เมื่อเราได้ทำผิดพลาดลงไปแล้ว เราจะให้อภัยตัวเองได้อย่างไร

ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่มีกิจกรรมทำตลอดเวลา ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้ บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่นความประมาทเลินเล่อในที่ทำงาน บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ เช่น ลืมปิดเตาแก็สที่บ้านทำให้ไฟไหม้บ้านคลอกคนในครอบครัวเสียชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้ทำผิดลงไปแล้ว การให้อภัยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ การตอกย้ำตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่าเราทำผิดอย่างไรไม่สามารถช่วยให้เราผ่านเรื่องราวนี้ไปได้ และไม่ได้ช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วย หลายคนสามารถให้อภัยตัวเองได้อย่างง่ายดายและสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ บางคนกลับไม่สามารถใช้อภัยตัวเองได้ และเลือกที่จะจมอยู่กับความผิดพลาดที่ตัวเองได้ก่อขึ้นทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ การให้อภัยตัวเองสามารถทำได้อย่างไร

  1. ยอมรับความจริง ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้เกิดไปแล้ว ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอดีตไปแล้ว บางสถานการณ์เราสามารถแก้ไขได้และบางสถานการณ์เราไม่สามารถย้อนกลับไปไก้ไขอะไรได้ ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้วเป็นสิ่งแรกที่ต้องเกิดขึ้นในกระบวนการการเยียวยาตัวเอง
  2. จัดหมวดหมู่การกระทำของที่เราทำพลาดไป หมวดหมู่ของการกระทำที่มันยากที่จะให้อภัยตัวเอง แบ่งออกได้เป็น 4 หมวดใหญ่ ๆ คือ เราทำพลาดในเรื่องใหญ่ ๆ ของชีวิต เช่น พลาดในเรื่องการแต่งงาน การกระทำของเราทำร้ายคนอื่น เช่น เรานอกใจคู่รักของเรา การกระทำของเราทำร้ายตัวเอง เช่น ติดเหล้า ติดการพนัน และสุดท้ายเพราะเราไม่ทำบางอย่างจึงทำให้มีผลร้ายตามมา เช่น การไม่พาแม่ไปโรงพยาบาลแม่เลยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การจัดหมวดหมู่ของสิ่งที่เราทำพลาดไปทำให้เรามองเห็นการกระทำเหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น และทำให้เราสามารถเยียวยาตัวเองได้ง่ายขึ้น
  3. ปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึก การปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึกและรับรู้ความรู้สึกของตัวเอง หากเราปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง จะทำให้กระบวนการในการเยียวยาตัวเองยืดระยะเวลาออกไป
  4. เข้าใจความต้องการของตัวเอง เข้าใจความต้องการของตัวเองที่ก่อให้เกิดการกระทำที่เราได้ทำพลาดลงไป เข้าใจว่า ณ ช่วงเวลานั้นเราจัดลำดับความต้องการนั้นไว้สูงสุด ทำให้เราตัดสินใจแบบนั้นไป
  5. ตระหนักว่าความคาดหวังที่เรามีแต่ตัวเองบางอย่างก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นจริง หลาย ๆ ครั้งเราย้อนกลับไปคิดว่าในอดีตเราไม่ควรกระทำแบบนั้น ในอดีตเราไม่ควรนอกใจแฟน เราไม่ควรติดเหล้าจนลืมทำงานทำการ เราไม่ควรเปิดเตาแก็สทิ้งไว้ก่อนออกจากบ้าน ซึ่งความคาดหวังเหล่านี้คือความคาดหวังว่าเราจะสามารถย้อนอดีตกลับไปแก้ไขเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งความคาดหวังนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพียงแต่จะทำให้เราจมติดอยู่กับความเศร้าและอดีตที่แก้ไขไม่ได้เท่านั้น
  6. ตระหนักว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร เมื่อเรานึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เรามีความรู้สึกเศร้า ละอายใจ ทุกข์ใจ รู้สึกผิด ความรู้สึกเหล่านั้นควบคุมพฤติกรรมที่เราแสดงออกแบบที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวหรือไม่ เช่น บางคนนอนไม่หลับ บางคนพยายามลืมความเจ็บปวดเหล่านั้นด้วยการโหมงานหนัก หรือกินเหล้า ผลกระทบที่ตามมาเหล่านี้ทำให้เราลืมความเจ็บปวดได้ชั่วขณะ แต่ในระยะยาวเราจะได้รับผลกระทบด้านสุขภาพตามมา
  7. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ในหลาย ๆ ครั้งเรื่องที่เรารู้สึกผิดก็มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเรา คือ เราไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เช่น ไม่สามารถนอนหลับได้ด้วยตัวเอง คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น การขอความช่วยเหลือจะทำให้เราได้รับการสนับสนุนทางจิตใจเพื่อให้สามารถผ่านเหตุกาณ์นั้นไปได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำร้ายตัวเองซ้ำ

การให้อภัยตัวเองก็เป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญและควรค่าแก่การเรียนรู้ เนื่องจากเราสามารถทำผิดพลาดได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะระวังมากแค่ไหน หากเราไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ เรื่องราวที่เราทำพลาดไปจะหลอกหลอนเราจนไม่สามารถคิดและตัดสินใจได้อย่างอิสระ หากเรื่องราวที่เกิดขึ้นเราไม่สามารถหาทางออกได้ด้วยตัวเอง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญถือเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัย

กินคลีนเพื่อสุขภาพ หรือสร้างภาพตามกระแสสังคม

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพมากยิ่งขึ้น เริ่มมีการแบ่งเวลาในการดูแลรูปร่างหน้าตา ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพ จึงทำให้กระแสการรับประทานอาหารคลีนได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

หากจะให้พูดถึงคำว่า อาหารคลีน เชื่อได้ว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เพราะอาหารคลีนถือเป็นอาหารยอดฮิตที่คนรักสุขภาพมักจะนิยมรับประทาน โดยเฉพาะสำหรับหนุ่มสาวที่กำลังอยู่ในช่วงของการลดน้ำหนัก หรือดูแลรูปร่างสัดส่วนอาหารคลีนจึงแทบจะเป็นอาหารมื้อหลักในชีวิตประจำวันเลยก็ว่าได้ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ถึงหลักการรับประทานและประโยชน์ที่ได้รับจากการทานอาหารคลีนอย่างแท้จริง

