การแข่งขันดุเดือดระหว่างสองค่ายยักษ์ใหญ่แห่งวงการรองเท้า อย่างไนกี้และอาดิดาส

มนุษย์ทุกคนควรต้องมีรองเท้าใส่ ประโยคนี้น่าจะเป็นหลักการทั่วไปของการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพดี ของสิ่งมีชีวิตที่แสนพิเศษซึ่งเรียกว่ามนุษย์นี้ และแน่นอนว่าเมื่อมนุษย์ทุกคนบนโลกต้องการรองเท้า ธุรกิจรองเท้าจึงต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เพื่อครองส่วนแบ่งการตลาด และค่ายผู้ผลิตรองเท้าที่เป็นที่นิยมมากที่สุดของโลกสองค่ายนั่นก็คือ ไนกี้และอาดิดาส ที่มุ่งมั่นทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา

ด้านฝั่งของผู้ผลิตรองเท้าจากเยอรมันยี่ห้อ อาดิดาส ก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยถูกใจผู้ใส่วัยรุ่น และผสมผสานการเป็นรองเท้ากีฬากับรองเท้าแฟชั่นมากขึ้น รวมไปถึงการผลิตรองเท้ารุ่นซุเปอร์สตาร์ ก็สามารถสร้างจุดขายและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และสามารถตีตลาดเพิ่มฐานลูกค้าในตลาดอเมริกาเหนือและในตลาดจีน ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นมากมายถึง 30 % ในปี 2017 อีกด้วย ตลอดจนการขยายตลาดและเดินหน้าลุยขยายช่องทางจำหน่ายแบบออนไลน์ ก็สร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้นจากช่องทางออนไลน์นี้ได้ถึง 53% ในไตรมาสแรกของปี 2018 รวมไปถึงการวางแผนในการนำนวัตกรรม อย่างเช่น เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ มาเสริมทัพในการพัฒนาด้านการผลิต ก็ทำให้อาดิดาส กำลังเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามในวงการนี้เลยทีเดียว

ทางด้านบริษัทผู้ผลิตรองเท้าสัญชาติสหรัฐอเมริกาอย่าง ไนกี้ ก็ไม่มีน้อยหน้าด้วยการงัดนโยบายในการมุ่งสู่การใช้นวัตกรรมที่ก้าวหน้ามาผลิตรองเท้า ที่โดนใจผู้บริโภคทั้งในด้านการสวมใส่ที่เหมาะสม ตอบโจทย์ผู้สวมใส่ทุกวัย พร้อมทั้งเดินหน้าทุ่มทุนใน 3 ด้านหลัก ๆ คือ ด้านนวัตกรรม ด้านซัพพลายเชน และด้านตลาดจัดจำหน่าย รวมถึงตลาดออนไลน์ที่มีการตั้งเป้ายอดขายไว้ ที่ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2020 และด้วยการใส่ใจในกระบวนการจัดส่ง ที่ต้องมีความรวดเร็ว จากการพัฒนาระบบ ไนกี้ เอ็กซ์เพรส เลน ซึ่งเป็นนวัตกรรมการผลิตสินค้า ที่ทีมผลิตสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าได้แบบทันทีทันใด หรือเรียลไทม์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละซีกโลก ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ และจีน และด้วยความรวดเร็วที่เปลี่ยนจากเป็นเดือน เหลือเพียงแค่ระดับสัปดาห์ ก็ทำให้คู่แข่งที่กล้ามาท้าชิงเสียวสันหลังกันไปตาม ๆ กัน

เลือกคู่ที่ใช่ จากแบรนด์ที่ให้มากกว่ารองเท้า

                แน่นอนว่าในตลาดรองเท้า ผู้บริโภคจะต้องเห็นสองแบรนด์อย่างไนกี้และอาดิดาส วางเรียงให้เลือกซื้อหา ซึ่งเป็นข้อดีของการที่ทั้งสองแบรนด์นี้พยายามที่จะพัฒนา เพื่อเป็นตัวเลือกที่ใช่ที่สุดแก่ผู้บริโภค การตัดสินใจเลือกรองเท้าคู่ที่ใช่ในตลาดแห่งการแข่งขันนี้ จึงยังเปิดกว้างให้ผู้บริโภคได้เลือกสรรได้ตามชอบใจ เพราะรองเท้าคือเพื่อนร่วมทางที่ดีที่สุดนั่นเอง

