วิธีรับมือกับการเมืองในออฟฟิศและเพื่อนร่วมงานขี้นินทาทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เชื่อว่าหลายคนที่คิดอยากจะลาออกจากงาน ส่วนใหญ่แล้วเหตุผลหลัก ๆ มักไม่ได้มาจากการทำงาน แต่มาจากเพื่อนร่วมงาน เพราะการทำงานร่วมกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องพบเจอกับปัญหาต่าง ๆ ระหว่างผู้ร่วมงานที่มาจากร้อยพ่อพันแม่ มีแบ็คกราวน์ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดความต่างทางความคิดและอารมณ์ โดยเฉพาะเรื่องการนินทาและการเมืองระหว่างเพื่อนร่วมงาน ที่ทำให้หลายคนไม่มีความสุขในเวลางาน บางคนมีวิธีรับมือในแบบต่าง ๆ ในขณะที่บางคนใช้วิธีหักดิบโดยการลาออกเพื่อเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม วันนี้เราจะมาดูวิธีรับมือคนขี้นินทาและการเมืองในออฟฟิศ ที่จะทำให้คุณมีความสุขขึ้นในการทำงาน

  1. วางเฉย ไม่ร่วมวงสนทนา

เมื่อรู้ว่าเพื่อนร่วมงานของคุณกำลังนินทาคนในออฟฟิศ ให้คุณรีบลุกหนีและไม่ร่วมวงสนทนาด้วย เพื่อเป็นการแสดงออกว่าไม่ต้องการรับรู้เรื่องนี้ และที่สำคัญการลุกหนีอาจทำให้คุณเป็นเป้าหมายต่อไปในการนินทาของพวกเขาก็ไม่ต้องไปสนใจ เพราะคนขี้นินทาไม่ว่าอย่างไรก็ต้องนินทาอยู่แล้ว จงจำไว้ว่าคนที่นินทาเรานั้นก็เพราะเราไปอยู่ในความสนใจของเขา ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ดีกว่า หรือเราสวยกว่าเขาจึงหันมาสนใจและพยายามหาข้อบกพร่องของเรา เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น และอย่าลืมว่าคนขี้นินทามักจะก้าวช้ากว่าเราเสมอจึงมีคำว่า “ นินทาลับหลัง ” ดังนั้นจึงควรวางเฉยไม่ต้องไปสนใจและทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

  1. ถามตัวเองว่าเราทำผิดอะไร?

เมื่อถูกพิษจากการเมืองในออฟฟิศหรือคนขี้นินทา เราควรมองที่ตัวเองก่อนว่าเราทำผิดอะไร? เช่น มาทำงานสายหรือไม่ ส่งงานตรงเวลาหรือเปล่า หรือมีเรื่องชู้สาวกับใครหรือเปล่า เมื่อทบทวนตัวเองอย่างนี้แล้วพบว่าผิดจริงก็ควรทำการแก้ไขปรับปรุงตัวเองเสียใหม่ นำคำนินทาเหล่านั้นมาพัฒนาตนเองและคิดเสียว่าเป็นการติเพื่อก่อ แต่ถ้าเราสำรวจตัวเองแล้วยังไม่พบข้อบกพร่องใด ๆ จากการทำงานก็ควรปล่อยผ่านและทำงานตัวเองต่อไป เพราะบางครั้งการนินทาก็เป็นแค่เรื่องที่พูดขึ้นเพื่อความสนุกของชาวออฟฟิศขี้นินทาเท่านั้นเอง

  1. เอาเวลาคิดมากไปพัฒนาตัวเอง

ปัญหาความเครียดในที่ทำงาน ส่วนมากจากพิษของการเมืองในออฟฟิศนั้นมาจากการนำคำพูดของเพื่อนร่วมงานมาคิดวกไปวนมา จนเป็นปัญหาต่อสุขภาพจิตที่ส่งผลหลายด้าน ๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งตัวเอง ดังนั้นจึงไม่ควรเสียเวลาไปกับการคิดทบทวนซ้ำ ๆ โดยนำเวลาว่างจากการทำงานไปใช้ในการพัฒนาตัวเองในด้านอื่น ๆ หรือหาช่องทางหาเงินใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มรายได้และความภาคภูมิใจในตัวเอง

