน์ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดความต่างทางความคิดและอารมณ์ โดยเฉพาะเรื่องการนินทาและการเมืองระหว่างเพื่อนร่วมงาน ที่ทำให้หลายคนไม่มีความสุขในเวลางาน บางคนมีวิธีรับมือในแบบต่าง ๆ ในขณะที่บางคนใช้วิธีหักดิบโดยการลาออกเพื่อเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม วันนี้เราจะมาดูวิธีรับมือคนขี้นินทาและการเมืองในออฟฟิศ ที่จะทำให้คุณมีความสุขขึ้นในการทำงาน

  1. วางเฉย ไม่ร่วมวงสนทนา

เมื่อรู้ว่าเพื่อนร่วมงานของคุณกำลังนินทาคนในออฟฟิศ ให้คุณรีบลุกหนีและไม่ร่วมวงสนทนาด้วย เพื่อเป็นการแสดงออกว่าไม่ต้องการรับรู้เรื่องนี้ และที่สำคัญการลุกหนีอาจทำให้คุณเป็นเป้าหมายต่อไปในการนินทาของพวกเขาก็ไม่ต้องไปสนใจ เพราะคนขี้นินทาไม่ว่าอย่างไรก็ต้องนินทาอยู่แล้ว จงจำไว้ว่าคนที่นินทาเรานั้นก็เพราะเราไปอยู่ในความสนใจของเขา ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ดีกว่า หรือเราสวยกว่าเขาจึงหันมาสนใจและพยายามหาข้อบกพร่องของเรา เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น และอย่าลืมว่าคนขี้นินทามักจะก้าวช้ากว่าเราเสมอจึงมีคำว่า “ นินทาลับหลัง ” ดังนั้นจึงควรวางเฉยไม่ต้องไปสนใจและทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

  1. ถามตัวเองว่าเราทำผิดอะไร?

เมื่อถูกพิษจากการเมืองในออฟฟิศหรือคนขี้นินทา เราควรมองที่ตัวเองก่อนว่าเราทำผิดอะไร? เช่น มาทำงานสายหรือไม่ ส่งงานตรงเวลาหรือเปล่า หรือมีเรื่องชู้สาวกับใครหรือเปล่า เมื่อทบทวนตัวเองอย่างนี้แล้วพบว่าผิดจริงก็ควรทำการแก้ไขปรับปรุงตัวเองเสียใหม่ นำคำนินทาเหล่านั้นมาพัฒนาตนเองและคิดเสียว่าเป็นการติเพื่อก่อ แต่ถ้าเราสำรวจตัวเองแล้วยังไม่พบข้อบกพร่องใด ๆ จากการทำงานก็ควรปล่อยผ่านและทำงานตัวเองต่อไป เพราะบางครั้งการนินทาก็เป็นแค่เรื่องที่พูดขึ้นเพื่อความสนุกของชาวออฟฟิศขี้นินทาเท่านั้นเอง

  1. เอาเวลาคิดมากไปพัฒนาตัวเอง

ปัญหาความเครียดในที่ทำงาน ส่วนมากจากพิษของการเมืองในออฟฟิศนั้นมาจากการนำคำพูดของเพื่อนร่วมงานมาคิดวกไปวนมา จนเป็นปัญหาต่อสุขภาพจิตที่ส่งผลหลายด้าน ๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งตัวเอง ดังนั้นจึงไม่ควรเสียเวลาไปกับการคิดทบทวนซ้ำ ๆ โดยนำเวลาว่างจากการทำงานไปใช้ในการพัฒนาตัวเองในด้านอื่น ๆ หรือหาช่องทางหาเงินใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มรายได้และความภาคภูมิใจในตัวเอง

วิธีการรับมือกับเพื่อนร่วมงานขี้นินทาและการเมืองในออฟฟิศก็คือการวางเฉยและไม่ต้องสนใจ พยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด นอกจากนี้ควรนำเวลาว่างไปพัฒนาตัวเองเพื่อให้มีความรู้หรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะดีกว่า และปล่อยให้คนนินทาลับหลังอยู่แต่ข้างหลังในขณะที่เราเดินนำไปไกลแล้วก็น่าจะเป็นการดีที่สุด

 

เปิดประสบการณ์โหดร้ายเข้าใจผิดคิดว่าผอมแล้วสวย อุทาหรณ์ของสาวคลั่งผอม

จะเห็นว่าตลอดมานั้นสื่อหลาย ๆ แขนงไม่ว่าจะเป็นโฆษณาที่ถูกผลิตออกมาอย่างไม่ขาดสายเรื่องผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของผู้หญิง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทลดหรือควบคุมน้ำหนักด้วยวิธีการจ้างดาราหรือนางแบบหุ่นสวยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เมื่อผู้บริโภคได้เสพโฆษณาประเภทนี้เข้าไปมาก ๆ ก็ทำให้เกิดความเข้าใจว่าตนจะต้องผอมมาก ๆ ถึงจะได้เป็นคนสวย อิทธิพลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตรายต่อเยาวชนหรือคนที่เสพสื่อประเภทนี้เข้าไปมาก ๆ โดยไร้วิจารณญาณ เพราะจะส่งผลให้เกิดการลดน้ำแบบผิดวิธีที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพได้ในระยะยาว

เรื่องราวอุทาหรณ์นี้เป็นสิ่งที่ถูกแชร์มาจากเว็บไซต์ชื่อดังของไทย โดยมีเด็กสาววัย 18 ปีเท่านั้นเข้ามาเผยแพร่ประสบการณ์เฉียดตายของตัวเองจากโรคคลั่งผอม เนื่องมาจากเธอต้องการมีกล้ามหน้าท้องเหมือนนักแสดงหญิงที่เธอปลื้มจึงพยายามออกกำลังอย่างหนักทุกวันทั้งก่อนนอนและก่อนไปโรงเรียนในตอนเช้า อีกทั้งยังควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดและล้วงคอเอาอาหารออกมาทุกครั้งหลังรับประทานเสร็จ จนน้ำหนักของเธอเหลือเพียง 37 กิโลกรัม ส่วนสูง 161 เซนติเมตร แม่ของเธอสังเกตเห็นกระดูกไหปลาร้าและกระดูกสันหลังที่ขึ้นโง้งจนสั่งให้เธอหยุดออกกำลังกายและหยุดการควบคุมอาหารทุกอย่าง หลังจากนั้นเธอก็ได้ไปพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาโรคคลั่งผอมนี้

อีกหนึ่งเหตุการณ์เป็นเรื่องของนักเรียนไทยวัยเพียง 14 ปี ที่เป็นโรคคลั่งผอม เนื่องจากถูกเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนเรียกว่าไอ้อ้วนทั้ง ๆ ที่ค่า BMI ของเธอก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ การเชื่อคำพูดดของเพื่อน ๆ ครั้งนั้นทำให้เธอรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องลดน้ำหนักแล้ว โดยเธอใช้วิธีออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอทุกชนิด ควบคุมการกินทุกอย่างด้วยการนับแคลลอรี่จนไม่สามารถทานอาหารปกติได้ เพราะเธอเชื่อว่าการทารแต่อาหารเหลว ๆ จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้เร็วกว่าและไม่ทำให้อ้วน อีกทั้งยังล้วงคออ้วกทุกครั้งหลังจากที่ทานข้าวนอกบ้านกับครอบครัว จนน้ำหนักของเธอลดลงไปถึง 20 กิโลกรัม แต่หลังจากนั้นไม่นานผลกระทบต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นกับร่างกายเธอเนื่องจากความผอม เธอไม่สามารถออกกำลังหนัก ๆ ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อหายใจเข้าแรง ๆ ปอดจะขยายจนไปชนกับซี่โครง เธอมีอาการผมร่วง เวียนหัวง่าย เลือดจาง และเป็นโรคซึมเศร้าซึ่งปัจจุบันเธอรักษาอาการนี้อยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

การดูแลสุขภพนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก แต่ความกังวลเรื่องสุขภาพหรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไปนั้นก็เป็นผลร้ายที่จะส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ในระยะยาว นอกจากนี้ยังสามารถเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคซึมเศร้าที่มีผลต่อสมองและกระบวนการคิดได้อีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรควรอยู่ในความพอดีที่ไม่สุดโต่งจนเกินไป