 

การปรับตัวสู้กระแสดิจิทัล ร้านหนังสือและการจัดสรรพื้นที่ ด้วยข้อเสนอใหม่ที่ให้มากกว่าการอ่าน

หลายธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเมื่อถูกกระแสดิจิทัลบุกรุก ร้านหนังสือที่เคยเป็นแหล่งหนอนหนังสือก็หนีไม่พ้นสถานการณ์นี้เช่นกัน เพราะด้วยการดำเนินชีวิตของลูกค้ายุคใหม่ ที่เข้าสู่โลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา จึงกระทบกับอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์และร้านหนังสือโดยตรง และเป็นเช่นเดียวกันทั่วโลก ทำให้แนวโน้มของธุรกิจร้านหนังสือลดลง ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนผู้ที่ยังยืนยันจะสู้ต่อ ก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด จึงเห็นได้ว่ากลุ่มร้านหนังสือเอง ก็ได้เพิ่มกำลังในการปรับปรุงและพัฒนาไปในเชิงสร้างสรรค์ ที่เทคโนโลยีออนไลน์ยังให้แก่ลูกค้าไม่ได้

การปรับตัวที่ใช้การผสมผสานการให้บริการในแบบออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กันไป หรือเรียกว่า โมเดล “Omni-channel”  ก็ดูเหมือนจะเป็นทางออกหนึ่ง ที่ร้านหนังสืองัดมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการสู้ศึกกระแสออนไลน์ ด้วยข้อได้เปรียบทางด้าน Physical หรือด้านกายภาพที่ลูกค้ายังสามารถเดินทางมาค้นหาและสัมผัสหนังสือได้ด้วยตัวเอง สามารถพลิกอ่านตัวอย่างของเนื้อหาได้ทีละแผ่น ๆ ก็ยังเป็นความคลาสิกของการอ่านที่ร้านหนังสือยังหยิบยื่นให้กับนักอ่านขาประจำได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เร่งทำการตลาดและนำสินค้าเข้าสู่โลกออนไลน์ขนานกันไป เพื่อที่จะให้ร้านหนังสือนั้นยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งการเป็นสื่อกลางให้กับผู้อ่าน ได้ในทั้งสองรูปแบบคือออนไลน์และออฟไลน์นั่นเอง

การสร้างความประทับใจ และการให้บริการที่ครบถ้วน คือหัวใจและลมหายใจของร้านหนังสือ

                การปรับแนวทางการให้บริการของร้านหนังสือ ที่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า อย่างเช่นการทำให้ร้านหนังสือมีความเป็น 3rd place คือเป็นสถานที่เป้าหมายลำดับที่สาม ถัดจากบ้านและที่ทำงาน เป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวร้านหนังสือ รวมไปถึงการสร้างวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในหมู่นักอ่าน เช่นการสร้างชุมชนนักอ่านในร้านหนังสือ ตัวอย่างที่โดดเด่นด้านนี้เกิดขึ้นที่มหานครนิวยอร์ก ในร้านหนังสือที่ชื่อว่า Book Court ซึ่งมีการจัดกิจกรรมแทบทุกวัน เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้นักอ่านได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แม้กระทั่งการเชิญนักเขียนที่เป็นขวัญใจผู้อ่านมาโปรโมทหรือแจกลายเซ็นต์ให้กับแฟน ๆ ที่ติดตามผลงาน สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยให้ร้านหนังสือยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักอ่าน และเป็นฐานลูกค้าที่เข้มแข็งในการสนับสนุนความเป็นอยู่ของร้านหนังสือได้ต่อไป

เมื่อได้พยายามปรับตัวในด้านต่าง ๆ เพื่อทำให้ธุรกิจไปต่อได้แล้ว การปรับปรุงร้านให้สวยงาม มีหนังสือหลากหลายประเภท จนกลายเป็นคลังหนังสือ เพื่อเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับนักอ่านทุกวัย ก็เป็นทางออกและเป็นมาตรฐานของร้านหนังสือที่ควรยึดถือไว้  โดยเฉพาะหากร้านหนังสือนั้นมีหนังสือที่หายากไว้บริการ และหนังสือสำหรับนักสะสม ก็ยิ่งทำให้ร้านหนังสือคือสถานที่ที่นักอ่านตัวจริงยังต้องการมีไว้เป็นแหล่งหนังสือคู่ใจได้อีกยาวนาน