วิธีการรับมือกับเพื่อนร่วมงานขี้นินทาและการเมืองในออฟฟิศก็คือการวางเฉยและไม่ต้องสนใจ พยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด นอกจากนี้ควรนำเวลาว่างไปพัฒนาตัวเองเพื่อให้มีความรู้หรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะดีกว่า และปล่อยให้คนนินทาลับหลังอยู่แต่ข้างหลังในขณะที่เราเดินนำไปไกลแล้วก็น่าจะเป็นการดีที่สุด

 

ทำไมปัจจุบัน หลาย ๆ คน อยากมีอาชีพอิสระ เป็นฟรีแลนซ์

มนุษย์เงินเดือนหลายคนอยากมีอาชีพอิสระ แสวงหาช่องทางเพื่อประกอบธุรกิจส่วนตัว หรือที่เราเรียกกันว่า “ฟรีแลนซ์” เพราะความเหนื่อยหน่ายกับกฎเกณฑ์จนไม่อยากทำงานประจำอีกต่อไป แถมเหล่าฟรีแลนซ์สามารถเลือกเวลาทำงานและวันหยุดได้ ไม่ต้องการอยู่ใต้บังคับบัญชาของใคร ไม่ต้องมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านาย อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม ทั้งทางด้านการเงินและสังคม สามารถรับงานได้หลายงานถ้าสามารถทำไหว และถ้ามีชื่อเสียงจะทำให้รายได้ดีกว่าการทำงานประจำด้วยซ้ำ ทำให้สามารถขยายธุรกิจได้ไกลออกไปมากขึ้น จนบางคนก็ตั้งเป็นบริษัทของตัวเองขึ้นมาในที่สุด รวมทั้งบางคนก็อยากทำอาชีพฟรีแลนซ์ที่เป็นงานตามความฝันของตนเองด้วยเช่นกัน

ข้อเสียของการเป็นฟรีแลนด์

การเป็นฟรีแลนซ์ มีข้อเสียคือ งานไม่แน่นนอน บางครั้งมี บางครั้งไม่มี และบางอาชีพก็ขึ้นอยู่กับ

เทศกาลด้วย ซึ่งมีผลทำให้มีรายได้ไม่แน่นอนตามมา  ต้องรับผิดชอบด้วยตนเองทุกย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ การแก้ไขงาน การลงทุน และอาจถูกโกงจากคนจ้างได้ง่าย และยังไม่ได้รับผลประโยชน์  หรือสวัสดิการอื่นๆ เหมือนกับการทำงานประจำ เป็นลูกจ้างในบริษัท หรือองค์กรต่างๆ เช่น โบนัส ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การมีสังคมในที่ทำงาน การได้รับการอบรมพัฒนาอาชีพ

ขาดประสบการณ์จากการทำงานโดยที่ตนเองไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ใช้เพียงความสามารถ แรงงาน

และสติปัญญาของตนเองเท่านั้น

แล้วต้องพิจารณาอย่างไรว่าควรทำอาชีพฟรีแลนซ์ หรือไม่     

ถ้าทำงานประจำอยู่แล้ว อยากลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์ก็ต้องศึกษาข้อมูล โดยพิจารณาจาก

ข้อดี ข้อเสียของการเป็นฟรีแลนซ์ให้ดีก่อน เพราะอาชีพฟรีแลนซ์ ก็เหมือนกับทุกอาชีพ ที่มีทั้งที่ทำแล้วประสบผลสำเร็จ และทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ขึ้นอยู่กับปัจจัยและเงื่อนไขหลาย ๆ อย่าง เช่น  ประเภทธุรกิจ ความสามารถความเป็นมืออาชีพของตนเอง ความต้องการของตลาด ความมีชื่อเสียง