กินคลีนเพื่อสุขภาพหรือกระแสนิยม

หลักการที่ถูกต้องของการดูแลสุขภาพต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ส่วนหลัก คือ

  1. 1. การออกกำลังกาย ไม่มีกฎหรือทฤษฎีใดที่บ่งบอกอย่างตายตัวว่า คนเราควรออกกำลังกายกี่ชั่วโมงต่อวัน ขอเพียงแค่คุณได้ขยับในระหว่างวันทำงาน แค่นี้ก็ดีมากพอแล้ว
  2. 2. การรับประทานอาหาร คงไม่มีใครที่อยากจะรับสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายเป็นอย่างแน่ ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกเสียมากกว่า
  3. 3. การพักผ่อนที่เพียงพอ หนุ่มสาวยุคใหม่มักจะนอนดึกตื่นเช้า ซึ่งถือเป็นค่านิยมที่ผิดเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้ร่างกายไม่พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง

ทั้งสามส่วนข้างต้นถือว่าเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่ควรปฏิบัติให้ควบคู่กันไป เพื่อผลลัพธ์ที่ดีต่อร่างกาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่กำลังกลายเป็นกระแสนิยมที่ค่อนข้างจะน่าเป็นห่วง คือ วิธีการเลือกรับประทานอาหาร คนส่วนมากมักจะหันไปให้ความสนใจกับอาหารคลีนมากขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงาน มักเลือกวิธีการรับประทานอาหารคลีนเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการออกกำลังกาย หรือใส่ใจในเรื่องของการพักผ่อน บางคนรับประทานอาหารคลีนเป็นมื้อหลัก แต่ยังคงติดนิสัยกินของทอดของมันเช่นเดิม จึงไม่ค่อยมั่นใจว่า การรับประทานอาหารคลีนนั้น มีจุดประสงค์เพื่อต้องการดูแลตัวเองอย่างแท้จริง หรือเพียงแค่ต้องการทำตามกระแสนิยมของสังคมปัจจุบันกันแน่

หากวันนี้คุณกำลังเป็นคนที่ปฏิบัติครบทั้ง 3 ส่วน นั้นแสดงว่าคุณคือคนที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง แต่ถ้าถามว่าการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเพียงสองอย่างผิดหรือ คำตอบคือไม่ผิด เพราะไม่ว่าคุณจะทำกี่อย่าง มันก็คือวิธีการดูแลตัวเองทั้งสิ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ สุขภาพรูปร่างหน้าตาที่ดี แต่หากวันนี้คุณคือคนที่บอกกับตัวเองและคนอื่น ๆ ว่า ฉันเป็นคนใส่ใจสุขภาพ โดยเลือกกินอาหารคลีนเพื่อรูปร่างและร่างกายที่แข็งแรง ก็ขอให้คุณลองพิจารณาเพื่อความมั่นใจอีกสักครั้งว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ คือการดูแลตัวเองหรือกำลังเดินตามกระแสสังคม เพราะบางทีการที่คุณเลือกเพียงแค่วิธีการเดียว อาจจะไม่ได้สุขภาพและร่างกายที่ดีขึ้น แต่กลับจะทำให้ย่ำแย่ลงก็เป็นได้

 

งานบวชเล็กใหญ่ มองอย่างไรให้ได้แง่คิด

อย่างที่ทราบกันดีว่าตามขนบธรรมเนียม เมื่อใดที่ชายไทยอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์จะต้องทำหน้าที่อันพึงสมควรปฏิบัติคือ การบวชเรียน เพื่อศึกษาหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา และมีนัยยะสำคัญเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาหรือผู้เลี้ยงดู ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ช่วงระยะเวลาที่ลูกชายอายุครบเกณฑ์ที่กำหนด คนเป็นพ่อเป็นแม่จะมีความสุขที่เปล่งประกายออกมาจากข้างในมากเป็นพิเศษ เพราะการบวชของลูกผู้เป็นที่รักเปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางหรืออย่างที่เรียกกันว่า เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ และยิ่งถ้าหากครอบครัวใดที่มีลูกผู้ชายเพียงคนเดียวด้วยแล้วละก็ พิธีงานบวชย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ยิ่งคนร่ำรวยเงินทอง มีอำนาจใหญ่โต ก็มักจะจัดงานให้สมกับฐานะทรัพย์สมบัติที่ตนมี โดยอาจจะกำลังหลงลืมอะไรบ้างอย่างที่เป็นหัวใจหลักในการบวชของลูกชายที่แท้จริงไปเสียก็ได้ แต่ไม่ว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่จะจัดงานเล็ก งานใหญ่เพียงใด คนบวชผู้เป็นลูกก็ถือว่าได้ทดแทนบุญคุณให้กับพ่อแม่

ความจริงแล้วในพิธีการบวชยังคงมีความงดงามอีกหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน ไม่ได้มีแต่เพียงความกตัญญูที่ลูกตอบแทนบิดามารดา หรือไม่ได้มีแต่เพียงความงดงามภายนอกที่ผ่านออกมาจากทางแสง สี เสียง เครื่องไฟที่ใช้ในการประดับตกแต่งงาน แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น พิธีงานบวชยังคงแฝงไปด้วยคติธรรมที่สามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้อีก เช่น

– การทำบุญโดยการแสดงความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้ใหญ่ หรือตามหลักพระธรรมคำสอนเรียกว่า อปจายนมัย ก่อนที่นาคจะเข้าสู่พิธีการอุปสมบทจะต้องมีการกราบลา ล้างเท้า เพื่อเป็นการขอขมาในสิ่งที่อาจจะเคยประพฤติปฏิบัติไม่ดีแก่ผู้เป็นบิดามารดาและผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ สำหรับบางคนแล้วโอกาสนี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่ได้แสดงความเคารพก็เป็นได้

– การทำให้ผู้อื่นมีความสุข งานบวชก็ไม่ต่างจากงานรื่นเริงอื่นย่อมต้องมีการเลี้ยงสังสรรค์ มีแสงไฟ เสียงเพลงดนตรี มีความสนุกสนาน ญาติมิตรได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยกัน แค่เพียงได้เห็นรอยยิ้มจากญาติพี่น้อง ผู้เฒ่าผู้แก่ คนในครอบครัวเท่านี้ก็ถือว่าได้บุญมากแล้ว

– การให้ทาน จะเห็นว่าในทุกงานบวช ผู้บวชจะต้องมีการโปรยเงินก่อนเข้าสู่พิธีการอุปสมบท เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้มาร่วมงานได้นำกลับไปเป็นสิ่งมงคล เพราะถือว่าเงินนี้คือเงินบริสุทธิ์ แต่สำหรับคนที่มีความเป็นอยู่ที่ขาดแคลน เงินที่ได้จากการโปรยในครั้งนี้ อาจจะดำรงชีวิตของเขาและคนในครอบครัวได้ต่อไป

คนภายนอกอาจจะมองว่างานบวชเป็นแค่งานบันเทิงหรืองานประเพณีของคนในบางท้องถิ่นเพียงเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว แก่นสารของการจัดงานบวชก็ยังคงมีอะไรที่สวยงามแอบแฝงอยู่มากกว่าที่คิด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็นและนำมาปรับใช้อย่างไร และที่สำคัญหากคุณได้มีโอกาสเกิดมาเป็นลูกผู้ชายแล้ว ขอให้จงรักษาขนบธรรมเนียมนี้ไว้ให้ดำรงอยู่ เพราะหน้าที่สำคัญนี้ คนที่เกิดเป็นลูกผู้หญิงไม่สามารถทำแทนได้ คุณจึงคือความหวัง และความภาคภูมิใจของผู้เป็นพ่อเป็นแม่

 

พุทธศาสนาหรือธุรกิจ ความเชื่อหรือแค่เรื่องงมงาย

โดยปกติแล้วนิสัยคนไทยส่วนใหญ่ เวลาที่ชีวิตประสบกับปัญหาหรือมีสิ่งที่มารบกวนก่อให้เกิดความทุกข์ขึ้นภายในจิตใจ มักจะหาทางออกด้วยวิธีการเข้าวัด ทำบุญทำทาน และจบลงด้วยการพนมมือไหว้ขอพรพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดจึงกลายเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยิ่งถ้าเป็นคนที่กำลังมีความทุกข์อยู่ด้วยแล้ว วัดก็แทบจะกลายเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบโจทย์ได้มากที่สุด เพราะคนไทยต่างก็มีความเชื่อว่าหากเข้าวัดจะทำให้จิตใจสงบสามารถหาทางออกให้กับปัญหาได้ และการได้ไหว้ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยด้วยแล้วละก็ จะยิ่งทำให้ความทุกข์นั้นลดลงหรือหายไปในที่สุด โดยที่ไม่รู้เลยว่า แท้จริงแล้วการที่ความทุกข์นั้นหายไปเป็นเพราะเขาสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ด้วยตัวเอง หรือเป็นพระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือกันแน่

จะเห็นได้ว่าหากคนไทยให้ความสำคัญกับการเข้าวัดมากเท่าไร วัดก็จะพัฒนามากขึ้นเท่านั้น สังเกตได้จากในปัจจุบันมีวัดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทุก ๆ วัด ก็จะพยายามหาวิธีการหรือสิ่งดึงดูดให้คนเข้ามาร่วมทำบุญมากยิ่งขึ้น แต่การทำบุญในสมัยนี้ไม่ใช่การถือปิ่นโตใส่กับข้าวเพื่อให้พระได้ฉันเพียงอย่างเดียวเหมือนสมัยก่อน แต่ยังต้องมีเรื่องของการถวายจตุปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยใช้วิธีการสื่อสารภายใต้คำว่า “บริจาคตามกำลังศรัทธา” ประกอบกับนิสัยคนไทยมีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นทุนเดิมของชีวิตอยู่แล้ว จึงพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับคำว่าบริจาคได้อย่างเต็มที่ และมักจะก่อให้เกิดความเข้าใจแบบผิด ๆ ที่ว่า ยิ่งบริจาคมากยิ่งได้บุญมาก

ปัจจุบันจึงมีวัดไม่น้อยที่พยายามทำให้สถานที่และบรรยากาศภายในวัด เป็นสิ่งดึงดูดความสนใจให้คนอยากเข้ามาร่วมบริจาคมากยิ่งขึ้น วัดไหนสวย วัดไหนดัง วัดไหนใหญ่ ผู้คนจำนวนมากก็เกิดความต้องการที่จะเดินทางไปเยี่ยมชม  เมื่อผู้คนเดินทางไปมากก็ยิ่งทำให้วัดได้รับบริจาคปัจจัยที่เพิ่มมากขึ้น จึงเกิดคำถามว่า

ปัจจัยที่ได้รับนำไปใช้ประโยชน์ในด้านใด และเหมาะสมกับความจำเป็นหรือไม่ คำตอบคือ นำไปใช้ในการพัฒนาวัดให้มีความเจริญมากยิ่งขึ้น เช่น นำไปสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างที่ประดิษฐานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย

และหากถามว่า ผิดหรือที่วัดต้องหาวิธีการเพื่อสร้างรายได้ คำตอบคือ ไม่ผิด เพราะวัดก็คือองค์กรหรือสถาบันหนึ่งที่ต้องดำรงรักษาไว้ จำเป็นต้องมีรายรับที่เป็นตัวเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายเช่นกัน

ฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะมีประเด็นหรือปัญหาอะไร เพราะสิ่งที่ทุกวัดกระทำล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งสิ้น แต่อยากให้ลองพิจารณาให้ดีอีกทีจะมองเห็นมุมมองในอีกมิติของการหารายได้เข้าวัดที่มากเกินความพอดี จนทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า สิ่งที่กำลังกระทำอยู่นั้น คือ หลักการพุทธศาสนาหรือธุรกิจพุทธศาสนากันแน่

หากมองย้อนกลับไปสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ พระองค์มีแค่เพียงร่มเงาจากต้นศรีมหาโพธิ์เท่านั้น ไม่มีโบสถ์ วิหารใด แต่ทำไมพระองค์ถึงทรงบรรลุในหลักธรรมได้อย่างถ่องแท้ ดังนั้น จึงขอให้ทุกคนลองพิจารณาตัวเองว่า แก่นสารที่แท้จริงของการสร้างบุญกุศลคืออะไร ไม่ผิดถ้าจะมีความเชื่อ ความศรัทธา แต่จงอย่าเอาความเชื่อ หรือความศรัทธา เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินชีวิตที่มากเกินพอดี ไม่เช่นนั้น คุณจะกลายเป็นเครื่องมือของธุรกิจศาสนาแทน

 

อย่ารอเจอเพื่อน ในวันที่หมดลมหายใจ…

เพื่อน…คำนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก หากจะให้อธิบายหรือขยายความคำว่าเพื่อน คงตีความหมายได้เป็นร้อยเป็นพันอย่าง มันคงขึ้นอยู่กับว่าใครจะให้คำนิยาม ให้ความหมาย และให้ความสำคัญไว้ว่าอย่างไร แต่เชื่อว่าในชีวิตที่เกิดของทุกคน คงไม่มีใครที่ไม่มีเพื่อน เพราะเราไม่สามารถเกิดมาและอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว

การที่คนสองคนจะเกิดมารู้จักกัน คบหากัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน คุณคิดว่ามันคือเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายจริงหรือ บนโลกนี้มีคนตั้งกี่พันล้านคน แต่ทำไมถึงมาเป็นเพื่อนกับคน ๆ นี้ ทำไมโลกถึงโคจรให้มาเจอกับคน ๆ นี้ กว่าจะรู้จักกันกว่าจะเรียนรู้นิสัยใจคอกันต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง เพียงแค่นี้มันคุ้มค่ามากพอหรือยังสำหรับความรักที่จะให้กับเพื่อนคนหนึ่ง

คุณให้เพื่อนอยู่ในระดับใดของชีวิต

วันนี้คุณคิดว่าเพื่อนมีความสำคัญกับคุณมากแค่ไหน และคุณให้ความสำคัญกับเพื่อนอย่างไร หลายคนอาจจะตอบคำถามนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าจะอยู่ในช่วงใดของชีวิตจะมีเพื่อนคอยอยู่เคียงข้างเสมอ นั่นแสดงให้เห็นว่าเพื่อนคือ หนึ่งในส่วนสำคัญของชีวิต แต่บางคนอาจจะไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะการดำเนินชีวิตของแต่ละคน มีภาระหน้าที่ มีความจำเป็นที่แตกต่างกันออกไป จึงไม่สามารถกลับมาพบเจอ ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันได้ แต่อย่าลืมว่าทุกวันนี้เราอยู่บนโลกของเทคโนโลยี ต่อให้อยู่กันคนละฟากฟ้าก็สามารถเชื่อมต่อกันติด เช่นนั้นแล้ว จงหาคำตอบให้กับตัวเองอีกครั้งว่า คุณกำลังลืมอะไรอยู่กันแน่ เทคโนโลยี หรือ เพื่อน

เจอเพื่อนครั้งสุดท้ายเมื่อไร

บางคนอาจจะเจอเพื่อนครั้งล่าสุดเมื่อวานที่ผ่านมา หรือบางคนอาจจะเจอเมื่อเดือนที่ผ่านมา หรือบางคนอาจจะเจอเมื่อปีที่ผ่านมา แต่คงมีหลายคนที่ตอบว่าเจอเพื่อนครั้งสุดท้ายเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา ลองคิดดูว่าหากนับรวมระยะเวลาทั้งหมด จะเป็นระยะเวลาเท่าใด ยาวนานมากแค่ไหน ยิ่งนานวันมากขึ้นระยะเวลาที่คุณไม่ได้เจอกับเพื่อนก็จะเพิ่มมากขึ้น ชีวิตในช่วงที่พวกคุณไม่ได้เจอกันจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อนมีความสุขกับชีวิตอยู่หรือไม่หรือเพื่อนกำลังเผชิญกับความทุกข์ใด คนที่ขึ้นชื่อว่าเพื่อนอย่างคุณจะไม่อยากรับรู้เรื่องของเพื่อนบ้างเลยหรือ หากวันนี้เพื่อนคุณยังมีลมหายใจแต่คุณไม่มีโอกาสได้พบเจอ คุณอยากจะพบเจอกับเพื่อนในวันที่เพื่อนคุณหมดลมหายใจแล้วจริงหรือ

อย่าให้บรรยากาศในการพบเจอเพื่อนเต็มไปด้วยความโศกเศร้า และคราบน้ำตา จงหาโอกาสออกไปพบเจอกับเพื่อนในสถานที่ที่มีแต่รอยยิ้มและความสุขเสียดีกว่า เพราะเมื่อใดที่คุณต้องไปเจอเพื่อนนอนแน่นิ่ง ไม่สามารถพูดคุยพูดเล่นได้อีก จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายที่หลังว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณเคยลืมเพื่อนคนนี้ไปหรือไม่

หากวันนี้คุณยังมีลมหายใจ มีกำลังแรงกายมากพอ ขอปลีกเวลาชีวิตสักเพียงนิดหันกลับไปมองและให้ความสำคัญกับคนเป็นเพื่อนของคุณบ้าง หรือต่อให้คุณไม่มีเวลาเพียงใดแค่คุณหยิบโทรศัพท์และต่อสายถึงเพื่อน เท่านี้ก็เชื่อว่าเพื่อนของคุณก็สุขใจมากเกินพอแล้ว อย่าให้การเจอกันครั้งสุดท้ายของคุณและเพื่อนมันสายเกินไป ในเมื่อวันนี้ยังมีโอกาส จงรีบทำมันเสีย เพราะชีวิตของคนเราไม่มีใครรู้ว่าจะหมดสิ้นลงเมื่อใด จงให้ความสำคัญกับคนที่คุณคิดว่าสำคัญกับชีวิตในวันที่ยังหายใจ

 

เตรียมความพร้อมรับมือนักช้อปปลายปี สินค้าดี ๆ จะคว้ามาอย่างไร

อีกแค่ไม่กี่วันก็จะเข้าก้าวเข้าสู่ช่วงเทศกาลต้นรับปีใหม่ ใครที่วางแผนอะไรไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วยังไม่ได้เริ่มก็ควรเริ่มลงมือทำได้แล้ว เพราะเวลาในแต่ละปีมันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียจริง ส่วนใครที่ลงมือทำแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จก็ไม่ต้องกดดันตัวเองแค่เพียงได้เริ่มก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว

เมื่อช่วงเทศกาลปีใหม่กำลังจะเดินทางมาถึง นั้นแปลว่าเทศกาลส่งท้ายปีเก่าก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นเช่นกัน และเชื่อได้ว่าช่วงเวลาส่งท้ายปี คือ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่หลาย ๆ คนกำลังรอคอย ไม่ใช่ตื่นเต้นเพราะจะได้หยุดยาว ไม่ใช่ตื่นเต้นที่จะได้เลี้ยงฉลองสังสรรค์กับเพื่อน ๆ แต่มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าสำหรับหนุ่มสาวนักช้อป คือ มันเป็นช่วงเวลาแห่งการลดราคาสินค้าแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ส่งท้ายปี ใครที่จับจอง จ้องมอง สินค้าตัวไหนไว้และยังไม่มีทุนทรัพย์ที่จะซื้อมาตลอดปี ก็มักจะรอคอยช่วงเวลาแบบนี้กันทั้งสิ้น

จะเห็นได้ว่าปลายปีเมื่อใด สินค้าส่วนใหญ่ก็จะเริ่มลดราคาหลากหลายประเภท ทั้งของถูกของแพง ขายเหมาขายปลีก มีให้เลือกสรรอย่างต่อเนื่อง ช่วงปลายปีจึงเป็นช่วงระยะเวลาสวรรค์ของนักช้อปทั้งหลายแต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมีโอกาสได้ของดีราคาถูกเสมอไป เพราะยิ่งของราคาถูกมากเท่าไรนักช้อปมักจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น บางคนก็ช้อปเพื่อนำไปใช้เอง แต่บางคนก็จะมาในรูปแบบของนักช้อปพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ซื้อในราคาถูกเพื่อนำไปขายในราคาแพง หรือบางคนไม่ได้ซื้อไปขายแต่รับฝากรับหิ้วก็มีไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้น หากคุณคือ นักช้อปสินค้าลดราคาตัวจริง จำเป็นต้องมีวิธีการรับมือสำหรับการปะทะกับนักช้อปท่านอื่น เพื่อช่วงชิงสินค้าดีราคาถูกให้ทันเวลา

1. ท่องโลก Social อย่าให้ขาด

เรื่องนี้คิดว่าคงไม่ยากเกินความสามารถ เพราะหลายคนคงจะมีโลกโซเชียลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ปัจจุบันมีเพจที่คอยแจ้งเตือนเกี่ยวกับสถานที่ หรือสินค้าที่ลดราคาเกิดขึ้นอย่างมากมาย ถ้าไม่อยากพลาดโอกาสและมานั่งเสียดายในภายหลัง จงไปกดถูกใจ กดติดตาม เพจเหล่านั้นให้มาก ๆ ยิ่งกดมากเท่าไรยิ่งมีโอกาสรับรู้มากกว่าคนอื่นอย่างแน่นอน และสำหรับบางคนที่ไม่ชอบติดตามโลกโซเชียล ก็ลองหันมาสนใจดูบ้างเผื่อจะมีโอกาสได้ของดีราคาถูกแบบไม่ได้ตั้งใจ

2. เลือกตั้งแต่อยู่ที่บ้าน

เมื่อใดที่เจอสถานที่และทราบวันเวลาในการเปิดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ที่แน่นอนแล้ว ต้องเตรียมตัวให้พร้อม อยากได้สินค้าอะไร แบบไหน ให้เลือกเอาไว้ตั้งแต่ที่บ้านเลย เมื่อไปถึงให้พุ่งตรงไปหาสิ่งที่อยากได้อย่างรวดเร็ว จะได้ไม่เสียเวลาในการเลือก เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะสินค้าลดราคาบางชนิดมักมีจำนวนจำกัดและถ้ายิ่งลดราคามากก็ยิ่งมีคนต้องการมากเช่นกัน

3. ศึกษาดี ไม่เสียเวลา

แน่นอนว่าที่ใดมีของเซลล์ ที่นั้นย่อมมีนักช้อป คนจำนวนมากมายมหาศาลจะไปรวมตัวกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ถ้าคิดจะไปเป็นส่วนหนึ่งของการช้อปในครั้งนั้นแล้วละก็ ต้องเริ่มต้นจากการวางแผนที่ดี ศึกษาเส้นทางที่ง่ายและสะดวกในการเดินทาง เผื่อระยะเวลาสำหรับการจราจรที่คับคั่ง ถ้าจะให้ดีควรมีการวางแผนสำรองสำหรับการเดินทางด้วยเพราะสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ

ดังนั้น ขอให้หนุ่ม ๆ สาว ๆ นักช้อปไม่ว่าเป็นจะมือเก่า มือใหม่ มืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น นำเกร็ดเคล็ดลับในการเตรียมความพร้อมสำหรับการช้อปสินค้าลดราคาปลายปีไปปรับใช้ เพื่อที่จะไม่พลาดโอกาสในการได้ของดีราคาถูก เพราะปลายปีมีครั้งเดียว โอกาสดี ๆ ของนักช้อปจึงมีไม่มาก จงอย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปเตรียมตัวเตรียมใจและออกตามหาสิ่งที่อยากได้ไปด้วยกัน

 

ภูมิใจแค่ไหน ที่เกิดบนพื้นแผ่นดินไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เกิดสื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ชนิดหนึ่งบนโลกออนไลน์ ที่ต้องการบอกเล่าเรื่องราวเส้นทางการดำเนินธุรกิจในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีผลประกอบการที่ตกต่ำลง แต่ธุรกิจกลับยังคงได้กำไรอย่างต่อเนื่อง หลายคนคงจะไม่เข้าใจว่าในเมื่อผลประกอบการตกลงแล้วจะเอากำไรมาจากที่ไหน คำตอบที่ได้คือ กำไร ที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้แต่วัดได้จากคุณค่าทางจิตใจ

ธุรกิจดังกล่าว เป็นธุรกิจน้ำผลไม้ที่รับซื้อวัตถุดิบโดยตรงจากเกษตรกร ทั้งยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาและ ส่งเสริมการปลูกผลไม้ เพื่อให้เกษตรกรได้มีรายได้สามารถหาเลี้ยงตัวเองและคนในครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สื่อโฆษณานี้ทำให้ได้ย้อนนึกถึงพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านทรงเคยตรัสไว้ว่า “ขาดทุนคือกำไร” กำไรของพระองค์คือ การให้ ให้พสกนิกรชาวไทยทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอยู่มีกิน มีหนทางในการสร้างรายได้ หากทุกคนได้กินอิ่ม นอนหลับ มีเงินใช้จ่ายที่เพียงพอ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันก็จะลดน้อยลง หรืออาจจะหมดไปในที่สุด

การให้ ถือเป็นแค่เพียงส่วนเล็ก ๆ ที่พระองค์คอยตรัสสอนพสกนิกรทุกคนอยู่สม่ำเสมอ ยังคงมีหลักการดำเนินชีวิต และคุณธรรมอีกมากมายที่ท่านทรงทิ้งไว้ ซึ่งเชื่อได้ว่าไม่มีชาวไทยคนใดที่ไม่คิดถึงพระองค์ท่าน ถ้าจะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่า ไม่มีชาวไทยคนใดที่จะสามารถลืมเลือนพระองค์ท่านออกไปจากหัวใจได้เลยต่างหาก

ทำอย่างไรเมื่อนึกถึงพระองค์ท่าน

คำถามนี้สามารถหาคำตอบได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านคอยตรัส คอยสอน หรือแม้กระทั่งลงมือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ท่านต้องการให้ลูก ๆ ของท่านทุกคนได้ปฏิบัติตาม ขอแค่เพียงได้ทำตามสิ่งที่ท่านสอน แค่นี้ก็ถือว่าเป็นการระลึกถึงท่านได้แล้ว

เราสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ใจต้องการ แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ การเป็นคนดี ท่านคงไม่ได้หวังให้ทุกคนเป็นคนดีเฉพาะเวลาที่นึกถึงท่าน แต่ท่านคงหวังให้ทุกคนประพฤติ ปฏิบัติตัวเป็นคนดีอยู่ตลอดเวลาที่ยังคงมีลมหายใจ เพราะการเป็นคนดี จะสามารถทำให้ชีวิตได้พบเจอกับคำว่าความสุขได้ในทุกรูปแบบ ไม่ต้องรวย ไม่ต้องจน ไม่ต้องมียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ต้องเก่งเหมือนใคร ๆ ก็สามารถเป็นคนดีได้ ทุกคนเกิดมาก็มาแต่ตัววันหนึ่งที่ต้องตายก็เอาไปได้แค่ตัว แต่ความดีที่สั่งสมมา จะยังคงถูกจารึกและจดจำให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้รำลึกถึงตลอดไป

ถ้าหากมีใครมาถามว่าภูมิใจไหมที่เกิดมาเป็นคนไทย อยู่บนพื้นแผ่นดินไทย เชื่อได้ว่าคนไทยทั้งประเทศจะต้องยิ้มและตอบด้วยความภาคภูมิใจเป็นที่สุด อย่างน้อยในชีวิตหนึ่งได้เกิดมาอยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ท่าน ได้เรียนรู้คำสั่งสอนและนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เพียงเท่านี้ก็มีค่ามากกว่าจะเอาเงินทองมาเปรียบได้ และถ้าหากวันนี้คุณยังรักพื้นแผ่นดินไทยนี้ไม่มากพอ ขอให้คุณกลับไปศึกษาพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านทรงทำแล้วคุณจะได้รู้ว่าการรักพื้นแผ่นดินไทยแห่งนี้มีคุณค่ามากแค่ไหน

 

แท้จริงแล้วคุณรัก..ผูกพัน..เคยชิน หรืออดทน

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคสมัย ปัญหาใหญ่ที่ทำให้วัยรุ่นส่วนมากหนักอกหนักใจ ไม่เป็นอันกินอันนอนคงหนีไม่พ้นเรื่องของ ความรัก ไม่ว่าจะแอบรักเขา หรือเขาแอบรักเรา หรือรักซ้อนซ่อนเงื่อน สี่เศร้าห้าเศร้า หรือรักกันมีแต่ปัญหา หรือโดนหมดรักหักอก หรืออะไรก็แล้วแต่ ล้วนแต่เป็นประเด็นหลักที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของชีวิต

อันที่จริงแล้วก็ไม่ได้หมายเฉพาะเจาะจงแต่วัยรุ่นเท่านั้น เรื่องความรักมันสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงชีวิต แต่คนที่มีวุฒิภาวะหรือประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่า ย่อมจะมีวิธีการหรือหาทางออกให้กับปัญหานี้ได้ดีกว่าเด็กวัยรุ่น แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะคนบางคนก็ไม่สามารถหาทางออกให้กับปัญหาเรื่องรัก ๆ ได้ด้วยตัวเอง

โดยเฉพาะคู่รักที่คบกันมาเป็นระยะเวลานานดูแล้วน่าจะหาทางออกให้กับปัญหาได้ง่ายกว่าคู่รักที่เพิ่งเริ่มคบกันเสียอีก แต่บางคู่กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ยิ่งคบกันนานมากเท่าไรเวลาเกิดปัญหามักจะมองไม่เห็นทางออก จึงทำให้ต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่เป็นคนยอมอยู่เสมอ เพื่อที่จะให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไปได้ จนทำให้ลืมหันกลับมามองว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้น แท้จริงมันคือความรัก ความผูกพัน ความเคยชิน หรือความอดทนกันแน่

ถามใจตัวเองสักครั้งว่ามันคืออะไร

หากใครตอบว่านั้นคือ ความรัก การยินยอมให้อีกฝ่ายจึงเป็นวิธีการที่ถูก เพราะความสมบูรณ์แบบในความรักไม่มีอยู่จริง โลกจึงต้องสร้างใครคนหนึ่งให้เป็นฝ่ายยอมอีกคนหนึ่งเสมอเพื่อสรรค์สร้างความรักให้งดงามตามแบบฉบับของคนสองคน

หากใครตอบว่านั้นคือ ความผูกพัน หรือความเคยชิน ให้กลับไปทบทวนหัวใจดูว่ายังคงมีความรักให้กับอีกฝ่ายบ้างหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ ยังรักอยู่ จงกลับไปพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้เป็นเหมือนวันแรกที่รักกันเพราะหากจำต้องคบหากันหรือใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความผูกพัน หรือทนยอมด้วยความเคยชินแล้ว สักวันหนึ่ง ความรักที่เคยสร้างร่วมกันจะค่อย ๆ สลายหายไปอยู่ดี

