อารมณ์…ตัวสร้างหรือบ่อนทำลายสถาบันครอบครัว

ครอบครัว..คำ ๆ นี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก ทุกคนที่เกิดมาต้องรู้จักเป็นอย่างดี ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะให้คำนิยามไว้ว่าอย่างไร สังคมไทยมักสอนอยู่เสมอว่า สิ่งสำคัญมากที่สุดในชีวิต คือ คนในครอบครัว เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามหรือละเลย สถาบันครอบครัวจึงถือเป็นพื้นฐานแรกในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน แต่ยังคงมีอีกหลายชีวิตที่ต้องมีสภาพของครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ หรือแบบที่เรียกว่า บ้านแตกสาแหรกขาด

ปัจจุบันปัญหาครอบครัวที่พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกไปทาง เกิดขึ้นในสังคมอยู่ทุกวันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งถ้าลูกกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยแล้วนั้น โอกาสที่ครอบครัวจะแตกแยกก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นมาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าลูกเป็นวัยรุ่นหรือไม่ แท้จริงแล้วตัวการสำคัญของการเกิดปัญหา คือ อารมณ์หรือความรู้สึกของคนในครอบครัว เสียมากกว่า

ลองคิดดูว่าการที่บ้านแตกเกิดจากอะไร คำตอบคือ คนในครอบครัวไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และอะไรคือสาเหตุของการทะเลาะกัน คำตอบคือ การที่ไม่มีใครยอมใคร คิดแต่สิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูก และมองข้ามความคิดของคนอื่น พอเมื่อได้ทะเลาะกันแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันถูกกักเก็บไว้ในจิตใจจะพรั่งพรูออกมาจากปากอย่างไม่มีวันหมด และคำพูดที่ออกมาจะกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้รับฟังเกิดความรู้สึก และแสดงออกมาในรูปแบบของอารมณ์ที่รู้สึกในขณะนั้น แต่ขึ้นชื่อว่าทะเลาะ คงไม่มีคำพูดที่ทำให้คนฟังรู้สึกดีเป็นแน่และยิ่งถ้าผู้พูดหรือผู้ฟังเป็นคนที่ยังไม่สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ หรือควบคุมอารมณ์และความรู้สึกตัวเองได้ด้วยนั้น ปัญหาบ้านแตกก็คงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

เช่นนั้นแล้ว ในฐานะของคนเป็นพ่อ เป็นแม่ หรือเป็นลูก ควรมีวิธีการตั้งรับเมื่อกำลังรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสภาวะของอารมณ์ที่คุกรุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้แสดงตัวตนออกมาในรูปแบบที่ไม่ควรจะเป็นได้ด้วยวิธีการดังนี้

1. อารมณ์ไม่ดี ไม่คุย

ถ้าเมื่อใดที่รู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ ให้แยกตัวออกมาจากคนรอบข้างทันที เพราะหากยังคงฝืนทนอยู่ต่อไป นั้นจะเป็นช่องโหว่ของการแสดงตัวตนในด้านมืดออกมา จงออกไปสงบจิตสงบใจ หาวิธีการผ่อนคลาย ทบทวนตัวเอง ทบทวนปัญหา หาทางออกและค่อยกลับมาแก้ไขต่อไป

2. เหตุผลสำคัญกว่า

การพูดคุยกันด้วยเหตุผล ย่อมหาทางออกได้ง่ายกว่าการใช้อารมณ์อย่างแน่นอน เพราะการที่คนเราจะตัดสินใจทำอะไรลงไปสักอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าเขาต้องมีเหตุผลแล้วภายในใจ หากลูกทำผิด คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ลองเปิดใจรับฟังเขาสักนิด ให้เขาได้อธิบาย ให้เขาได้แสดงความคิดเห็น หากเขาผิดก็ว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอนกันไปตามที่เห็นควร หลีกเลี่ยงการดุด่าทุบตี หรือการใช้ความรุนแรง เพราะเขาคือลูก เขาคือคน ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ส่วนคนเป็นลูก เมื่อรู้ว่าตัวเองทำผิดก็ต้องยอมรับในผลการกระทำของตัวเอง และจดจำไว้เป็นบทเรียนเพื่อไม่กระทำผิดซ้ำอีกในอนาคต

3. Social ทำพิษ

หากอยู่ในภาวะของอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก สิ่งที่ไม่ควรกระทำคือ การระบายความรู้สึกลงบนโลกโซเชียล เพราะโลกโซเชียลจะเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้สึกนั้นอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้อีก จริงอยู่ว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะโพสต์ หรือจะแชร์ อะไรก็ได้ แต่หากกระทำด้วยอารมณ์ นอกจากจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแล้วอาจเป็นการเพิ่มปัญหาอีกด้วย

ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้อารมณ์ครอบงำความเป็นตัวตน บางคนไม่ใช่คนที่มีจิตใจเลวร้ายอะไร แต่มักกระทำสิ่งที่รุนแรงลงไปแบบไม่รู้ตัว เพราะสาเหตุมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นตัวนำพาทั้งสิ้น และสิ่งที่จะช่วยระงับเพลิงไฟในจิตใจก็คงต้องใช้ สติ เป็นตัวช่วย หากมีสติ ก็จะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ หากควบคุมอารมณ์ได้ ความรุนแรงก็จะไม่เกิด และเมื่อความรุนแรงไม่เกิด ก็จะนำมาซึ่งความสุขทั้งของตัวเองและคนในครอบครัว

 

คู่มือสร้างความสุขด้วยตัวเอง..สำหรับสาวโสดที่ต้องทำก่อนข้ามปี

ถ้าเมื่อใดที่มองออกไปนอกถนน แล้วพบกับแสงสีตระการตา เสียงเพลงบรรเลงดนตรีในยามค่ำคืน ผู้คนจับกลุ่มร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน นั้นแปลว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขกำลังเดินทางมาถึง ถือเป็นสัญลักษณ์ที่กำลังจะบอกให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมกับการส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่

ช่วงเวลาเหล่านี้ คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มวางแผนเพื่อทำอะไรสักอย่าง ที่เป็นการมอบความสุขให้กับตัวเองและคนที่รักหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งปี หลายคนอาจจะเดินทางไปท่องเที่ยว หลายคนอาจมีนัดกินเลี้ยงสังสรรค์กับบรรดาเพื่อน หลายคนอาจไปทำบุญ สวดมนต์ ไหว้พระ เพื่อความเป็นศิริมงคลของชีวิต และอีกหลายคนหรือหลายคู่ ที่มีแผนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ร่วมกัน ซึ่งแน่นอนว่า นั้นคือ ความฝันของสาวหลาย ๆ คน โดยเฉพาะสาวที่ขึ้นชื่อว่า..โสด..อาจจะไม่ต้องถึงขั้นมีงานวิวาห์ที่หวานชื่น ขอแค่เพียงมีใครสักคนอยู่ข้างกันในช่วงเวลาพิเศษแบบนี้ก็พอแล้ว

ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นแค่เพียงความฝันแต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า สาวโสดจะหาความสุขในช่วงเวลาแบบนี้ไม่ได้ ฉะนั้น ก่อนสิ้นปีนี้จงลุกขึ้นมาทำตาม 5 เคล็ดลับ ที่สาวโสดจะสร้างความสุขได้ด้วยตัวเอง

1. ดูแลตัวเอง

คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “อยู่แบบโสด ๆ สวย ๆ ให้ผู้ชายเสียดายเล่น” แน่นอนว่าผู้หญิงเราเรื่องความสวยความงามของรูปร่างหน้าตา ย่อมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องมีคู่รัก ไม่จำเป็นต้องให้ใครดูแล ผู้หญิงเราแข็งแกร่งพอที่จะดูแลตัวเองได้ ก็แค่หันกลับมาบำรุงดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย เลือกกินแต่ของดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว และเมื่อภายนอกสวยหน้ามอง เรื่องใครสักคนก็จะตามมาเอง

2. ดูแลครอบครัว

ในเมื่อไม่ใครให้ต้องดูแลเป็นพิเศษ ก็ลองหันกลับมาดูแลคนในครอบครัวแทน แล้วจะได้รู้ว่า ความรักที่ยั่งยืนและแท้จริง ไม่ได้อยู่ไกลตัวของทุกคนเลย ไม่ต้องตามหาใครสักคนที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหนให้เหนื่อยเปล่า แต่จงให้กอบโกยความรักจากคนในครอบครัวที่มีอยู่จริงเสียดีกว่า

3. สำรวจตัวตน

มีใครเคยสำรวจตัวตนที่แท้จริงของตัวเองบ้างหรือไม่…การที่วันนี้คุณยังไม่มีใคร สาเหตุหลักอาจจะมาจากตัวของคุณเอง คนที่เคยมีความรักมาก่อน ก็ลองกลับไปนึกย้อนคำพูดของคนรักในอดีต คนที่ยังไม่เคยมีความรัก ก็ลองสำรวจนิสัยใจคอ ความคิด ทัศนคติของตัวเอง เผื่อจะค้นพบว่า ตัวเราควรจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อต้อนรับกับสิ่งใหม่ ๆ ที่กำลังจะเข้ามาในปีหน้า

4. เปิดใจยอมรับ

หรือแท้จริงแล้ว การที่สาวโสดยังไม่มีใครเพราะยังคงจดจำเรื่องราวความรักครั้งเก่า และยังไม่ยอมรับใครใหม่เข้ามาในชีวิต ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ขอให้สาวโสดโปรดโยนอดีตอันแสนเจ็บปวดนั้นทิ้ง เพราะเมื่อใดที่ยังแบกมันไว้โอกาสในชีวิตก็จะยิ่งลดน้อยลง ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเจอกับสิ่งเลวร้ายมากแค่ไหนแต่ในเมื่อวันนี้ยังคงมีลมหายใจ นั้นหมายความว่าชีวิตต้องไปต่อ อย่าปิดกั้นตัวเองเพราะอาจเป็นการปิดกั้นชีวิตของคนที่รอคุณอยู่อีกหนึ่งชีวิตก็ได้

5. วางแผนสำหรับปีหน้า

จริงอยู่ว่าไม่มีใครรู้อนาคต แต่ทุกคนสามารถวางแผนอนาคตของตัวเองได้ วันนี้สาวโสดอาจจะยังไม่รู้อนาคตว่าจะมีคนรักเมื่อไร แต่สิ่งที่รู้และทำได้ คือ การวางแผนเพื่อรับมือกับการดำเนินชีวิตต่อไป ลองมองหาหรือทำอะไรใหม่ ๆ เผื่อจะเป็นโอกาสในการค้นพบตัวตนอีกด้าน

ไหน ๆ ก็จะเป็นสาวโสดข้ามปีแล้ว ก็ขอให้เป็นสาวโสดที่มีความสุขมากที่สุดเพราะความสุขที่แท้จริงแล้ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร แต่มันขึ้นอยู่กับใจของตัวเอง การมีคนรักก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าชีวิตจะมีความสุข ฉะนั้น จงอย่าเอาชีวิตไปแขวนหรือผูกติดกับการแสวงหาใครสักคน เมื่อใดที่ถึงเวลาโชคชะตาจะนำพาเขามาเอง จงอยู่กับความสุขที่เราสร้างขึ้น และความสุขนี้จะไม่มีวันสูญหายไปอย่างแน่นอน

 

แบบเรียน 3 ร. พร้อมรับมือ..คนไม่เป็น กับ คนไม่ทำ…

เชื่อได้ว่าในทุก ๆ องค์กร จะต้องประกอบไปด้วยคนหลากหลายประเภท มีทั้งคนเก่ง คนขยัน คนขี้เกียจ

คนขี้นินทา หรือแม้กระทั่งคนประจบประแจง เพราะต่างคนก็ต่างที่มา ต่างคนก็ต่างความคิด ขึ้นอยู่กับว่า ใคร

เลือกที่จะแสดงออกให้คนอื่นเห็นตัวตนในรูปแบบไหน บางคนก็เลือกที่จะแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

บางคนก็เลือกที่จะแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมา ทำให้ในองค์กร มักจะเกิด..คนทำงาน.. 2 ประเภทหลัก คือ

…คนทำงานไม่เป็น กับ คนไม่ทำงาน…

คนทำงานไม่เป็น คือ คนที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนเลย หรือเป็นคนทำงานอยู่แล้ว แต่ไม่มีความรู้ ความสามารถ หรือความถนัด ในการทำงานด้านอื่น ที่ตนยังไม่เคยทำ คนเหล่านี้มักจะมีความสามารถในการพัฒนา

ตัวเองให้กลายเป็นคนทำงานเป็น และทำงานเก่งได้ในอนาคต

คนไม่ทำงาน คือ คนที่อาจจะทำงานเป็นอยู่แล้ว แต่ไม่อยากทำ หรือคนที่ทำงานไม่เป็น และไม่มีความพยายามที่จะทำ คนเหล่านี้ต่อให้ได้รับการฝึกฝนมากแค่ไหน เขาก็จะไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ นอกเสียแต่ว่า เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง

และหากวันหนึ่งเกิดมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับคนเหล่านี้แล้ว คงต้องอาศัยวิธีการรับมือแบบ 3 ร…

1. รักกันจริงต้องสอนกันได้

จริงอยู่ว่าไม่มีใครเกิดมาเก่ง หรือทำอะไรเป็นได้หมดทุกอย่าง แต่ทุกคนคงเคยได้ยินสุภาษิตไทยที่ว่า

“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น” หากคนที่ทำงานไม่เป็น แต่มีความพยายามในการเรียนรู้ มีความพยายามในการฝึกฝน งานนั้นก็คงไม่ยากเกินความสามารถ คนที่ทำเป็นแล้ว ก็จะต้องปรับเปลี่ยนสถานะตัวเองมาเป็นครู

คอยสอน คอยบอก คอยแนะนำ เพื่อให้เขาสามารถทำงานนั้นได้ด้วยตนเอง และสำหรับคนไม่ทำ ก็ต้องลองเปิดใจ ที่จะเรียนรู้ เพราะหากไม่พร้อมเปิด ก็จะไม่สามารถรับอะไรได้เลย เพราะการเปิดใจ คือ จุดเริ่มต้นที่ยากที่สุด

2. รับรู้ในการกระทำ

ตราบใดที่องค์กรยังมีคนประเภทเหล่านี้ หัวหน้า จึงกลายเป็นบุคคลอันมีหน้าที่รับรู้พฤติกรรมการทำงานของลูกน้องมากที่สุด ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว การทำงานคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

คนทำงานไม่เป็น ก็จะยังคงทำไม่เป็นต่อไป งานที่ได้รับมอบหมายก็เกิดความล่าช้า เกิดความผิดพลาด

คนไม่ทำงาน ก็จะโยนงานให้คนที่ทำเป็นรับผิดชอบ คนทำเป็นก็ต้องทนทำอยู่ทุกครั้ง ค่าตอบแทนก็ไม่ได้รับเพิ่ม แต่ความรับผิดชอบกลับเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดอาการบั่นทอนจิตใจและนำไปสู่การลาออกในที่สุด

เพราะฉะนั้น ผู้เป็นหัวหน้า คือ กุญแจหลักในการปลดล็อคพฤติกรรมดังกล่าว แต่หากหัวหน้าปิดหูปิดตา มองพฤติกรรมลูกน้องไม่ออก ผู้เป็นลูกน้องจึงต้องมีหน้าที่ในการปลดล็อคพฤติกรรมให้กับหัวหน้าแทน

3. ร้ายกลายเป็นดี

การรับมือวิธีสุดท้าย ถ้าในเมื่อเขาไม่ยอมเปิดใจรับในสิ่งที่ตั้งใจจะสอน แถมหัวหน้าก็ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขปัญหาได้อีก ทางออกสุดท้ายก็คงต้องบอกว่าให้ “ทำใจ ยอมรับ” หากอยู่ในสถานะของคนที่ทำงานเป็นแล้ว เมื่อใดที่จะต้องทำงานของคนอื่นเพิ่ม ขอให้คิดไว้เสมอว่า การทำงานในครั้งนั้น คือ การพัฒนาศักยภาพของตัวเอง จงถือโอกาสนี้เป็นการฝึกปรือฝีมือไปในตัว พยายามมองเรื่องแย่ ๆ ในครั้งนี้ ให้กลายเป็นเรื่องดี ๆ เรื่องหนึ่งในชีวิต และการทำงานจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

เชื่อได้ว่าในทุกองค์กร จะต้องมีคนทั้ง 2 ประเภทข้างต้นอยู่ทุกที่ อยู่ที่ว่าจะต้องรับมือหรือหาทางออกเมื่อเผชิญกับคนประเภทนี้อย่างไร หากสามารถยอมรับหรือหาทางแก้ไขได้ จะทำให้สังคมการทำงานกลายเป็นสังคมแห่งการเอื้อเฟื้อไปโดยปริยาย และจะทำให้องค์กรมีความน่าอยู่มากยิ่งขึ้นไปด้วย

 

“อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องมโน” จิตแพทย์เผยคนไทยยุคนี้เป็นโรคขี้มโนกันมาก

                โรคคิดเอาเอง โรคหลอกตัวเอง โรคหลอกคนอื่น หรือเรียกให้เข้าใจทั่วกันว่า “โรคขี้มโน” นั้นมีสาเหตุมาจากปมด้อยวัยเด็ก ที่ตนเชื่อฝังหัวว่าไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จนพยายามกุเรื่อง สร้างเรื่องขึ้นมาให้ตัวเองดูน่าสนใจ และบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ไม่มีมูลความจริงเอาเสียเลย โดยโรคนี้ทางการแพทย์เรียกว่า Pseudologia fantastica หรือโรคที่ผู้ป่วยมักจะอยู่ในจินตนาการของตนเป็นครั้งคราว และแสดงออกต่อผู้อื่นว่าทั้งหมดนี้เป็นความจริง

โดยจิตแพทย์เผยว่าปัจจุบันคนไทยเริ่มเข้าข่ายเป็นโรคชนิดนี้กันมากขึ้น เนื่องมาจากความต้องการสร้างภาพให้ดูดีในโลกออนไลน์ การแสดงออกถึงความสมบูรณ์แบบของตนทางโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้สามารถเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่คนยุคใหม่ป่วยเป็นโรคขี้มโนได้มาก ซึ่งจะเห็นได้จากข่าวที่คนบางกลุ่มหรือบางคนสร้างเรื่องราวขึ้นมาจนกลายเป็นประเด็นใหญ่โต

ถ้าพูดถึงชื่อ “บอย สกล” หลายคนน่าจะร้องอ๋อและจำได้ว่าคน ๆ นี้เป็นนักสร้างเรื่องมืออาชีพ ที่ปลอมตัวว่าเป็นนิสิตจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง และร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับเพื่อน ๆ จนไม่มีใครเอะใจเลย ว่าเขาไม่ได้ศึกษาในสถาบัณแห่งนี้ การโพสต์ข้อความและรูปทางโซเชียลมีเดียที่บ่งบอกว่าเขาเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทำให้หลายคนเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ซึ่งรวมไปถึงครอบครัวและญาติพี่น้องของเขาด้วย ที่ไม่มีใครเอะใจเลยว่าบอยกำลังโกหกทุกคนอยู่ จนกระทั่งเรื่องแดงขึ้นจากเพื่อนของเขาเอง ที่ออกมาแฉว่าทั้งหมดเป็นแค่เรื่องหลอกลวง อีกทั้งบอยยังเคยโกงเงินค่ากิจกรรมกว่าแสนบาท จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในจังหวัดชลบุรีแล้วชิ่งหนีด้วยการลาออก ส่งผลให้เรื่องของเขาเป็นมหากาพย์ของการมโนอยู่พักใหญ่

อีกหนึ่งเหตุการณ์ของการมโนที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันก็คือ เหตุการณ์ของดาราสาวที่ออกมาแถลงข่าวกับแฟนหนุ่ม ที่กำลังจะมีผลงานทางทีวีว่าตนท้อง จนคนทั้งประเทศต่างก็พากันให้กำลังใจเธอและด่าแฟนหนุ่มยกใหญ่ เรื่องการไร้ความรับผิดชอบ จนกระทั่งชาวเน็ตเริ่มขุดคุ้ยและถามไถ่เรื่องการฝากครรภ์ แต่ก็ถูกดาราสาวปฏิเสธและบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามอยู่ตลอด ไม่นานความจริงก็ปรากฏขึ้นจากการแฉของเจ้าของฉี่ที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งดาราสาวขอไปตรวจก่อนหน้านี้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ ส่งผลให้ฝ่ายชายต้องจ้างทนายความฟ้องเธอฐานทำให้เสียชื่อเสียง และในที่สุดดาราสาวก็ออกมาสารภาพว่าเรื่องทั้งหมดเธอโกหก เพราะไม่ต้องการให้ฝ่ายชายเลิกรากับเธอ

โรคขี้โกหกหรือโรคขี้มโนนั้นสามารถรักษาให้หายได้ โดยการอยู่กับปัจจุบันและพูดความจริงทุกครั้งที่สื่อสารกับคนรอบข้าง โดยจิตแพทย์อาจให้ยาคลายเครียดกลับไปรับประทาน แต่ผู้ป่วยเองก็ควรรู้ตัวเองและต้องอยู่กับความจริงเป็นหลัก เพื่อไม่ให้พลั้งเผลอสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาอีก

 

สุราปลอมระบาด ทางการแห่จับแหล่งผลิต ดื่มเท่าไหร่ก็ไม่เมา ฝั่งมาเลดับแล้ว 15 ศพ

ว่ากันว่าสุราทำให้คนธรรมดากลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้ในไม่กี่นาที เพราะฉะนั้นสุราหรือเหล้าเบียร์จึงเป็นที่นิยมกันมาหลายศตวรรษ ตั้งแต่คนในชนชั้นสูงไปจนถึงชนชั้นแรงงาน ทำให้สุรากลายเป็นธุรกิจที่ใครต่อใครก็ปรารถนาจะครอบครองเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงเข้ามามีส่วนในการเป็นเจ้าของด้วยการเก็บภาษีจากธุรกิจที่อยู่กึ่งกลางระหว่างศีลธรรมและทางโลก และด้วยความนิยมของผู้ดื่ม ที่ทำให้กำหนดเพดานและเก็บภาษีได้มหาศาล กลายเป็นรายได้หลักของรัฐไปโดยปริยาย

ด้วยเหตุผลข้างต้นส่งผลให้ผู้ผลิตสุราจำเป็นต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากกำไรเพื่อคงไว้ซึ่งภาษี ทำให้นักธุรกิจหัวหมอเห็นช่องทางนี้ ทำการผลิตสุราปลอมโดยการลอกเลียนแบบทั้งรสชาติและบรรจุภัณฑ์จากบริษัทรายใหญ่ แล้วส่งขายตามห้างร้านในราคาปกติ และที่สำคัญคือไม่เสียภาษี แต่ข้อเสียซึ่งเป็นผลกระทบต่อผู้บริโภคนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเป็นกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสารตั้งต้นที่นำมาผลิตสุรา ซึ่งไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้ดื่ม

โดยข่าวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐบุกจับโรงงานผลิตสุราเถื่อนนั้นมีให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของธุรกิจเถื่อนนี้มักเป็นคนต่างประเทศที่รู้ทางหนีทีไล่ดีพอสมควร และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าค้นบ้านต้องสงสัยในซอยเพชรเกษม 69 เป็นบ้านหลังใหญ่มีขนาด 2 ชั้น พบภายในมีคนงานกำลังบรรจุสุราปลอมใส่ขวด จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า เป็นสุราปลอมที่นำมาจากภาคใต้และนำมาผสมกับสุราต่างประเทศ จากนั้นจึงบรรจุในขวดสุรายี่ห้อดังต่าง ๆ ส่งขายตามร้านโชห่วยและร้านขายส่งในกรุงเทพ ฯ ซึ่งกิจการนี้เปิดมาประมาณ 3 เดือนแล้ว และเป็นของนายทุนชาวไต้หวัน

สุราปลอมยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดนั้นพบที่ต่างประเทศไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเรา นั่นคือประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2018 ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากการดื่มสุราปลอมในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยเปิดเผยว่าผู้เสียชีวิตนั้นถูกพบอยู่หลายสถานที่จากการดื่มเหล้าและเบียร์ ซึ่งมีทั้งชาวมาเลเซียและชาวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 7 คน

เราไม่สามารถทราบได้ว่าสุราชนิดใดเป็นของจริงหรือปลอมจากการมองแค่ผิวเผิน ดังนั้นการเลือกซื้อสุราจากผู้ขายที่ไว้วางใจได้ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยการเลือกห้างร้านที่ได้รับความเชื่อถือ เช่นร้านสะดวกซื้อที่มีใบอนุญาตให้ขายสุราได้อย่างถูกกฎหมาย มีการบ่งบอกถึงเวลาขายสุราอย่างชัดเจน ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าสุราที่ซื้อไปนั้นไม่ใช่ของปลอม

 

 

วิธีรับมือกับการเมืองในออฟฟิศและเพื่อนร่วมงานขี้นินทาทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เชื่อว่าหลายคนที่คิดอยากจะลาออกจากงาน ส่วนใหญ่แล้วเหตุผลหลัก ๆ มักไม่ได้มาจากการทำงาน แต่มาจากเพื่อนร่วมงาน เพราะการทำงานร่วมกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องพบเจอกับปัญหาต่าง ๆ ระหว่างผู้ร่วมงานที่มาจากร้อยพ่อพันแม่ มีแบ็คกราวน์ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดความต่างทางความคิดและอารมณ์ โดยเฉพาะเรื่องการนินทาและการเมืองระหว่างเพื่อนร่วมงาน ที่ทำให้หลายคนไม่มีความสุขในเวลางาน บางคนมีวิธีรับมือในแบบต่าง ๆ ในขณะที่บางคนใช้วิธีหักดิบโดยการลาออกเพื่อเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม วันนี้เราจะมาดูวิธีรับมือคนขี้นินทาและการเมืองในออฟฟิศ ที่จะทำให้คุณมีความสุขขึ้นในการทำงาน

  1. วางเฉย ไม่ร่วมวงสนทนา

เมื่อรู้ว่าเพื่อนร่วมงานของคุณกำลังนินทาคนในออฟฟิศ ให้คุณรีบลุกหนีและไม่ร่วมวงสนทนาด้วย เพื่อเป็นการแสดงออกว่าไม่ต้องการรับรู้เรื่องนี้ และที่สำคัญการลุกหนีอาจทำให้คุณเป็นเป้าหมายต่อไปในการนินทาของพวกเขาก็ไม่ต้องไปสนใจ เพราะคนขี้นินทาไม่ว่าอย่างไรก็ต้องนินทาอยู่แล้ว จงจำไว้ว่าคนที่นินทาเรานั้นก็เพราะเราไปอยู่ในความสนใจของเขา ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ดีกว่า หรือเราสวยกว่าเขาจึงหันมาสนใจและพยายามหาข้อบกพร่องของเรา เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น และอย่าลืมว่าคนขี้นินทามักจะก้าวช้ากว่าเราเสมอจึงมีคำว่า “ นินทาลับหลัง ” ดังนั้นจึงควรวางเฉยไม่ต้องไปสนใจและทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

  1. ถามตัวเองว่าเราทำผิดอะไร?

เมื่อถูกพิษจากการเมืองในออฟฟิศหรือคนขี้นินทา เราควรมองที่ตัวเองก่อนว่าเราทำผิดอะไร? เช่น มาทำงานสายหรือไม่ ส่งงานตรงเวลาหรือเปล่า หรือมีเรื่องชู้สาวกับใครหรือเปล่า เมื่อทบทวนตัวเองอย่างนี้แล้วพบว่าผิดจริงก็ควรทำการแก้ไขปรับปรุงตัวเองเสียใหม่ นำคำนินทาเหล่านั้นมาพัฒนาตนเองและคิดเสียว่าเป็นการติเพื่อก่อ แต่ถ้าเราสำรวจตัวเองแล้วยังไม่พบข้อบกพร่องใด ๆ จากการทำงานก็ควรปล่อยผ่านและทำงานตัวเองต่อไป เพราะบางครั้งการนินทาก็เป็นแค่เรื่องที่พูดขึ้นเพื่อความสนุกของชาวออฟฟิศขี้นินทาเท่านั้นเอง

  1. เอาเวลาคิดมากไปพัฒนาตัวเอง

ปัญหาความเครียดในที่ทำงาน ส่วนมากจากพิษของการเมืองในออฟฟิศนั้นมาจากการนำคำพูดของเพื่อนร่วมงานมาคิดวกไปวนมา จนเป็นปัญหาต่อสุขภาพจิตที่ส่งผลหลายด้าน ๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งตัวเอง ดังนั้นจึงไม่ควรเสียเวลาไปกับการคิดทบทวนซ้ำ ๆ โดยนำเวลาว่างจากการทำงานไปใช้ในการพัฒนาตัวเองในด้านอื่น ๆ หรือหาช่องทางหาเงินใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มรายได้และความภาคภูมิใจในตัวเอง

วิธีการรับมือกับเพื่อนร่วมงานขี้นินทาและการเมืองในออฟฟิศก็คือการวางเฉยและไม่ต้องสนใจ พยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด นอกจากนี้ควรนำเวลาว่างไปพัฒนาตัวเองเพื่อให้มีความรู้หรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะดีกว่า และปล่อยให้คนนินทาลับหลังอยู่แต่ข้างหลังในขณะที่เราเดินนำไปไกลแล้วก็น่าจะเป็นการดีที่สุด

 

เปิดประสบการณ์โหดร้ายเข้าใจผิดคิดว่าผอมแล้วสวย อุทาหรณ์ของสาวคลั่งผอม

จะเห็นว่าตลอดมานั้นสื่อหลาย ๆ แขนงไม่ว่าจะเป็นโฆษณาที่ถูกผลิตออกมาอย่างไม่ขาดสายเรื่องผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของผู้หญิง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทลดหรือควบคุมน้ำหนักด้วยวิธีการจ้างดาราหรือนางแบบหุ่นสวยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เมื่อผู้บริโภคได้เสพโฆษณาประเภทนี้เข้าไปมาก ๆ ก็ทำให้เกิดความเข้าใจว่าตนจะต้องผอมมาก ๆ ถึงจะได้เป็นคนสวย อิทธิพลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตรายต่อเยาวชนหรือคนที่เสพสื่อประเภทนี้เข้าไปมาก ๆ โดยไร้วิจารณญาณ เพราะจะส่งผลให้เกิดการลดน้ำแบบผิดวิธีที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพได้ในระยะยาว

เรื่องราวอุทาหรณ์นี้เป็นสิ่งที่ถูกแชร์มาจากเว็บไซต์ชื่อดังของไทย โดยมีเด็กสาววัย 18 ปีเท่านั้นเข้ามาเผยแพร่ประสบการณ์เฉียดตายของตัวเองจากโรคคลั่งผอม เนื่องมาจากเธอต้องการมีกล้ามหน้าท้องเหมือนนักแสดงหญิงที่เธอปลื้มจึงพยายามออกกำลังอย่างหนักทุกวันทั้งก่อนนอนและก่อนไปโรงเรียนในตอนเช้า อีกทั้งยังควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดและล้วงคอเอาอาหารออกมาทุกครั้งหลังรับประทานเสร็จ จนน้ำหนักของเธอเหลือเพียง 37 กิโลกรัม ส่วนสูง 161 เซนติเมตร แม่ของเธอสังเกตเห็นกระดูกไหปลาร้าและกระดูกสันหลังที่ขึ้นโง้งจนสั่งให้เธอหยุดออกกำลังกายและหยุดการควบคุมอาหารทุกอย่าง หลังจากนั้นเธอก็ได้ไปพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาโรคคลั่งผอมนี้

อีกหนึ่งเหตุการณ์เป็นเรื่องของนักเรียนไทยวัยเพียง 14 ปี ที่เป็นโรคคลั่งผอม เนื่องจากถูกเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนเรียกว่าไอ้อ้วนทั้ง ๆ ที่ค่า BMI ของเธอก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ การเชื่อคำพูดดของเพื่อน ๆ ครั้งนั้นทำให้เธอรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องลดน้ำหนักแล้ว โดยเธอใช้วิธีออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอทุกชนิด ควบคุมการกินทุกอย่างด้วยการนับแคลลอรี่จนไม่สามารถทานอาหารปกติได้ เพราะเธอเชื่อว่าการทารแต่อาหารเหลว ๆ จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้เร็วกว่าและไม่ทำให้อ้วน อีกทั้งยังล้วงคออ้วกทุกครั้งหลังจากที่ทานข้าวนอกบ้านกับครอบครัว จนน้ำหนักของเธอลดลงไปถึง 20 กิโลกรัม แต่หลังจากนั้นไม่นานผลกระทบต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นกับร่างกายเธอเนื่องจากความผอม เธอไม่สามารถออกกำลังหนัก ๆ ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อหายใจเข้าแรง ๆ ปอดจะขยายจนไปชนกับซี่โครง เธอมีอาการผมร่วง เวียนหัวง่าย เลือดจาง และเป็นโรคซึมเศร้าซึ่งปัจจุบันเธอรักษาอาการนี้อยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

การดูแลสุขภพนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก แต่ความกังวลเรื่องสุขภาพหรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไปนั้นก็เป็นผลร้ายที่จะส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ในระยะยาว นอกจากนี้ยังสามารถเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคซึมเศร้าที่มีผลต่อสมองและกระบวนการคิดได้อีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรควรอยู่ในความพอดีที่ไม่สุดโต่งจนเกินไป

 

ตอบสนองการขยายตัวของสังคมคนชราด้วยนวัตกรรมที่จะอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุ

นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาหลัก ๆ ของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ก็ตาม ปัญหานั้นก็คือการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่ต้องเผชิญและแบกรับเรื่องการรับผิดชอบค่าครองชีพของคนวัยชราที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งจำนวนการเกิดของทารกก็ลดน้อยลง ทำให้มีแนวโน้มของจำนวนประชากรในวัยทำงานที่อาจจะลดลงได้ในอนาคต นอกจากนี้ประเทศสหรัฐอเมริกายังเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ประสบกับภาวะนี้เช่นกัน และดูเหมือนว่าจะหนักหนาสาหัสกว่าญี่ปุ่น เนื่องมาจากประชากรที่มีความต่างเรื่องชาติพันธุ์ ทำให้การเข้าไปจัดการต้องเป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติดังที่ผ่าน ๆ มา

สำหรับบ้านเราก็กำลังจะประสบปัญหานี้ไม่ต่างกัน เนื่องจากคนรุ่นใหม่เริ่มกลัวการมีลูก เพราะเกรงว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอันหนักหน่วงในอนาคต อีกทั้งคนไทยรุ่นใหม่ยังกังวลเรื่องการเลี้ยงลูกในสังคมสมัยใหม่ที่พ่อแม่ต้องตามยุคสมัยให้ทันอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้จำนวนการเกิดของเด็กทารกลดน้อยลงไปมากกว่าที่เคยเป็น จนรัฐเริ่มเป็นห่วงเรื่องภาวะขาดแคลนแรงงาน และจำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าปัญหาเรื่องการขยายตัวของประชากรสูงอายุจะถูกละเลย เพราะมีการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะอำนวยความสะดวกต่อคนวัยชราอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เปิดเผยว่าได้พัฒนาอุปกรณ์ช่วยขึ้นลงเตียงแบบปรับนั่งได้หรือ “ BEN ” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียง ให้สามารถลุกออกจากเตียงได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งยังช่วยให้ผู้สูงอายุกล้าที่จะลุกออกจากเตียงนอนได้อย่างมั่นใจว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุใด ๆ อีกด้วย เนื่องจากได้ทำการวิจัยกับโรงพยาบาลแล้วว่า ผู้ป่วยติดเตียงที่พอจะเคลื่อนไหวได้ และผู้สูงอายุที่ไม่กล้าลุกจากเตียงส่วนใหญ่แล้ว เป็นผลมาจากความกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัยในขณะลุกขึ้น จนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในที่สุด ดังนั้นอุปกรณ์ชนิดนี้จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ป่วยหรือคนชราเกิดความมั่นใจ และอยากลุกออกจากเตียงไปทำกิจกรรมตามปกติได้

อีกหนึ่งเรื่องซึ่งเป็นที่น่ายินดีต่อผู้สูงอายุก็คือ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการสนับสนุนให้บริษัท ห้างร้าน หรือสถาบัณต่าง ๆ นำนวัตกรรมหรืออุปกรณ์ที่ถูกผลิตขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนชรา ได้เข้ามาจดสิทธิบัตร เพื่อตอบสนองต่อประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมคนชราอย่างเต็มตัว เรียกได้ว่าเป็นการเปิดทางให้กับธุรกิจที่ผลิตอุปกรณ์เพื่อคนสูงอายุให้มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น

จะเห็นว่าเมืองไทยเริ่มมีการตื่นตัวเรื่องการขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากการลดลงของอัตราการเกิด อีกทั้งคนสูงอายุทุกคนล้วนเคยเป็นแรงงานที่เป็นผู้พัฒนาประเทศชาติให้ก้าวไกลมาถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นการตอบแทนด้วยความกตัญญูกตเวทีจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

 

เลี้ยงลูกในวัยเด็กอย่างไร ให้เชื่อฟัง ไม่อาละวาดเอ็ดตะโร

คนที่กำลังเป็นพ่อแม่ หรือที่เคยผ่านการเลี้ยงลูกมาแล้ว ส่วนใหญ่จะมีปัญหาในการเลี้ยงลูกในวัยเด็ก โดยเฉพาะในเรื่องการไม่เชื่อฟังของลูก เช่น เวลาบอกให้เขาทำอะไร เขาจะเฉยไม่ทำตาม แต่เวลาห้ามไม่ให้ทำอะไรบางอย่างที่เขาอยากทำ เขาจะขัดขืนและอาละวาด และอีกหลาย ๆ พฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่น่ารัก ที่เด็ก ๆ จะแสดงออกมาต่าง ๆ กันไป ของแต่ละครอบครัว

และนี่คือเรื่องจริงที่พ่อแม่หลายคนพบเจอ ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากพบ ไม่อยากเจอกับลูกที่มีนิสัยแบบนี้  หลายครั้งที่เราเคยไปห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ต่าง ๆ มักจะเจอเด็ก ๆ หลายคนที่ลงไปนอนดิ้นกับพื้น หรือกำลังร้องให้เสียงดังเอ็ดตะโร และเด็กหลายคนก็เลือกที่จะแสดงอาการไม่พอใจ ฉุดกระชากลากดึงกันกับพ่อแม่ เมื่อไม่ได้ดังใจ นี่แหละที่เขาเรียกว่า “ลูกเทวดา”อยากได้อะไร อยากทำอะไร ต้องได้เดี๋ยวนั้น ต้องทำเดี๋ยวนั้น

ลองมาดูวิธีการเลี้ยงลูกให้เชื่อฟัง ตั้งแต่วัยเด็ก ตามหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ ซึ่งอาจจะช่วยคุณได้

วิธีการเลี้ยงลูกให้เชื่อฟังตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยหลักคำสอนของพระเยซู ซึ่งถึงแม้จะเป็นหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ แต่เราชาวพุทธก็นำมาใช้ได้ เพราะทุกศาสนาก็สอนให้ทุกคนเป็นคนดีอยู่แล้ว ซึ่งวิธีการสั่งสอนลูกตามหลักการของเขา คือ 

1.ต้องเป็นผู้นำ ชัดเจนในบทบาทของตนเอง ใช้อำนาจอย่างสมดุล เพราะการตามใจเด็ก ๆ มากเกินไป จะทำให้เด็กไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่มีนิสัยเอาแต่ใจ และคิดว่าตนเองมีสิทธิเหนือคนอื่นในทุกเรื่อง

2.ต้องอบรมสั่งสอนให้เขาเชื่อฟัง เพื่อให้เกิดการควบคุมอารมณ์ รวมทั้งตั้งกฎและลงโทษถ้าเขา ไม่เชื่อฟัง การทำแบบนี้จะทำให้สถานการณ์แย่ ๆ นอกบ้าน เกิดได้น้อยลงนั่นเอง

3.ต้องชัดเจนในคำสั่ง ไม่ใช่พูดเพียงขอให้เชื่อฟัง เช่น พูดว่า “ช่วยทำความสะอาดห้องให้หน่อยได้ไหม”

การพูดแบบนี้ ลูกจะเข้าใจว่าเป็นแค่การแสดงมารยาทที่ดี และยังทำให้อำนาจของพ่อแม่ลดลงด้วย เด็กจะคิดว่าเป็นแค่คำขอ จะทำหรือไม่ทำก็ได้  ดังนั้นพ่อแม่ต้องสั่งอย่างชัดเจน

4.ต้องเด็ดเดี่ยว อย่าเสียเวลาต่อรองกับลูก ว่าทำไมคุณต้องทำแบบนี้ ให้คำว่า “ใช่” หมายความว่า “ใช่”

และคำว่า “ไม่” หมายความว่า “ไม่”

5.ต้องแสดงความรัก ความห่วงใยลูก และการปกครองในครอบครัวก็ต้องเป็นแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่
แบบเผด็จการ

การสั่งสอนและเลี้ยงลูกให้เชื่อฟังตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ในวัยเด็ก จะทำให้เขาเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ เป็นเด็กดี ไม่อาละวาดเอ็ดตะโร และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีเหตุผล เพราะเขาได้รับการสั่งสอนมาดี ได้รับความรัก ความห่วงใย ความอบอุ่นมาจากพ่อแม่อย่างเพียงพอในวัยเด็ก

 

หากสามีนอกใจ มีเมียน้อย ภรรยาต้องมี อรุณา จากละครเมีย 2018 เป็นไอดอล    

ละครดังสนั่นจอประจำปีนี้ คงจะหนีไม่พ้นละครภาคค่ำเรื่องเมีย 2018 เป็นละครที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีกระแสในโซเชียลนานหลายวัน แถมมีเรทติ้งสูงเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเป็นละครที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวกับผัว ๆ เมีย ๆ สะท้อนปัญหาชีวิตคู่ในสังคม และเนื้อเรื่องเข้มข้น สนุกสนานชวนติดตาม รวมทั้งสามารถนำมาเป็นแนวทางปรับใช้กับชีวิตคู่ในชีวิตจริงของบางคนได้

สาเหตุของปัญหาชีวิตคู่ ที่ทำให้ครอบครัวแตกแยกหรือหย่าร้างกัน

สามีภรรยาเมื่อตกลงแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน ก็อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวอย่างมีความสุขจนวันตาย แต่ก็มีหลายคู่ไม่ได้เป็นแบบนั้น จึงทำให้ครอบครัวแตกแยก จนต้องหย่าร้างกันไป โดยการหย่าร้างมีอยู่ในสังคมทุกชนชั้น ทุกอาชีพ แม้กระทั่งดารา ไฮโซ ที่มีความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง บางคู่ก็ยังอยู่ด้วยกันไม่ได้ ด้วยสาเหตุ “ทัศนคติไม่ตรงกัน” หรือ “ Life style ต่างกัน” หรือเหตุผลอื่น ๆ

แต่จากละครเรื่อง เมีย 2018 สาเหตุของการหย่าร้าง เกิดจากอรุณา ซึ่งเป็นเมียหลวงที่ถูกกันยาที่เป็นญาติ แต่นับถือกันเหมือนพี่น้องแท้ ๆ แย่งสามีไปเพราะความใจดีของเธอ และความไม่รู้จักพอ หลงใหล ในกิเลสสิ่งยั่วยวน ไม่มีสติ ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ของสามีอย่างธาดา จนทำให้ครอบครัวมีปัญหาต้อง เลิกราหย่าร้างกันไป

วิธีการแก้ปัญหาเมื่อชีวิตคู่ต้องหย่าร้าง

คนเป็นภรรยา เมื่อสามีมีเมียน้อย ให้มีสติและเข้มเข็ง ไม่จมอยู่กับความทุกข์โดยให้ปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน ทั้งเรื่องการแต่งตัว หางานหรืออาชีพทำ เพราะจะได้มีรายได้ ไปสังสรรค์หรือเข้าสังคมบ้างเพื่อพบปะผู้คน หรือเข้าวัดฟังธรรม ปรึกษาหารือกับครอบครัว เพื่อนหรือคนสนิทที่ไว้ใจได้ รวมทั้งไม่คิดว่าสามีที่เลิกรากันเป็นศัตรู ให้คิดว่าเขาเป็นเพื่อน เพราะยังมีลูกที่เป็นพันธะผูกพัน ต้องคุยปรึกษาหารือเรื่องการเลี้ยงดู และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับลูกอีกนาน เพื่อให้ลูกได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากการหย่าร้างของพ่อแม่

ซึ่งแน่นอนภรรยาที่สามารถแก้ปัญหาและผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้  ชีวิตก็จะสุขกายสบายใจ และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่สวยและดูดีขึ้น การงานเจริญก้าวหน้า การเงินดี ตนเองและลูกมีความสุข ฯลฯ จนเป็นที่อิจฉาของเมียน้อย และเป็นที่เสียดายของสามีเก่า นอกจากนี้อาจจะได้เจอคนรักใหม่ที่ดีกว่าสามีเก่า เหมือนที่อรุณาเจอกับวศิน ผู้ชายที่ผู้หญิงหลายคนอยากได้มาครอบครอง และได้รับการยกย่องให้เป็น สามีแห่งชาติจากละครเรื่อง เมีย 2018