ทำเลแหล่งที่ตั้ง เทคโนโลยี หรือแม้แต่ความโชคดี หรือโชคไม่ดี ฯลฯ

บางคนบอกถ้าลาออกจากงานประจำมาทำฟรีแลนซ์ แล้วไม่ประสบผลสำเร็จก็อาจจะตกงาน

ไม่มีอาชีพ ก็แนะนำว่ายังไม่ต้องลาออกจากงาน แต่ให้ลองทำงานฟรีแลนซ์ควบคู่ไปกับงานประจำก่อน โดยให้รับทำงานฟรีแลนซ์ในช่วงวันหยุด หรือช่วงที่มีเวลาว่างสักระยะหนึ่ง ก็จะเห็นว่าผลลัพธ์มันเป็นอย่างไร เช่น ถ้าทำแล้วเห็นลู่ทางมันไปได้ดีกว่างานประจำแน่นอน ก็ค่อยลาออกจากกงานประจำมาทำฟรีแลนซ์เต็มตัว แต่ถ้าทำแล้วเห็นปัญหา อุปสรรค แก้ไขแล้วก็ยังไม่ได้ ทำต่อไปเจ๊งแน่นอน มีแต่ขาดทุน เข้าตัว เสียเวลา ก็เลิกทำฟรีแลนซ์ โดยที่เราจะไม่ตกงานเพราะยังมีงานประจำรองรับอยู่

 

 

ลาออก กับถูกเลิกจ้างได้เงินทดแทนกรณีว่างานจากประกันสังคมต่างกันอย่างไร

มนุษย์เงินเดือนหรือคนที่เป็นลูกจ้างบางคน เมื่อทำงานมาสักระยะหนึ่ง อาจมีเหตุให้ต้องออกจากงานจากองค์กร

ที่เคยทำงานก่อนกำหนด หรือก่อนถึงวัยเกษียณด้วยเหตุผลที่ต่างกันออกไป ซึ่งพอจะแยกได้ดังนี้

เหตุผลการออกจากงานมี 2 ประการคือ

1.ลาออกเอง  เกิดจากความต้องการของลูกจ้างอย่างสมัครใจ โดยอาจมีเหตุมาจากความจำเป็นหรือเหตุผลส่วนตัวบางประการ เช่น ต้องการย้ายที่ทำงาน ต้องการไปประกอบธุรกิจส่วนตัว  มีปัญหากับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานในองค์กร ฯลฯ

  1. ถูกเลิกจ้าง เกิดจากความต้องการของนายจ้าง ที่ต้องการลดจำนวนลูกจ้าง เนื่องจากขาดทุนหรือมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทน

ซึ่งแน่นนอนการออกจากงานไม่ว่าจะเป็นการลาออกเองหรือการถูกเลิกจ้าง ถ้าลูกจ้างไม่ได้ทำงานต่อทันทีก็จะว่างงาน ทำให้ขาดรายได้ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว อาจมีผลกระทบต่อตนเองและครอบครัว แต่ลูกจ้างก็มีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคมนอกเหนือจากเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่ลูกจ้างได้รับจากนายจ้าง กรณีถูกเลิกจ้าง

เงื่อนไขการมีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม 

ต้องส่งเงินประกันสังคมมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนว่างงาน และต้องไม่มีความผิดจากการถูกเลิกจ้าง เช่น การทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย โดยการลาออกและถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานดังนี้

กรณีลาออก จะได้รับเงินทดแทนฯ ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้าง/เงินเดือน ปีละไม่เกิน 3 เดือน

กรณีถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงินทดแทนฯ ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง/เงินเดือน ปีละไม่เกิน 6 เดือน

โดยอัตราค่าจ้าง/เงินเดือน ที่สำนักงานประกันสังคมนำมาคิดคำนวณในการจ่ายค่ากรณีว่างงานให้กับผู้ที่ใช้สิทธิ ก็คือค่าจ้างจริงของแต่ละคนที่นำส่งประกันสังคมแต่สูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท และถ้าภายใน 1 ปี มีการขอรับเงินทดแทนฯ ทั้ง 2 กรณี คือทั้งกรณีลาออกและถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงินทดแทนฯ ทั้ง 2 กรณี รวมกันไม่เกิน 6 เดือน และถ้าว่างงานไม่ถึง  3 เดือน กรณีลาออก หรือไม่ถึง 6 เดือน กรณีถูกเลิกจ้างก็จะได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานตามระยะเวลาจริงที่ว่างงาน

ดังนั้นเมื่อว่างงานไม่ว่าจากการลาออกหรือถูกเลิกจ้างก็แล้วแต่ ถ้าเรามีสิทธิเบิกเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม ก็ควรรีบดำเนินการไปขึ้นทะเบียนว่างงานเพื่อขอเบิกเงินดังกล่าวภายใน 30 วัน นับจากวันที่ลาออก ตามที่กฎหมายประกันสังคมกำหนดเพื่อจะได้มีเงินหรือรายได้เข้ามาทดแทนในช่วงที่รายได้ขาดหายไป โดยสามารถขึ้นทะเบียนว่างงานได้ที่ สำนักงานจัดหางาน ทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือทางออนไลน์ https://empui.doe.go.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ โทร.1506