แต่หากใครตอบว่านั้นคือ ความอดทน ขอให้หาคำตอบต่อว่า อดทนไปเพื่ออะไร หากต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ชีวิตอยู่บนคำว่าอดทน แล้วความรักของทั้งคู่คืออะไรกันแน่ คำถามนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะให้คำตอบมันออกมาในรูปแบบไหน หากต้องคบกันด้วยคำว่าอดทนเพียงคำเดียวจะคบกันไปเพื่ออะไร เพราะความอดทนย่อมมีขีดจำกัด ไม่วันนี้ก็วันหน้าความอดทนก็ต้องสิ้นสุดลง

ฉะนั้น คู่รักทุกคู่ต้องหมั่นสำรวจตัวเองและคนรักว่า ทุกวันนี้ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมัน คือ ความสุขที่ต้องการจริงแล้วหรือ เรื่องความรักไม่มีใครถูกผิด ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับคนสองคนที่ต้องเรียนรู้กันไปตลอดชีวิต เพราะจิตใจ พฤติกรรม และความคิดของมนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของการประคองความรักคงต้องอาศัยเครื่องมือหลักอย่างความเข้าใจและการให้อภัยซึ่งกันและกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง ปัญหาความรักใด ๆ ก็คงไม่มีหนทางที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

อารมณ์…ตัวสร้างหรือบ่อนทำลายสถาบันครอบครัว

ครอบครัว..คำ ๆ นี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก ทุกคนที่เกิดมาต้องรู้จักเป็นอย่างดี ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะให้คำนิยามไว้ว่าอย่างไร สังคมไทยมักสอนอยู่เสมอว่า สิ่งสำคัญมากที่สุดในชีวิต คือ คนในครอบครัว เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามหรือละเลย สถาบันครอบครัวจึงถือเป็นพื้นฐานแรกในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน แต่ยังคงมีอีกหลายชีวิตที่ต้องมีสภาพของครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ หรือแบบที่เรียกว่า บ้านแตกสาแหรกขาด

ปัจจุบันปัญหาครอบครัวที่พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกไปทาง เกิดขึ้นในสังคมอยู่ทุกวันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งถ้าลูกกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยแล้วนั้น โอกาสที่ครอบครัวจะแตกแยกก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นมาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าลูกเป็นวัยรุ่นหรือไม่ แท้จริงแล้วตัวการสำคัญของการเกิดปัญหา คือ อารมณ์หรือความรู้สึกของคนในครอบครัว เสียมากกว่า

ลองคิดดูว่าการที่บ้านแตกเกิดจากอะไร คำตอบคือ คนในครอบครัวไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และอะไรคือสาเหตุของการทะเลาะกัน คำตอบคือ การที่ไม่มีใครยอมใคร คิดแต่สิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูก และมองข้ามความคิดของคนอื่น พอเมื่อได้ทะเลาะกันแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันถูกกักเก็บไว้ในจิตใจจะพรั่งพรูออกมาจากปากอย่างไม่มีวันหมด และคำพูดที่ออกมาจะกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้รับฟังเกิดความรู้สึก และแสดงออกมาในรูปแบบของอารมณ์ที่รู้สึกในขณะนั้น แต่ขึ้นชื่อว่าทะเลาะ คงไม่มีคำพูดที่ทำให้คนฟังรู้สึกดีเป็นแน่และยิ่งถ้าผู้พูดหรือผู้ฟังเป็นคนที่ยังไม่สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ หรือควบคุมอารมณ์และความรู้สึกตัวเองได้ด้วยนั้น ปัญหาบ้านแตกก็คงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

เช่นนั้นแล้ว ในฐานะของคนเป็นพ่อ เป็นแม่ หรือเป็นลูก ควรมีวิธีการตั้งรับเมื่อกำลังรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสภาวะของอารมณ์ที่คุกรุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้แสดงตัวตนออกมาในรูปแบบที่ไม่ควรจะเป็นได้ด้วยวิธีการดังนี้

1. อารมณ์ไม่ดี ไม่คุย

ถ้าเมื่อใดที่รู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ ให้แยกตัวออกมาจากคนรอบข้างทันที เพราะหากยังคงฝืนทนอยู่ต่อไป นั้นจะเป็นช่องโหว่ของการแสดงตัวตนในด้านมืดออกมา จงออกไปสงบจิตสงบใจ หาวิธีการผ่อนคลาย ทบทวนตัวเอง ทบทวนปัญหา หาทางออกและค่อยกลับมาแก้ไขต่อไป

2. เหตุผลสำคัญกว่า

การพูดคุยกันด้วยเหตุผล ย่อมหาทางออกได้ง่ายกว่าการใช้อารมณ์อย่างแน่นอน เพราะการที่คนเราจะตัดสินใจทำอะไรลงไปสักอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าเขาต้องมีเหตุผลแล้วภายในใจ หากลูกทำผิด คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ลองเปิดใจรับฟังเขาสักนิด ให้เขาได้อธิบาย ให้เขาได้แสดงความคิดเห็น หากเขาผิดก็ว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอนกันไปตามที่เห็นควร หลีกเลี่ยงการดุด่าทุบตี หรือการใช้ความรุนแรง เพราะเขาคือลูก เขาคือคน ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ส่วนคนเป็นลูก เมื่อรู้ว่าตัวเองทำผิดก็ต้องยอมรับในผลการกระทำของตัวเอง และจดจำไว้เป็นบทเรียนเพื่อไม่กระทำผิดซ้ำอีกในอนาคต

3. Social ทำพิษ

หากอยู่ในภาวะของอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก สิ่งที่ไม่ควรกระทำคือ การระบายความรู้สึกลงบนโลกโซเชียล เพราะโลกโซเชียลจะเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้สึกนั้นอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้อีก จริงอยู่ว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะโพสต์ หรือจะแชร์ อะไรก็ได้ แต่หากกระทำด้วยอารมณ์ นอกจากจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแล้วอาจเป็นการเพิ่มปัญหาอีกด้วย

ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้อารมณ์ครอบงำความเป็นตัวตน บางคนไม่ใช่คนที่มีจิตใจเลวร้ายอะไร แต่มักกระทำสิ่งที่รุนแรงลงไปแบบไม่รู้ตัว เพราะสาเหตุมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นตัวนำพาทั้งสิ้น และสิ่งที่จะช่วยระงับเพลิงไฟในจิตใจก็คงต้องใช้ สติ เป็นตัวช่วย หากมีสติ ก็จะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ หากควบคุมอารมณ์ได้ ความรุนแรงก็จะไม่เกิด และเมื่อความรุนแรงไม่เกิด ก็จะนำมาซึ่งความสุขทั้งของตัวเองและคนในครอบครัว

