ราชบุรี เซ็นต์สัญญานักตระกร้อหญิง เปิดเส้นทางสู่อาชีพให้นักหวดลูกพลาสติกหญิงไทย

กีฬาเซปักตะกร้อ ถือเป็นกีฬาที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และยังสามารถสร้างความภาคภูมิใจ ในระดับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเรียกได้ว่า ประเทศไทยเราคืออันดับหนึ่ง ในวงการตะกร้อนานาชาติเลยก็ว่าได้ หลังจากเบียดกันอย่างสูสี กับคู่แข่งอย่างมาเลเซียมาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้ด้วยการที่เราพัฒนา การแข่งขันเซปักตะกร้ออาชีพ ภายในประเทศ ทำให้ไทยเราขยับห่างออกจากคู่แข่งไปพอสมควร แต่การแข่งขันลีกอาชีพของไทยเรา ก็ยังจำกัดอยู่เพียงแค่ประเภทชายเท่านั้น ซึ่งทำให้นักกีฬาหญิงไทย ที่มีฝีเท้าดียังคงไม่สามารถ ต่อยอดจากกีฬาไปสู่อาชีพได้ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการพัฒนากีฬาชนิดนี้ ของทีมชาติไทยในอนาคตได้

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ทางสโมสรเซปักตะกร้อ ราชบุรี เจ้าของตำแหน่งแชมป์ตะกร้อไทยแลนด์ลีก 2019 ได้จัดการเซ็นต์สัญญานักกีฬาเซปักตะกร้อหญิง เข้ามาร่วมทีมสโมสรเป็นครั้งแรก และนับเป็นครั้งแรกที่มีนักกีฬาเซปักตะกร้อหญิงอาชีพ เกิดขึ้นอีกด้วย โดยทางสโมสรได้ดึงทำการเซ็นต์สัญญา สาวนักหวดพร้อมกันสามราย ได้แก่ ธัญนันท์ มาลิ, ณิรชา ถวิลถึง, และวาสนา สร้อยระย้า เข้ามาร่วมทีม และจะลงเล่นในนามทีมสโมสรตะกร้อ ราชบุรี นับแต่ปี 2020 เป็นต้นไป โดยนักกีฬาสาวทั้งหมดนี้ จะได้รับค่าจ้างในลักษณะกีฬาอาชีพ เหมือนกับที่นักกีฬาประเภทอื่น ๆ ได้รับจากสโมสรต้นสังกัด

หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วนักกีฬาสาวเหล่านี้ จะไปแข่งกับใคร ในเมื่อในประเทศไทย ยังไม่มีลีกอาชีพสำหรับกีฬาเซปักตะกร้อหญิง ในส่วนนี้ทางสโมสรระบุว่า นักกีฬาหญิงเหล่านี้ จะลงเล่นทัวร์นาเมนท์ต่าง ๆ ภายในประเทศ ภายใต้ชื่อของสโมสรราชบุรี ซึ่งมีอยู่หลายรายการตลอดทั้งปี รวมไปถึงช่วงที่ไม่มีรายการแข่งขัน ก็จะช่วยทำหน้าที่ผู้ฝึกสอน และคู่ซ้อมให้กับนักกีฬาต่างชาติ ที่ทางสโมสรจัดเป็นศูนย์ฝึก กีฬาเซปักตะกร้อให้กับนักกีฬาต่างชาตินั่นเอง

นับเป็นก้าวสำคัญของวงการ เซปักตะกร้อไทยเลยก็ว่าได้ สำหรับการมีนักกีฬาอาชีพในประเภทหญิง ซึ่งแต่เดิมจะมีก็แค่ใช้กีฬาชนิดนี้ เป็นใบเบิกทางการศึกษา หรือการเข้าทำงานในกองทัพสำหรับ นักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ แต่หากมีการเล่นเซปักตะกร้อเป็นอาชีพจริง ๆ ได้แล้ว เชื่อว่าการพัฒนาในวงการตะกร้อหญิงบ้านเรา จะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และก้าวกระโดดไปเลยก็ได้ เพราะจะทำให้นักกีฬาหญิงที่มีฝีเท้าดี มีเป้าหมายในเส้นทางอาชีพมากขึ้น ไม่ใช่ว่าหากไปไม่ถึงทีมชาติก็ต้องยุติเส้นทางสายกีฬาของตัวเอง แล้วกลับไปตั้งหลักหันเหสู่อาชีพใหม่

ปัจจุบันกีฬาเซปักตะกร้อ เริ่มเป็นที่สนใจของหลายชาติมากขึ้น จากที่แต่ก่อนเราจะเห็นเพียงแค่ในอาเซียนเท่านั้น แต่ตอนนี้การแข่งขันถูกผลักดัน ขึ้นไปถึงเวทีระดับทวีป อย่างเอเชี่ยนเกมแล้ว และไม่แน่ว่าในอนาคต หากยังมีจำนวนประเทศที่สนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจะถูกบรรจุเข้าสู่กีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ อย่างโอลิมปิกก็เป็นได้ ดังนั้นหากสมาคมตะกร้อ ให้การส่งเสริมนักกีฬาหญิงอย่างจริงจัง เพื่อให้วงการตะกร้อหญิงเราพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง เราจะครองความยิ่งใหญ่ในกีฬาประเภทนี้ไปอีกนาน ๆ ยังไงก็ต้องขอบคุณทางสโมสรตะกร้อราชบุรี ที่เล็งเห็นความสำคัญตรงจุดนี้ และนำร่องให้เป็นกรณีศึกษา ต้องนับว่าเป็นก้าวใหม่ ที่น่าสนใจจริง ๆ

เครดิตภาพ : https://sysyphoto.wordpress.com/2018/08/23/the-athletic-acrobatics-of-sepak-takraw-21-photos/

จะเป็นอย่างไร ถ้าแกเร็ธ เบลกลับเกาะอังกฤษอีกครั้ง ในรังสาลิกา

เป็นข่าวที่มีแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษจับตาดูกันอย่างมาก สำหรับข่าวการเทคโอเวอร์ สโมสรสาลิกาดง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จากกลุ่มทุนเงินหนา จากตะวันออกกลาง ที่นำโดยเจ้าชาย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แงซาอุดิอาระเบีย เพราะหากการเจรจานี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว การเทคโอเวอร์ครั้งนี้ มันอาจจะสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมหาศาล ต่อวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเลยก็เป็นได้

ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ของกลุ่มทุนที่จะเข้ามาเป็นเจ้าของใหม่ ของทัพสาลิกา ที่มีตัวเลขเงินทุนสูงกว่ากลุ่มทุนที่เข้ามาสร้างความยิ่งใหญ่ ให้กับทัพเรือใบสีฟ้าเสียอีก ดังนั้นจึงคาดกันว่า เม็ดเงินของพวกเขา จะเข้ามาสร้างความแตกต่างอย่างมาก ให้กับสาลิกาดง ที่เคยมีเจ้าของจอมงกอย่าง ไมค์ แอชลีย์ เพียงแค่เริ่มมีการเจรจากันเท่านั้น ชื่อของสุดยอดผู้เล่นค่าตัวแพงจากทั่วทั้งทวีป และทั่วโลก ต่างถูกโยงเข้ามาในลิสต์ของพวกเขา และที่ตกเป็นข่าวฮือฮาและน่าสนใจที่สุด ก็คือข่าวที่ว่า นักเตะเป้าหมายแรกของพวกเขานั่นก็คือ แกเร็ธ เบล แนวรุกตัวอันตรายของราชันชุดขาว เรอัล มาดริดนั่นเอง

แกเร็ธ เบล ซึ่งตอนนี้กำลังมีปัญหา ระหองระแหงกับทางต้นสังกัดอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมันทำให้เขามีแนวโน้มว่าจะถูกทางราชันขายทิ้งค่อนข้างแน่นอน เพราะเจ้าตัวเล่นมีปัญหาทั่วไปหมด ทั้งกับผู้จัดการทีมอย่างซีเนดีน ซีดาน การเข้ากับเพื่อนร่วมทีมไม่ได้ และแฟนบอลก็ต่อต้านเขาอย่างมาก ถึงแม้จะทำผลงานได้โอเค ในเวลาที่ได้โอกาสลงสนาม แต่เมื่อดูจากปัญหาแล้ว เชื่อว่าการขายเขาออกจากทีม น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทีม

ทางเรอัล มาดริดตั้งค่าหัวตัวรุกวัย 30 ปี ไว้ที่ ราว 55 ล้านปอนด์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่มากนัก สำหรับกลุ่มทุนเงินหนา รวมไปถึงค่าเหนื่อยที่เขารับอยู่ที่ปีละ 15 ล้านยูโร ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาเช่นกัน ดังนั้นมันคงจะขึ้นอยู่กับว่า ข้อตกลงส่วนตัวของทั้งสองฝ่ายแล้ว ส่วนเรื่องฝีเท้าและผลงานนั้น คงไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะเขาสร้างตัวและพัฒนาฝีเท้า มาจากเวทีพรีเมียร์ลีก อังกฤษนี่แหละ โดยเขาลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไปแล้วถึง 146 นัด กับ 42 ประตูกับสเปอร์ โดยเฉพาะฤดูกาลสุดท้ายของเขากับทีม เมื่อถูกดันขึ้นมาเป็นผู้เล่นแนวรุกเต็มตัว เขากดไปถึง 21 ประตู จาก 33 นัดในลีก

เชื่อว่าหากนิวคาสเซิล ได้เบลมาเสริมทัพจริง เกมรุกของพวกเขาจะยกระดับขึ้นมาอย่างมากแน่ เพราะเบลถือว่าเป็นผู้เล่นที่ครบเครื่อง คนหนึ่งในโลกฟุตบอลเลยก็ว่าได้ ทั้งทักษะ ความเร็ว การไปกับบอล การจบสกอร์ ทั้งบนพื้นและกลางอากาศของเขาก็นับว่าเป็นเลิศ ทั้งยังพ่วงด้วยการเล่นลูกตั้งเตะอีกต่างหาก หากดึงเบลมาแล้วเสริมทัพด้วยผู้เล่นตัวสร้างสรรค์เกมดี ๆ อีกซักคนละก็ แนวรุกของสาลิกา จะโหดขึ้นอย่างผิดหูผิดตาเลยทีเดียว

เชื่อว่าดีลนี้มีโอกาสสูงมากเลยที่จะเกิดขึ้น เพราะทางทีมใหม่ก็เงินถึง ทางทีมเก่าก็อยากปล่อยออก และทางเจ้าตัวก็คงไม่อยากจะทนอยู่ ในที่ที่ตัวเองไม่มีความสุข ดังนั้นหากทางมหาเศรษฐี เจ้าของทีมใหม่ต้องการตัวเขาจริง เราคงจะได้เห็นแกเร็ธ เบล กลับมากระชากลากเลื้อย บนเกาะอังกฤษอีกครั้ง และบอกเลยว่าพรีเมียร์ลีก อังกฤษฤดูกาลหน้า จะต้องสนุกสุด ๆ อย่างแน่นอน เพราะตอนนี้เพียงแค่คิดก็ยังสนุกและตื่นเต้นขนาดนี้แล้ว แทบจะรอไม่ไหวกันเลยทีเดียว

เครดิตภาพ : https://www.standard.co.uk/sport/football/realmadrid/zinedine-zidane-asked-11-questions-about-gareth-bale-real-madrid-press-conference-a4273496.html

โควตานักตบต่างชาติ ในโคโว-วีลีก เกาหลีใต้ บททดสอบครั้งใหญ่ของ “เพียว” อัจฉราพร

เมื่อไม่นานมานี้ แฟนวอลเลย์บอล และแฟนกีฬาชาวไทย คงจะได้ยินข่าวที่น่าสนใจนี้กันถ้วนหน้า เมื่อมีข่าวว่า “เพียว” อัจฉราพร คงยศ นักตบสาวขวัญใจชาวไทย ได้ยื่นใบสมัครเข้าร่วม การคัดตัวนักกีฬาวอลเลย์บอล จากต่างชาติเพื่อเข้าร่วมรายการแข่งขัน โคโว-วีลีก ฤดูกาล 2020-2021 หรือการแข่งขันวอลเลย์บอลลีกอาชีพ ของเกาหลีใต้นั่นเอง

หลายคนอาจจะสงสัยว่า การย้ายไปเล่นลีกอาชีพในเกาหลี ต้องทำการคัดตัวทำไม สาเหตุที่จะต้องมีการคัดตัวผู้เล่นจากต่างชาติ ที่จะเข้าไปเล่นในลีกนั้น มีสาเหตุมาจากการที่ ทางโคโว-วีลีก ได้กำหนดกติกาไว้ว่า แต่ละทีมในลีก จะสามารถใช้ผู้เล่นต่างชาติ ได้เพียงแค่ 1 คนเท่านั้น และในลีกอาชีพของเกาหลีใต้เอง ก็มีทีมที่ร่วมการแข่งขันอยู่ทั้งหมด เพียงแค่ 6 ทีมเท่านั้นเอง นั่นก็เท่ากับว่า การคัดตัวครั้งนี้จะมี นักกีฬาที่ได้สิทธิ์ทั้งหมด เพียงแค่ 6 คนเท่านั้นเอง จากนักกีฬาที่เข้าร่วมการคัดเลือกทั้งหมดกว่า 50 คน ซึ่งต้องบอกว่า ไม่ใช่งานง่ายเลยสำหรับการคัดตัวครั้งนี้