 

 

ไลฟ์สไตล์การทำงานของคนรุ่นใหม่ กับชีวิตติด Co-Working Space เข้างานเมื่อตื่น เลิกงานเมื่อไหร่ก็ได้

เมื่อความสะดวกสบายเขยิบเข้ามาใกล้กับชีวิตเราในทุกด้าน เพียงแค่หยิบมือถือหรือโน๊ตบุ๊คขึ้นมาทำงานที่ได้รับมอบหมาย การเข้างานแปดโมงเลิกงานห้าโมงเย็น ก็แทบจะเป็นวิถีชีวิตแบบเก่าที่ไม่มีใครทำไปซะแล้ว คนรุ่นใหม่ต้องการอะไรที่ตอบโจทย์ความสบายมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งการฉีกกฎของเวลาการเข้างาน นั่นจึงทำให้เกิด Co-working space ขึ้นเป็นดอกเห็ดในสังคมเมืองหลวงของประเทศไทย จากข้อมูลของภาควิชาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ให้ข้อมูลไว้ว่าในปี 2558 จำนวนธุรกิจ Co-Working Space เฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีมากกว่า 40 แห่ง และในปัจจุบันก็น่าจะมีมากกว่าร้อยแห่งแล้ว นี่เป็นจำนวนที่บ่งบอกว่า ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะมีอิสระในการทำงาน ที่ไม่ยึดติดกับสถานที่ที่เป็นออฟฟิศหลักมากขึ้นเรื่อย ๆ

ศูนย์รวมของคนที่ใช่ แหล่งค้นพบมิตรภาพใหม่ ๆ

เมื่อสถานที่อย่าง Co-Working space ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เรื่องของสถานที่ทำงานนอกออฟฟิศ แต่อาจสร้างโอกาสในการพบเจอกับเพื่อนใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกัน หรือทำธุรกิจที่เสริมกันได้ ก็อาจเป็นประโยชน์อีกด้าน ที่ทำให้ลูกค้าชื่นชอบการเข้ามานั่งทำงานในพื้นที่ทำงานร่วมกันนี้ เพราะลักษณะของกลุ่มผู้ใช้บริการ Co-Working space คือกลุ่มคนที่สามารถบริหารจัดการเวลาของตัวเองได้ ไม่โดนบังคับการเข้างาน หรือมีความยืดหยุ่นในการทำงานนั่นเอง ซึ่งโดยส่วนมากจึงเป็นกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพอิสระ อย่าง Startup หรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจและมีความริเริ่มที่จะลงมือสร้างกิจการของตนเอง กลุ่มคนประเภทนี้มักจะใช้เวลาอยู่ที่ Co-Working space นานมาก เพราะต้องการพื้นที่ในการระดมความคิด นัดเจอกลุ่มเพื่อนที่ประกอบธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ หรือนัดพบที่ปรึกษาของตน เพื่อพัฒนาไอเดียทางด้านธุรกิจกันอย่างเข้มข้น หรืออย่าง กลุ่มคนทำงานฟรีแลนซ์ ก็มักมาเป็นลูกค้าประจำ เพราะนอกจากพื้นที่ในการทำงานที่มีให้แล้ว Co-Working space บางแห่ง ก็มีบริการที่ครบถ้วน คือ มีตั้งแต่ อาหารเช้า ไปจนถึง อาหารค่ำ น้ำ นม ขนม มีพร้อม เรียกได้ว่าอยู่ด้วยกันไปได้ยาว ๆ จนกว่างานจะเสร็จได้เลย

รูปแบบและแนวทางของธุรกิจ Co-Working space จึงเรียกได้ว่าก่อตั้งมาตอบรับกระแสและอาชีพของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การขยายตัวของธุรกิจนี้ ก็ทำให้เกิดการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจขึ้นมากเช่นกัน ทำให้แต่ละแห่งต้องมีการลงทุนในการตกแต่งสถานที่เพื่อดึงดูดลูกค้า หรือจัดโปรโมชั่นลดราคากันมากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักความอิสระในการทำงานนั่นเอง