เลี้ยงลูกในวัยเด็กอย่างไร ให้เชื่อฟัง ไม่อาละวาดเอ็ดตะโร

คนที่กำลังเป็นพ่อแม่ หรือที่เคยผ่านการเลี้ยงลูกมาแล้ว ส่วนใหญ่จะมีปัญหาในการเลี้ยงลูกในวัยเด็ก โดยเฉพาะในเรื่องการไม่เชื่อฟังของลูก เช่น เวลาบอกให้เขาทำอะไร เขาจะเฉยไม่ทำตาม แต่เวลาห้ามไม่ให้ทำอะไรบางอย่างที่เขาอยากทำ เขาจะขัดขืนและอาละวาด และอีกหลาย ๆ พฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่น่ารัก ที่เด็ก ๆ จะแสดงออกมาต่าง ๆ กันไป ของแต่ละครอบครัว

และนี่คือเรื่องจริงที่พ่อแม่หลายคนพบเจอ ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากพบ ไม่อยากเจอกับลูกที่มีนิสัยแบบนี้  หลายครั้งที่เราเคยไปห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ต่าง ๆ มักจะเจอเด็ก ๆ หลายคนที่ลงไปนอนดิ้นกับพื้น หรือกำลังร้องให้เสียงดังเอ็ดตะโร และเด็กหลายคนก็เลือกที่จะแสดงอาการไม่พอใจ ฉุดกระชากลากดึงกันกับพ่อแม่ เมื่อไม่ได้ดังใจ นี่แหละที่เขาเรียกว่า “ลูกเทวดา”อยากได้อะไร อยากทำอะไร ต้องได้เดี๋ยวนั้น ต้องทำเดี๋ยวนั้น

ลองมาดูวิธีการเลี้ยงลูกให้เชื่อฟัง ตั้งแต่วัยเด็ก ตามหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ ซึ่งอาจจะช่วยคุณได้

วิธีการเลี้ยงลูกให้เชื่อฟังตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยหลักคำสอนของพระเยซู ซึ่งถึงแม้จะเป็นหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ แต่เราชาวพุทธก็นำมาใช้ได้ เพราะทุกศาสนาก็สอนให้ทุกคนเป็นคนดีอยู่แล้ว ซึ่งวิธีการสั่งสอนลูกตามหลักการของเขา คือ 

1.ต้องเป็นผู้นำ ชัดเจนในบทบาทของตนเอง ใช้อำนาจอย่างสมดุล เพราะการตามใจเด็ก ๆ มากเกินไป จะทำให้เด็กไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่มีนิสัยเอาแต่ใจ และคิดว่าตนเองมีสิทธิเหนือคนอื่นในทุกเรื่อง

2.ต้องอบรมสั่งสอนให้เขาเชื่อฟัง เพื่อให้เกิดการควบคุมอารมณ์ รวมทั้งตั้งกฎและลงโทษถ้าเขา ไม่เชื่อฟัง การทำแบบนี้จะทำให้สถานการณ์แย่ ๆ นอกบ้าน เกิดได้น้อยลงนั่นเอง

3.ต้องชัดเจนในคำสั่ง ไม่ใช่พูดเพียงขอให้เชื่อฟัง เช่น พูดว่า “ช่วยทำความสะอาดห้องให้หน่อยได้ไหม”

การพูดแบบนี้ ลูกจะเข้าใจว่าเป็นแค่การแสดงมารยาทที่ดี และยังทำให้อำนาจของพ่อแม่ลดลงด้วย เด็กจะคิดว่าเป็นแค่คำขอ จะทำหรือไม่ทำก็ได้  ดังนั้นพ่อแม่ต้องสั่งอย่างชัดเจน

4.ต้องเด็ดเดี่ยว อย่าเสียเวลาต่อรองกับลูก ว่าทำไมคุณต้องทำแบบนี้ ให้คำว่า “ใช่” หมายความว่า “ใช่”

และคำว่า “ไม่” หมายความว่า “ไม่”

5.ต้องแสดงความรัก ความห่วงใยลูก และการปกครองในครอบครัวก็ต้องเป็นแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่
แบบเผด็จการ

การสั่งสอนและเลี้ยงลูกให้เชื่อฟังตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ในวัยเด็ก จะทำให้เขาเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ เป็นเด็กดี ไม่อาละวาดเอ็ดตะโร และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีเหตุผล เพราะเขาได้รับการสั่งสอนมาดี ได้รับความรัก ความห่วงใย ความอบอุ่นมาจากพ่อแม่อย่างเพียงพอในวัยเด็ก

 

ของเล่นยุคใหม่ การลงทุนของพ่อแม่ กับความแน่ใจในความคุ้มค่า ที่มาพร้อมกับการเสริมทักษะของลูก

เมื่อถึงวัยพัฒนาการของลูก ๆ คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองต่างก็มองหาของเล่น ที่จะมาเสริมสร้างการพัฒนาสมองของลูกให้ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด จึงเป็นเหตุให้มีงานเทศกาลของเล่นเกิดขึ้นมากมายทั่วโลก เช่น เทศกาลของเล่นนิวยอร์ก หรือในประเทศไทย เช่น งาน Thailand Toy Expo 2018 (ไทยแลนด์ ทอย เอ็กซ์โป 2018) งานมหกรรมแสดงของเล่นนานาชาติ ที่เพิ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าใจกลางกทม. ที่มีของเล่นใหม่ ๆ มาให้พ่อแม่เลือกชมและต่อยอดไอเดียบรรเจิดในการพัฒนาทักษะของลูก ๆ ไปสู่ความสามารถและทักษะที่ดีเพื่ออนาคตของพวกเค้า และในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกล และการผลักดันความสามารถของเด็ก ๆ ไปสู่ความเป็นอัจฉริยะในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านคณิตศาสตร์ ด้านวิศวกรรมศาสตร์ และด้านต่าง ๆ อีกมาก รวมไปถึงความฉลาดทางด้านอารมณ์ ก็ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองยุคใหม่นี้ ต้องทำการบ้านอย่างดี กับการลงทุนซื้อของเล่นแต่ละชิ้น เพื่อสนับสนุนความสามารถของลูก ๆ ในอนาคต

ทักษะในศตวรรษที่ 21 คือ การบ้านของพ่อแม่ และเป้าหมายของการเรียนรู้ของเด็ก ๆ

ทักษะที่กล่าวถึงกันอย่างมากว่าเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นของเด็กยุคใหม่ ที่ต้องได้รับการพัฒนา เรียนรู้และปูทางสู่ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ คือ ด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ด้านการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ด้านการสื่อสาร (Communication) และด้านความร่วมมือกัน (Collaboration) ดังนั้นการบ้านของคุณพ่อคุณแม่ก็คือการจะส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านเหล่านี้ให้กับลูก ๆ ได้อย่างไรและด้วยวิธีใด จึงจะทำให้ลูกมีพื้นฐานที่ดีเพื่อการเติบโตขึ้นในสังคมยุคนี้ได้อย่างแข็งแรงและมีประสิทธิภาพ ของเล่นจึงเป็นตัวช่วยที่จำเป็นต้องเสาะหามาให้ลูก ๆ นั่นเอง

ของเล่นเสริมทักษะและพัฒนาการของเด็กในยุคนี้ มีวิวัฒนาการที่อิงกับเทคโนโลยีอย่างที่ไม่คิดว่าจะนำมาผสมผสานกันได้ เช่น ของเล่นที่ชื่อว่า PleIQ (เพลย์ ไอคิว) ที่ใช้เทคโนโลยี Augmented Reality หรือ เทคโนโลยีความจริงเสริม ที่ใช้โลกเสมือนมาเจอกับโลกจริง โดยมีเป้าหมายในการเล่นเพื่อพัฒนาทางด้านตัวเลข คำศัพท์ และบทเรียนเสริมความรู้ให้กับเด็ก ๆ ในช่วงอายุ 3-8 ขวบ แถมยังสามารถใช้ร่วมกับแอปพลิเคชันในแท็บเล็ต ที่มีกล้องเพื่อเพิ่มความน่าตื่นเต้นและช่วยในการจดจำได้ดีขึ้นอีกด้วย  หรือที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างบอร์ดเกม ที่เป็นเกมที่ต้องใช้ทักษะทั้งการคิดวิเคราะห์และการร่วมมือกันตลอดจนการสื่อสารกับผู้เล่นอื่น ๆ ในเกมก็เหมาะสมกับเด็ก ๆ ในช่วงอายุที่มากขึ้นไปจนถึงบอร์ดเกมที่สามารถเล่นได้ทั้งครอบครัวอีกด้วย

ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรวางแผนเลือกของเล่นให้เหมาะสมกับลูก ๆ ทั้งในด้านการพัฒนาทักษะต่าง ๆ และด้านงบประมาณที่ต้องลงทุนเพื่ออนาคตของลูก ๆ ในยุคเทคโนโลยีครองเมืองนี้เช่นกัน