การคัดตัวสู่โคโว-วีลีกครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่เลยทีเดียว สำหรับเส้นทางชีวิตสายกีฬา ของนักตบขวัญใจชาวไทย ถึงแม้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา อัจฉราพรจะโชว์พลังตบได้ดีมาตลอด และสร้างความสุขให้แก่แฟนวอลเลย์บอลชาวไทยมาอย่างมากมาย และพวกเราเห็นแล้วว่าเธอเก่งแค่ไหน แต่การคัดตัวผู้เล่นครั้งนี้ ก็เต็มไปด้วยผู้เล่นยอดฝีมือมากมายหลายคน ที่ต่างก็จับจ้องไปยังเป้าหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นจากยุโรปและอเมริกา ที่ได้เปรียบในเรื่องส่วนสูงเป็นทุนอยู่แล้วด้วย นั่นยิ่งเพิ่มความยากในการแข่งขันมากขึ้นไปอีก แต่ถึงแม้ว่าจะยากอย่างไร ชีวิตนักกีฬาก็ต้องเกิดมาเพื่อการแข่งขันอยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสมาวางอยู่ตรงหน้า ก็คงต้องลองดูสักครั้งหนึ่ง ว่าจะสามารถก้าวผ่านไปได้หรือไม่ ถ้าหากผ่านการทดสอบครั้งนี้ได้ ก็นับเป็นความสำเร็จครั้งหนึ่ง ในการเล่นวอลเลย์บอลอาชีพของเธอ ควบคู่ไปกับการคว้าความสำเร็จอย่างมากมาย กับทีมชาติไทย

“เพียว” อัจฉราพร คงยศ นับว่ามีโอกาสที่ดีมาก เมื่อได้รับข้อเสนอในการเข้าร่วมคัดตัวครั้งนี้ ในวัยเพียงแค่ 24 ปี ซึ่งยังเหลือเวลาให้พัฒนา และไขว่คว้าความสำเร็จได้อีกนานหลายปี และหากเธอทำได้สำเร็จ สามารถผ่านการคัดตัวครั้งนี้ได้ มันจะสร้างผลดีอย่างมากมาย ให้กับการพัฒนาวอลเลย์บอลไทย ทั้งในด้านของการยกระดับฝีมือ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เล่นเยาวชน ที่จะเอาเป็นแบบอย่างในการเล่นวอลเลย์บอล ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญอย่างมาก ในการพัฒนาและผลักดันผู้เล่นสายเลือดใหม่ ขึ้นมาแทนรุ่นพี่ได้ในอนาคต ตอนนี้คงต้องตั้งตารอให้วิกฤตการระบาดของโควิด-19 ผ่านไปให้เร็วที่สุด เพื่อที่การคัดตัวจะได้เริ่มขึ้นเสียที ซึ่งเชื่อว่าความตื่นเต้นกับการคัดตัวครั้งนี้ คงไม่ได้มีแค่กับตัวของ “เพียว”อัจฉราพรเพียงแค่คนเดียว แต่แฟนวอลเลย์บอลชาวไทย ก็คงจะรอด้วยความตื่นเต้นอย่างมากเช่นกัน

เครดิตภาพ : https://www.thairath.co.th/sport/trcheerthai/1153325

เมื่อไร้โควตายุโรป ก็อาจถึงเวลาที่เมมฟิส เดอปาย จะเซย์กู๊ดบายกับลียง

หลังจากที่ทางลีกฟุตบอลอาชีพ ฝรั่งเศสได้ทำการประกาศตัดจบการแข่งขัน ฤดูกาล 2019-2020 โดยการใช้ค่าเฉลี่ยคะแนนต่อนัด ซึ่งทำให้ปารีส แซงต์แชร์กแมง เป็นแชมป์ครั้งที่ 9 ของพวกเขาไปแล้ว แต่อีกมุมหนึ่งมันก็มีบางทีมเช่นกัน ที่ได้รับผลกระทบในด้านที่ไม่ดีนัก หนึ่งในนั้นก็คือสโมสรอันดับที่ 7 ของตารางอย่างโอลิมปิก ลียง ที่ทำให้พวกเขา ชวดการคว้าสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอล สโมสรยุโรปทั้งถ้วยเล็กและถ้วยใหญ่ เป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปีของพวกเขาเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากผลกระทบในด้านชื่อเสียง และรายได้มหาศาลแล้ว หนึ่งในผลกระทบที่ตามมาก็คือ พวกเขาอาจจะต้องเสียผู้เล่นคนสำคัญ ออกไปจากทีมด้วยนั่นเอง

หลังจากโอลิมปิก ลียงได้รับข่าวร้ายในการที่จะไม่ได้สิทธิ์ไปเล่นสโมสรยุโรป พวกเขาก็ได้รับอีกข่าวหนึ่งตามมาในเวลาไม่นาน เมื่อผู้เล่นคนสำคัญในแนวรุกของพวกเขา ออกมาแสดงท่าทีว่าอยากจะย้ายออกจากทีม นั่นคือในรายของเมม ฟิส เดอปาย แนวรุกทีมชาติฮอลแลนด์นั่นเอง เมื่อทางฌอง-มิเชล โอลาส ประธานสโมสร ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตัวนักเตะเองได้แจ้งความประสงค์ขอย้ายทีม หากทางสโมสรไม่สามารถคว้าสิทธิ์ ในการเล่นฟุตบอลยุโรปได้ในฤดูกาลนี้ ทำให้หลังประกาศ ตัดจบการแข่งขันของลีกเอิง ข่าวการย้ายตัวของเดอปาย จึงกลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างมาก

สำหรับฟอร์มของเดอปายกับทีมนั้น ถึงแม้ว่าฤดูกาลนี้เขาจะต้อง ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บ จนสามารถลงสนามให้กับทีมได้เพียงแค่ 18 นัดเท่านั้นแต่ฟอร์มการเล่นของเขาก็ร้อนแรงอย่างมาก เมื่อสามารถกดไปถึง 14 ประตู กับอีก 2 แอสซิสต์เลยทีเดียว ทำให้มีหลายทีมพร้อมที่จะ ดึงตัวเขาไปอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าทางหงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่เคยมีข่าวกับเขาตอนต้นฤดูกาล จะถอยห่างออกไปแล้วก็ตาม

ตอนนี้ทีมที่มีข่าวว่า จับตาสถานการณ์ของเขากับทีมอยู่ นั่นก็คือ สามทีมใหญ่จากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล และท็อทแน่ม ฮอต สเปอร์ของกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่นั่นเอง และอาจจะมีทีมเก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยังไม่ลงตัวในแนวรุก ลุ้นด้วยอยู่ห่าง ๆ ซึ่งจากบรรดาทีมที่สนใจเขาอยู่ในตอนนี้ หากจะให้ตอบโจทย์ การลงเล่นในถ้วยใหญ่อย่างยูซีแอลแล้วละก็ นับว่าทางเชลซีของแฟรงค์ แลมพาร์ดดูจะได้เปรียบคู่แข่งทีมอื่น ๆ อยู่ไม่น้อย เมื่อตอนนี้พวกเขารั้งอันดับ 4 ของตาราง ส่วนทางปืนใหญ่และไก่เดือยทองนั้น อยู่อันดับ 8-9 ของตาราง