 

คู่มือสร้างความสุขด้วยตัวเอง..สำหรับสาวโสดที่ต้องทำก่อนข้ามปี

ถ้าเมื่อใดที่มองออกไปนอกถนน แล้วพบกับแสงสีตระการตา เสียงเพลงบรรเลงดนตรีในยามค่ำคืน ผู้คนจับกลุ่มร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน นั้นแปลว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขกำลังเดินทางมาถึง ถือเป็นสัญลักษณ์ที่กำลังจะบอกให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมกับการส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่

ช่วงเวลาเหล่านี้ คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มวางแผนเพื่อทำอะไรสักอย่าง ที่เป็นการมอบความสุขให้กับตัวเองและคนที่รักหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งปี หลายคนอาจจะเดินทางไปท่องเที่ยว หลายคนอาจมีนัดกินเลี้ยงสังสรรค์กับบรรดาเพื่อน หลายคนอาจไปทำบุญ สวดมนต์ ไหว้พระ เพื่อความเป็นศิริมงคลของชีวิต และอีกหลายคนหรือหลายคู่ ที่มีแผนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ร่วมกัน ซึ่งแน่นอนว่า นั้นคือ ความฝันของสาวหลาย ๆ คน โดยเฉพาะสาวที่ขึ้นชื่อว่า..โสด..อาจจะไม่ต้องถึงขั้นมีงานวิวาห์ที่หวานชื่น ขอแค่เพียงมีใครสักคนอยู่ข้างกันในช่วงเวลาพิเศษแบบนี้ก็พอแล้ว

ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นแค่เพียงความฝันแต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า สาวโสดจะหาความสุขในช่วงเวลาแบบนี้ไม่ได้ ฉะนั้น ก่อนสิ้นปีนี้จงลุกขึ้นมาทำตาม 5 เคล็ดลับ ที่สาวโสดจะสร้างความสุขได้ด้วยตัวเอง

1. ดูแลตัวเอง

คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “อยู่แบบโสด ๆ สวย ๆ ให้ผู้ชายเสียดายเล่น” แน่นอนว่าผู้หญิงเราเรื่องความสวยความงามของรูปร่างหน้าตา ย่อมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องมีคู่รัก ไม่จำเป็นต้องให้ใครดูแล ผู้หญิงเราแข็งแกร่งพอที่จะดูแลตัวเองได้ ก็แค่หันกลับมาบำรุงดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย เลือกกินแต่ของดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว และเมื่อภายนอกสวยหน้ามอง เรื่องใครสักคนก็จะตามมาเอง

2. ดูแลครอบครัว

ในเมื่อไม่ใครให้ต้องดูแลเป็นพิเศษ ก็ลองหันกลับมาดูแลคนในครอบครัวแทน แล้วจะได้รู้ว่า ความรักที่ยั่งยืนและแท้จริง ไม่ได้อยู่ไกลตัวของทุกคนเลย ไม่ต้องตามหาใครสักคนที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหนให้เหนื่อยเปล่า แต่จงให้กอบโกยความรักจากคนในครอบครัวที่มีอยู่จริงเสียดีกว่า

3. สำรวจตัวตน

มีใครเคยสำรวจตัวตนที่แท้จริงของตัวเองบ้างหรือไม่…การที่วันนี้คุณยังไม่มีใคร สาเหตุหลักอาจจะมาจากตัวของคุณเอง คนที่เคยมีความรักมาก่อน ก็ลองกลับไปนึกย้อนคำพูดของคนรักในอดีต คนที่ยังไม่เคยมีความรัก ก็ลองสำรวจนิสัยใจคอ ความคิด ทัศนคติของตัวเอง เผื่อจะค้นพบว่า ตัวเราควรจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อต้อนรับกับสิ่งใหม่ ๆ ที่กำลังจะเข้ามาในปีหน้า

4. เปิดใจยอมรับ

หรือแท้จริงแล้ว การที่สาวโสดยังไม่มีใครเพราะยังคงจดจำเรื่องราวความรักครั้งเก่า และยังไม่ยอมรับใครใหม่เข้ามาในชีวิต ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ขอให้สาวโสดโปรดโยนอดีตอันแสนเจ็บปวดนั้นทิ้ง เพราะเมื่อใดที่ยังแบกมันไว้โอกาสในชีวิตก็จะยิ่งลดน้อยลง ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเจอกับสิ่งเลวร้ายมากแค่ไหนแต่ในเมื่อวันนี้ยังคงมีลมหายใจ นั้นหมายความว่าชีวิตต้องไปต่อ อย่าปิดกั้นตัวเองเพราะอาจเป็นการปิดกั้นชีวิตของคนที่รอคุณอยู่อีกหนึ่งชีวิตก็ได้

5. วางแผนสำหรับปีหน้า

จริงอยู่ว่าไม่มีใครรู้อนาคต แต่ทุกคนสามารถวางแผนอนาคตของตัวเองได้ วันนี้สาวโสดอาจจะยังไม่รู้อนาคตว่าจะมีคนรักเมื่อไร แต่สิ่งที่รู้และทำได้ คือ การวางแผนเพื่อรับมือกับการดำเนินชีวิตต่อไป ลองมองหาหรือทำอะไรใหม่ ๆ เผื่อจะเป็นโอกาสในการค้นพบตัวตนอีกด้าน

ไหน ๆ ก็จะเป็นสาวโสดข้ามปีแล้ว ก็ขอให้เป็นสาวโสดที่มีความสุขมากที่สุดเพราะความสุขที่แท้จริงแล้ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร แต่มันขึ้นอยู่กับใจของตัวเอง การมีคนรักก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าชีวิตจะมีความสุข ฉะนั้น จงอย่าเอาชีวิตไปแขวนหรือผูกติดกับการแสวงหาใครสักคน เมื่อใดที่ถึงเวลาโชคชะตาจะนำพาเขามาเอง จงอยู่กับความสุขที่เราสร้างขึ้น และความสุขนี้จะไม่มีวันสูญหายไปอย่างแน่นอน