สัญญาของเดอปายกับลียง ยังมีอยู่ถึงแค่ปี 2021 บางทีอาจจะเสี่ยงเกินไปสำหรับลียง ที่จะปล่อยให้สัญญาของเขาใกล้หมดมากกว่านี้ ดังนั้นการย้ายทีมของเขา น่าจะเกิดขึ้นในซัมเมอร์นี้ค่อนข้างแน่ ตอนนี้ทางลีกเอิงนั้นตัดจบไปแล้ว คงมีเวลาให้เดอปายได้นั่งคิดทบทวน ปลายทางสถานีต่อไปของเขา ได้อย่างเต็มที่ เพื่อโอกาสประสบความสำเร็จ และโอกาสในการลงเล่นในถ้วยยุโรปที่เขาต้องการ คงต้องอดใจรอการตัดสินของประเทศปลายมทางอีกซักนิด แต่คงไม่นานเกินรออย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : http://www.tellerreport.com/life/2020-04-18-memphis-depay-posts-video-with-liger–animal-organizations-share-call.BJZ1UsG_O8.html

เซบาสเตียน เวทเทล ถึงเวลาอำลาเฟอร์รารี่ ยุติช่วงเวลา 6 ปี กับม้าลำพอง

นับเป็นข่าวใหญ่ในวงการแข่งรถสูตรหนึ่ง (Formula 1) ในช่วงเวลานี้เลยทีเดียว เมื่อมีการประกาศว่า อดีตแชมป์โลกรถสูตรหนึ่ง 4 สมัยประกาศแยกทางกับสโมสรต้นสังกัด อย่างม้าลำพอง สคูเดเรีย เฟอร์รารี่ ค่ายรถยักษ์หลับจากแดนรองเท้าบูท อิตาลี หลังจากร่วมหัวจมท้ายกันมาถึง 6 ปี ซึ่งเมื่อเกิดข่าวนี้ขึ้นมา มันย่อมส่งผลตามมาอย่างมากมาย สำหรับวงการรถสูตรหนึ่ง

เซบาสเตียน เวทเทล ย้ายเข้ามาร่วมทีมม้าลำพอง ตั้งแต่ปี 2015 จากทีมเรดบูล เรซิ่ง หลังจากเจ้าตัวกวาดแชมป์โลกมาถึงสี่สมัย เก่าต้นสังกัดเดิม และอยากจะหาความท้าทายใหม่ ๆ ประกอบกับทางยักษ์หลับอย่างเฟอร์รารี่ ก็ห่างหายจากการคว้าแชมป์มานานหลายปี นับตั้งแต่ที่เคยครองความยิ่งใหญ่ ในยุคของมิเชล ชูมัคเกอร์ ยอดนักขับชาวเยอรมัน และครั้งสุดท้ายที่ได้สัมผัสแชมป์ ก็ตั้งแต่ปี 2007 ด้วยฝีมือของคิมี่ ไรค์โคเน่น นักขับชาวฟินแลนด์ จากนั้นก็ไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนบนจุดนั้นได้อีกเลย จึงหวังจะดึงตัวนักขับฝีมือดีอย่างเขา เข้ามากอบกู้สถานการณ์ ให้ทีมกลับมาลุ้นแชมป์อีกครั้ง

แต่ตลอดเวลา 6 ปี ที่เวทเทลมาอยู่กับม้าลำพอง เขากลับยังไม่สามารถพาทีม กลับขึ้นไปอยู่บนจุดนั้นได้ดังที่หวัง โดยเข้าใกล้ที่สุดก็คือ อันดับที่ 2 ในปี 2017 และ 2018 ภายใต้ยุคทองของคู่แข่งอย่าง เมอร์ซิเดส ลูอิส แฮมิลตัน นักแข่งชาวอังกฤษ ที่กวาดแชมป์มาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นฝีมือแฮมิลตันถึง 5 สมัย และคู่หูอย่างนิโก้ รอสเบิร์กอีกหนึ่งสมัย ทำให้ดูเหมือนช่วงเวลาในการย้ายสังกัด ของเวทเทลจะดูไม่ไม่ถูกที่ถูกเวลาไปซะหมด และทำให้ให้ยักษ์หลับอย่างเฟอร์รารี่ ก็ยังคงหลับใหลอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

สัญญาของเวทเทล กับทางต้นสังกัดนั้น กำลังจะหมดลงในปี 2020 นี้ และได้มีการออกมาแถลงทั้งสองฝ่ายแล้ว ว่าจะไม่มีการต่อสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งมีข่าวลือมากมายหลายเสียง ทั้งการตกลงค่าเหนื่อยไม่ได้ เพราะทางเฟอร์รารี่ต้องการจะลดค่าเหนื่อยของเขาลง จากเดิมที่เคยรับอยู่ราว 40 ล้านดอลลาร์ หรืออายุสัญญาที่ไม่มากพอ ที่ทางเฟอร์รารี่ต้องการจะยื่น ให้กับนักขับ ในวัยที่เข้าสู่อายุ 32 ปีแล้ว ส่วนทางตัวเวทเทลเอง ก็ได้ออกมาบอกว่า มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องทองใด ๆ แต่มันเป็นเรื่องเหตุผลทางกีฬาเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มันก็จบลงที่การยุติการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่ายนั่นเอง โดยมันตามมาด้วยข่าวคราวของการหาตัวแทนของเขา ที่จะเข้ามาจับคู่กับชาร์ล เลอแคร์ นักแข่งดาวรุ่งชาวโมนาโก โดยมีแคนดิเดทนำมาโดย คาร์ลอส ไซนส์ นักขับชาวสเปนจากทีมแมคลาเรน หลังแมคลาเรนดึงตัวแดเนี่ยล ริคคิอาร์โต หนึ่งในตัวเลือกของเฟอร์รารี่ไปก่อนแล้ว และยังมีอันโตนิโอ จิโอวินาซซี่ จากทีมอัลฟ่า โรมีโออีกคน ที่ดูจะมีโอกาสย้ายเข้ามาแทนที่เวทเทล

แฟนกีฬาจ้าวความเร็ว คงจะต้องจับตาดูการโยกย้ายสังกัดของเวทเทลในครั้งนี้ ว่าในการแข่งขัน ฟอร์มูล่า วัน 2021 จะมีนักแข่งคนไหน เข้ามาแทนที่ของเซบาสเตียน เวทเทล ในทีมม้าลำพอง แล้วมาดูกันต่อว่า คนที่เข้ามาใหม่จะสามารถสานฝัน ในการปลุกยักษ์หลับอย่าง สคูเดเรีย เฟอร์รารี่ ให้ตื่นมาพบเช้าที่สดใสอีกครั้งได้หรือเปล่า

เครดิตภาพ : https://www.bangkokpost.com/sports/1916812/vettel-to-leave-ferrari-after-2020-season

ทางเลือกของผี ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ ตัวเลือกอย่างแรบบี้ มาตอนโด้ ถูกกว่าซานโช่เยอะเลย

เป็นข่าวเกี่ยวโยงกันมาอย่างเนิ่นนาน สำหรับทางสโมสรปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กำลังเสริมสร้างเกมรุก ให้กับทีมยุคใหม่ ภายใต้การคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กับปีกดาวรุ่งของดอร์ทมุนด์ อย่างจาดอน ซานโช่ แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเสียที ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเหตุมาจาก ทางสโมสรต้นสังกัดอย่างดอร์ทมุนด์ ก็ไม่ยอมเสียเพชรเม็ดงามของพวกเขาไปง่าย ๆ เหมือนกัน โดยพวกเขาตั้งค่าตัวของซานโช่ไว้สูงถึง 100 ล้านปอนด์ เลยทีเดียว ทำให้การเจรจาจึงยังไม่คืบหน้าซักเท่าไหร่

ยิ่งเมื่อทั่วทั้งโลกถูกเล่นงานโดย เจ้าไวรัสโควิด-19 เศรษฐกิจทั่วโลกก็โดนโจมตีอย่างหนัก ดังนั้นเม็ดเงินขนาดมหาศาลขนาด 100 ล้านปอนด์ มันก็เสี่ยงเหมือนกันสำหรับการลงทุน เพราะถึงแม้จะเป็นวงการฟุตบอล ที่มีเงินสะพัดอยู่มาก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาทำเงิน ได้เหมือนที่เคยทำได้อีกเมื่อไหร่ โดยเฉพาะการกลับมาแข่งใหม่แบบไร้ผู้ชม อย่างที่หลายที่เริ่มทำ ก็เสียรายได้มหาศาลจากการขายตั๋วไปแล้ว ทำให้การลงทุนในโลกฟุตบอล อาจจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายทางปีศาจแดง อาจจะไม่กล้าจ่ายค่าตัวขนาดนั้น เพื่อแลกกับนักเตะในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ลือไปมา ของผีแดงกับซานโช่ มีอีกข่าวหนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อมีข่าวออกมาว่า พวกเขามีอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ แถมมีราคาถูกกว่ากันแบบ ฟ้ากับดินเลยก็ว่าได้ แถมว่ากันว่าผู้ที่ส่งรายงานนี้ ให้โซลชาร์ก็คือปีกระดับตำนานของทีมอย่าง ไรอัน กิ๊กส์อีกด้วย ซึ่งรายชื่อที่กิ๊กส่งขึ้นไปก็คือ ชื่อของแรบบี้ มาตอนโด้ ปีกชาวเวลส์ ของราชันสีน้ำเงิน ชาลเก้ 04 นั่นเอง

ปีกดาวรุ่งวัย 19 ปีคนนี้ มีเส้นทางการค้าแข้งเหมือนกันกับ จาดอน ซานโช่เลยก็ว่าได้ นั่นคือการย้ายออกจากอคาเดมี่ ของเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สู่แผ่นดินเยอรมันเหมือนกัน โดยทางมาตอนโด้ย้ายตามมาหลังจากซานโช่ 2 ปีด้วยกัน และเพียงปีแรกกับทีมราชัน เขาก็แจ้งเกิดได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว และลงช่วยต้นสังกัดไปแล้ว 15 นัด และทำได้ 1 ประตู เขาเป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีก ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมคนหนึ่ง ทั้งความเร็ว เทคนิค การเลี้ยงบอลทำลุทะลวงแนวรับของคู่แข่ง รวมถึงการเปิดบอลก็ทำได้ดี ซึ่งดูจากคุณสมบัติที่มี บวกกับวัยที่ยังไม่เต็ม 20 ปีด้วยซ้ำ เชื่อว่าเขายังพัฒนาไปต่อได้อีกเยอะ ซึ่งก็คือส่วนนี้แหละที่เป็นรองซานโช่ เพราะรายแรกนั้นสอบผ่านอย่างสวยงาม ไปแล้วกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จนสถาปนาตัวเองขึ้นไปเป็นดาวรุ่งแห่งยุค แต่เมื่อหันมามองที่ราคาค่าตัวของเขาแล้ว ก็ต่างจากซานโช่เป็นสิบเท่าเลยทีเดียว เมื่อมีการคาดการกันว่า ค่าตัวของมาตอนโด้น่าจะอยู่ที่ 10 ล้านปอนด์เท่านั้น ในขณะที่ซานโช่สูงถึง 100 ล้านปอนด์

ผู้ที่จะให้คำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้ คงเป็นทางโซลชาร์ นายใหญ่ของทัพผีแดง ว่าจะเอายังไง ถ้าเลือกซานโช่ที่การันตีผลงานแล้ว ก็ต้องจ่ายจำนวนมหาศาล แต่ถ้าจะเลือกเพชรที่ยังไม่เจียรนัย อย่างมาตอนโด้ แล้วใช้ระยะเวลากับฝีมือ ในการขัดเกลาเองซักหน่อย เชื่อว่าเขาก็จะเป็นเพชรเม็ดงามในอนาคตได้เช่นกัน แถมประหยัดได้ตั้ง 90 ล้านปอนด์เลยนะ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ แฟนผีทั้งหลาย

เครดิตภาพ : https://theathletic.com/1676477/2020/03/23/rabbi-matondo-schalke-wales-manchester-city/

สัญญาณจากยานแม่ สะเทือนถึงเรือใบ เอาไงดีเมื่อลาปอร์ตา จะดึงเป็ปกลับขึ้นยาน

ข่าวการลงสมัครแย่งชิงตำแหน่ง ประธานสโมสรเจ้าบุญทุ่ม บาร์เซโลน่าเมื่อไม่นานมานี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนข้ามประเทศมายังเกาะอังกฤษอย่างมาก โดยเฉพาะทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ดูจะได้รับผลกระทบนี้ไปแบบเต็ม ๆ เพราะผู้ลงสมัครชิงตำแห่ง อย่างโจน ลาปอร์ตา ได้กล่าวถึงนโยบายในฤดูกาลหน้าของเขาว่า คือการดึงตัวเป็ป กวาร์ดิโอลา ยอดกุนซือที่ตอนนี้อยู่กับทางเรือใบสีฟ้า หวนกลับคืนมาคุมทีมในถิ่นคัมป์ นู อีกครั้งนั่นเอง

นโยบายการชิงตำแหน่งของลาปอร์ตา ในครั้งนี้มันช่างประจวบเหมาะ กับการที่ทางเรือใบสีฟ้า กำลังประสบปัญหาใหญ่ในเรื่อง การทำผิดกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ซึ่งก็คือกฎควบคุมการเงินของทางยูฟ่านั่นเอง จนทำให้พวกเขาอาจจะโดนสั่งห้ามไม่ให้ ลงเล่นในถ้วยสโมสรยุโรป ไปถึงสองฤดูกาล และเป้าหมายหลักของเป็ป กับแมนซิตี้ ก็คือถ้วยบิ๊กเอียร์เป็นหลัก ดังนั้นหากต้องโดนแบนไปสองปี ก็อาจจะทำให้เขา รวมถึงผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์บางคน ตัดสินใจ อำลาถิ่นเอติฮัตไปก็เป็นได้

หนำซ้ำเมื่อปลายทางที่เปิดรอเขาอยู่ คือประตูของสนามคัมป์ นู ถิ่นของยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่า ซึ่งสำหรับเป็ป กวาร์ดิโอลาแล้ว บาร์ซ่าไม่ใช่เป็นเพียงยอดทีม เงินหนา และโด่งดังเพียงเท่านั้น แต่สำหรับเขาที่นี่เปรียบเสมือนบ้านเลยก็ว่าได้ เพราะตัวเขาเองอยู่กับบาร์ซ่ามาตั้งแต่อายุเพียงแค่ 13 ปี ถ้าเป็นเด็กไทยก็คงอยู่ที่นี่มาตั้งแต่จบ ป. 6 เลยทีเดียว และลงเล่นให้บาร์ซ่าไล่มาตั้งแต่ชุดซี ชุดบี และชุดใหญ่ อยู่ยาวนานถึง 15 ปี คว้าแชมป์กับทีมมากมายหลายถ้วย ตลอดการค้าแข้งของเขากับทีม

แถมการเริ่มต้นเส้นทางการเป็นยอดกุนซือของเขา ก็เริ่มต้นขึ้นที่นี่เช่นกัน โดยเริ่มจากการคุมทีมชุดบี ก่อนที่จะถูกดันขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัวเมื่อปี 2008 ซึ่งในปีนั่น บุคคลที่นั่งตำแหน่งประธานสโมสรก็คือ ชายที่ชื่อว่าโจน ลาปอร์ต้านี่แหละ มันจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่จะช่วยโน้มน้าวจิตใจของเป็ปได้เป็นอย่างดี เพราะลาปอร์ต้าคือผู้ผลักดันเขาขึ้นมาสู่ความรุ่งโรจน์ในฐานะกุนซือเลยก็ว่าได้ และมันก็เป็นที่ประจักษ์ แก่สายตาแฟนฟุตบอลทั้งโลกแล้วว่า ทีมบาร์ซ่าภายใต้การคุมทีมของเขานั้น ยอดเยี่ยมเพียงใด เรียกว่าเข้าขั้นไร้เทียมทานก็ว่าได้ ถ้าดูจากสถิติการคุมทีม 4 ปีของเขา ผลงาน 247 นัด ทีมของเขามีเปอร์เซ็นต์ชนะถึง 72.5 % แถมยิงกระจายอีกต่างหาก และเต็มไปด้วยสุดยอดผู้เล่นของโลกฟุตบอล อย่างลิโอเนล เมสซี่,  อันเดรส อิเนียสต้า, ชาบี เอร์นานเดซ เป็นแกนหลักของทีมในยุคนั้น พาทีมกวาด 3 แชมป์ลีก 2 แชมเปี้ยนลีก และบอลถ้วยในประเทศอีกสองสมัยอย่างยิ่งใหญ่  

หลังจากยุคสมัยของเขา บาร์ซ่าก็ได้ทำการเปลี่ยนผู้จัดการทีมมาแล้วหลายคน มีประสบความสำเร็จบ้าง แต่ยังไม่มีใคร พาทีมไปสู่ฟอร์มสุดยอด ได้เหมือนสมัยที่เป็ปคุม ดังนั้นเชื่อว่านโยบายนี้ น่าจะทำให้ลาปอร์ต้า ได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้น และการพยายามดึงตัวเขามาสู่ทีม จะต้องเกิดขึ้นจริง ๆ คราวนี้ก็ต้องดูว่าทางเรือใบสีฟ้า จะทำอย่างไรเพื่อรั้งตัวเป็ปให้อยู่กับทีมต่อไปได้ เพราะถ้าหากการโดนแบนเกิดขึ้นจริง แล้วตามมาด้วยการสูญเสียเป็ป กวาร์ดิโอลา เชื่อว่าขวัญกำลังใจ ของนักเตะภายในทีมหายไปแน่ และมันจะตามมาด้วยการสูญเสียตัวผู้เล่นตามไปแน่ และกว่าจะกลับมาได้ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลากี่ปี คงจะแย่งตัวกันอย่างสนุก และต้องทุ่มสุดตัวกันทั้งสองทีม อย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.matichon.co.th/sport/sportscoop/news_1846167/attachment/pep-guardiola-manchester-city-fa-cup-2019_19tkrz13qec331twovarhbqh2h

วิคเตอร์ โอซิมเฮน กองหน้าที่เนื้อหอม และฟอร์มแรงที่สุดในลีกน้ำหอมชั่วโมงนี้

ถ้าเอ่ยชื่อของสโมสรลีลล์ อีกหนึ่งทีมดังจากลีกเอิง ฝรั่งเศสขึ้นมาแล้วละก็ เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ผู้คนจะคิดถึงเกี่ยวกับพวกเขานั่นก็คือ ในฐานะทีมยอดนักปั้น เพราะพวกเขามักจะทำเงินได้อย่างมหาศาล จากการที่ใช้สายตาอันแหลมคม ไปกว้านหาผู้เล่นฝีเท้าดีราคาถูก เข้ามาปลุกปั้นจนโด่งดัง และสร้างมูลค่าได้มหาศาลเมื่อจำเป็นต้องขายออกไป ที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่น การขายเอเดน อาซาร์ด ให้กับเชลซีเมื่อครั้งอดีต หรือการขายนิโคลัส เปเป้ให้กับอาร์เซน่อลเมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาก็ทำกำไรได้เกือบ 70 ล้านยูโร หลังดึงตัวมาจากอองเชร์ส ด้วยราคาเพียง 10 ล้านยูโรเท่านั้นเอง

และในอนาคตอันใกล้นี้ ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะ ทำกำไรอย่างมหาศาลได้อีกครั้ง เมื่อกองหน้าที่พวกเขาพึ่งจะดึงตัวมาจาก ชาร์เลอรัว ทีมในลีกเบลเยี่ยม อย่างวิคเตอร์ โอซิมเฮน สามารถทำผลงานได้ดี จนเป็นที่หมายปองของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งค่าตัวที่พวกเขาจ่ายไป เพื่อแลกกับตัวโอซิมเฮนนั้น เพียงแค่ 12 ล้านยูโรเท่านั้นเอง แต่มีข่าวซุบซิบหลุดออกมา ว่ามีทีมนิรนามแอบย่องเงียบ ขอซื้อตัวเขาสูงถึง 75 ล้านปอนด์ เพื่อเป็นการชิงตัดหน้าคู่แข่งรายอื่น ๆ แต่ยังไม่ปรากฎชัดว่าเป็นทีมใด

สำหรับวิคเตอร์ โอซิมเฮน เป็นผู้เล่นในตำแหน่งตัวรุก สัญชาติไนจีเรีย ซึ่งปัจจุบันเขามีอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้นเอง จุดเด่นของเขาอยู่ที่ความเร็ว และความเฉียบคมในการจบสกอร์ แถมมีความสูงถึง 186 เซนติเมตร ทำให้ไม่เสียเปรียบมากนักในการปะทะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้โดดเด่นอะไร ในการเล่นลูกกลางอากาศ ดู ๆ ไปสไตล์การเล่นของเขา จะคล้ายคลึงกับ อดีตยอดกองหน้าชาวฝรั่งเศส อย่างเธียร์รี่ อองรี คือรวดเร็ว ไปกับบอลได้ดี และจบสกอร์ได้เฉียบคม ส่วนลูกโหม่งนั้น แทบจะไม่มีให้เห็นเหมือนกันอีกด้วย

ส่วนบรรดาทีมที่ตามจีบโอซิมเฮนนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบรรดาทีมใหญ่เงินหนากันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์ มิลานจากอิตาลี และพวกขาใหญ่แห่งเกาะอังกฤษอย่าง ลิเวอร์พูล, แมนยู, เชลซี, อาร์เซน่อล และท็อตแน่ม ฮอต สเปอร์ ซึ่งทีมต้องสงสัยที่ว่าแอบย่องเงียบไปเสนอเงินก้อนโต ก่อนทีมอื่นก็คือสเปอร์นี่แหละ แต่ก็ยังไม่มีอะไรแน่ชัด ทำให้ทุกทีมที่มารุมจีบต่างก็ยังคง มีความหวังกันอย่างเต็มเปี่ยม เชื่อว่าอีกไม่นานนี้ เมื่อแต่ละลีกได้ข้อสรุปที่แน่ชัด และเห็นแนวทางในฤดูกาลหน้าที่ชัดเจนแล้ว การแย่งตัวของโอซิมเฮน จะดุเดือดขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นทีมไหนที่สามารถ คว้าตัวเขาไปร่วมทีมได้ อนาคตของเด็กคนนี้ ก็น่าจับตามองอย่างมาก และเขามีศักยภาพเพียงพอ ที่จะก้าวขึ้นไปเป็นกองหน้าระดับโลกในวันข้างหน้า อย่างที่โอเดียน อิกาโล กองหน้าตัวยืมของปีศาจแดง ที่เป็นรุ่นพี่ในทีมชาติของเขา ออกมาบอกว่าเขานี่แหละ คือความหวังใหม่ของวงการฟุตบอลไนจีเรีย แต่ไม่ว่าอนาคตของเขาจะไปอยู่ที่ใด และไปได้ไกลแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ อนาคตอันใกล้นี้ บอร์ดบริหารสโมสรลีลล์ จะยิ้มกันแก้มปริ กับการได้กำไรมหาศาลจากดีลของเขา อย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.vanguardngr.com/2020/03/lille-place-e100m-price-tag-on-victor-osimhen/

ไทสัน-โฮลิฟิลด์ กำลังจะกลับมาล้างตากันอีกครั้ง ในวัยเกินครึ่งร้อย

นับเป็นข่าวดีที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย สำหรับแฟนกีฬาหมัดมวย โดยเฉพาะแฟนมวยในยุค 90 เมื่อมีข่าวออกมาว่า อดีตมวยคู่หยุดโลกอย่าง มฤตยูดำ ไมค์ ไทสัน กับ คู่ปรับตลอดกาลอย่าง อีแวนเดอร์ โฮลิฟิลด์ จะกลับมารำลึกความหลัง บนสังเวียนผ้าใบอีกครั้ง ในขณะที่ทั้งคู่มีอายุเกินห้าสิบไปแล้ว ถึงจะดูว่าเป็นการชกกัน ของนักชกที่อายุมากแล้ว แต่เชื่อว่าแฟนมวย ที่เคยติดตามการชกของคู่นี้ ย่อมจะตื่นเต้นที่จะได้เห็น พวกเขากลับมาฟาดกำปั้นกันอีกครั้งอย่างแน่นอน

เรื่องราวเริ่มต้นของข่าวนี้ มันเกิดขึ้นจากการที่มีคลิป ของทางมฤตยูดำ ไมค์ ไทสัน ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 53 ปีแล้ว ได้ทำการฝึกซ้อม โชว์ความฟิตของเขา พร้อมเผยว่าเขา จะกลับมาโชว์ลีลาการชกบนสังเวียนผ้าใบอีกครั้ง ในรูปแบบการการชกเพื่อการกุศล เพื่อหาเงินช่วยหน่วยงานทางการแพทย์ หลังจากนั้นทางคู่ปรับตลอดกาลของเขา อย่างอีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ ในวัย 57 ปี ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ว่าเขาก็มีความพร้อมเช่นกัน เพราะดูแลรักษาสภาพร่างกายของตัวเองมาเป็นอย่างดี และได้ฝึกซ้อมเพื่อดูแลร่างกายมาตลอดสิบกว่าปีมานี้ ไม่ได้ปล่อยให้ร่างกายโทรมไปตามอายุ และทางผู้จัดการของเขา กำลังพูดคุยถึงความเป็นไปได้ ที่จะให้เกิดไฟต์การกุศลนี้ขึ้น พร้อมทั้งยังบอกว่า การทำอะไรร่วมกันระหว่างไมค์ ไทสัน กับเขา มักจะออกมาดีเสมอ

การชกของทั้งคู่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วถึงสองครั้ง ในปี 1996 และปี 1997 โดยทั้งสองไฟต์ ทางด้านอีแวนเดอร์ โฮลิฟิลด์ เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ทั้งหมด ซึ่งนอกจากการชกของพวกเขา จะเป็นระดับที่เรียกว่าไฟต์หยุดโลกแล้ว ในการชกไฟต์ที่สอง เมื่อปี 1997 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นที่จดจำของแฟนมวยทั่วโลก เมื่อทางฝั่งไทสัน ทำผิดกติกาด้วยการกัดหูของโฮลิฟิลด์ จนขาดติดปากออกมา ก่อนจะบ้านทิ้งบนพื้นเวที และถูกปรับแพ้ในที่สุด พร้อมกับถูกถอดถอนใบอนุญาตชกมวยไป ก่อนที่จะยื่นอุทธรณ์ จนได้ใบอนุญาตกลับมาอีกครั้ง หลังจากนั้น 1 ปี

สำหรับการรีไฟต์ของสองยอดนักชก ในไฟต์การกุศลครั้งนี้ ทางผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายกำลัง พูดคุยกันเพื่อให้การชกนี้ได้เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาหนึ่งที่ทาง เอ็ดดี้ เฮิร์น โปรโมเตอร์ผู้จัดชื่อดัง ยังคงมีความกังวลอยู่ก็คือ เรื่องความปลอดภัยนั่นเอง เพราะด้วยอายุเกินครึ่งร้อยของทั้งสองคน อาจจะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นได้ ทำให้ทางผู้จัดจะต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมในส่วนนี้ด้วย เพราะการเจอกันของพวกเขา คงจะไม่มีการยั้งมือแน่ ถ้าได้ขึ้นสังเวียนคงจะซัดกันอย่างเต็มที่ ในขณะที่ร่างกายไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนตอนหนุ่ม ๆ ทางผู้จัดจึงต้องพยายามคิดในส่วนนี้ให้รอบคอบ

เพียงแค่มีข่าวนี้ออกมา ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนมวยกันอย่างมากแล้ว เชื่อว่าตอนนี้บรรดาแฟนหมัดมวยทั่วโลก แทบจะนับถอยหลังรอเวลา ให้คู่นี้กลับขึ้นสังเวียนกันแทบไม่ไหวแล้ว เพราะนักชกคู่นี้ พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่นักชกที่เป็นคู่ปรับตลอดกาล แต่พวกเขายังเป็นตำนาน ของวงการมวยโลกเลยก็ว่าได้

เครดิตภาพ : https://www.espn.com/boxing/story/_/id/9598067/mike-tyson-evander-holyfield-i

โอเดียน อิกาโล่ อาจจะต้องตื่นจากความฝัน ก่อนเวลาอันควร

แฟนฟุตบอลทุกคน คงจะจำกันได้อย่างดี ถึงวันที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตัดสินใจดึงตัว โอเดียน อิกาโล่ กองหน้าชาวไนจีเรีย เพื่อมาแก้ปัญหาความฝืดเคือง ในการยิงประตูของพวกเขา ด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล และเจ้าตัวก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า การได้มาเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เปรียบเสมือนความฝันในวัยเยาว์ของเขา มันได้กลายเป็นจริงแล้ว เขาจะยอมแลกกับทุกสิ่งที่มี เพื่อให้ได้เล่นให้กับทีมในฝัน ที่เขารอมาตลอดชีวิต แต่ดูเหมือนว่าความฝันครั้งนี้ของเขา อาจจะต้องถูกปลุกให้ตื่นก่อนเวลาอันควรเสียแล้ว

ในวันที่เขาย้ายมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมาย ว่าทางสโมสรคงจะอับจนหนทางจนถึงที่สุดแล้ว ในการเซ็นสัญญาผู้เล่นกองหน้า เข้ามาแก้ปัญหาการยิงประตู หลังพลาดการดึงผู้เล่นชื่อดัง อย่างฮาแลนด์ หรือแม้แต่อดีตเด็กเก่าอย่าง โจชัว คิง ที่พอจะมีมาตรฐานจากการเล่นอยู่บนเวทีพรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว จนต้องไปดึงตัวกองหน้าจากลีกจีน อย่างเขาเข้ามาแทน ถึงแม้ว่าจะเคยฝากผลงาน บนเกาะอังกฤษมาก่อนกับวัตฟอร์ด แต่ก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จมากนัก จนต้องระเห็จไปโกยเงินหยวนที่แผ่นดินมังกร

ทันทีที่การเจรจาของทั้งสองทีมจบลง และเขาได้ย้ายมาเล่นกับแมนยูจริง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ต่าง ๆ เขาได้สร้างฐานแฟนบอลบางส่วน ด้วยบทสัมภาษณ์ ว่านี่คือทีมในฝันตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยเรื่องราวนี้ ทำให้เสียงแฟนบอลบางส่วนที่เคยวิจารณ์ กลับมาเป็นแรงสนับสนุน เอาใจช่วยให้เขาทำผลงานได้ดี กับความฝันครั้งนี้ และเมื่อเขาได้รับโอกาสลงสนามให้กับทีม เขาก็ใช้ความสามารถในสนาม กลบเสียงวิจารณ์ส่วนที่เหลือทั้งหมด ให้เงียบกริบกันเลยทีเดียว ด้วยการทำ 4 ประตูกับ 1  แอสซิสต์ จากการลงสนาม 8 เกม และดูเหมือนว่าสไตล์การเล่นของเขา ช่วยเติมเต็มเกมรุกที่ขาดหายของปีศาจแดงได้อย่างดี ทำให้จากเสียงวิจารณ์ในวันแรก กลับกลายเป็นเสียงเชียร์ และสนับสนุนให้เขาอยู่กับทีมอย่างถาวร จนมีเสียงเรียกร้องให้ทางสโมสร จัดการซื้อขาดตัวเขาจากเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว หลังจากหมดสัญญายืมตัว

แต่ดูเหมือนว่ามันความฝันของเขา และแฟนบอลหลายคน คงจะเป็นเรื่องยากเสียแล้ว เมื่อทางปีศาจแดงเอง ต้องการขยายสัญญายืมตัวของเขา ออกไปอีกจนจบฤดูกาล หลังจากโดนพิษโควิด-19 เล่นงานจนโปรแกรมพรีมียร์ลีก มีอันต้องเลื่อนออกไป แต่ทางเจ้าของสัญญาอย่างเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัวเอง กลับไม่ต้องการขยายสัญญาออกไป และยื่นคำขาดว่า หากทางผีแดงต้องการเขาไว้ใช้งานต่อ จะต้องซื้อขาดเท่านั้น แถมตั้งค่าตัวไว้สูงถึง 20 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นเงินที่ทางผีแดงต้องคิดแล้วคิดอีกเลยทีเดียว กับการแลกกับผู้เล่นวัย 31 ปี แถมถ้าทางผีแดงไม่สนจะจ่าย พวกเขาก็ไม่เดือดร้อน และเตรียมประเคนค่าเหนื่อยมหาศาล ไว้ล่อใจ อิกาโล่ในการเล่นในลีกแดนมังกรอีกด้วย

จากที่การเล่นในโอลด์ แทร็ฟอร์ดเคยเป็นแค่ความฝัน วันนี้เขาสามารถทำให้ความฝันนั้น เป็นฝันที่สวยงามอีกด้วย แต่ด้วยการเจรจาที่ไม่ลงตัว ของทั้งสองสโมสร อาจทำให้เขาต้องกลับต้นสังกัด ก่อนที่จะได้เล่นจนจบฤดูกาล ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนความฝันอันสวยงาม ของโอเดียน อิกาโล่ ต้องถูกปลุกให้ตื่นกลางคัน โดยที่ยังไม่ถึงเวลาเช้านั่นเอง