การทำสมาธิในยุคดิจิทัลไม่ยากอย่างที่คิด ฝึกบ่อยชีวิตเปลี่ยน

จากการเสพสื่อในสังคมยุคดิจิทัลที่มีข่าวสารมากมายที่เข้าถึงได้ง่าย และเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว อาจนำพามาซึ่งความเครียด อารมณ์หงุดหงิด และความว้าวุ่นใจมาสู่ชีวิตของคุณ ที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้อย่างไม่รู้ตัว จากสถิติที่มีการได้ทำการบันทึกไว้ คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 57 ล้านคน หรือประมาณ 82% ของประชากร ที่สำรวจโดย We are social และ Hootsuite ในปี 2018 แถมมาด้วยแชมป์โลกด้านการใช้เวลาท่องอินเทอร์เน็ตมากที่สุด เฉลี่ย 9 ชั่วโมง 38 นาทีต่อวัน ก็ไม่น่าแปลกใจที่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอยูโพล) ได้มีการจำแนกความเครียดในคนไทยในด้านต่าง ๆ ถึง 10 ด้านด้วยกัน คือ ด้านเศรษฐกิจและการเงิน ด้านครอบครัว ด้านเพื่อน ด้านความรัก ด้านการงาน ด้านสุขภาพ ด้านการเรียน ด้านการเมือง ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านที่เกี่ยวกับตนเอง ซึ่งมีวิธีแก้ไขความเครียดโดยการพยายามหากิจกรรมที่ผ่อนคลายความเครียด หรืองานอดิเรกที่ชื่นชอบต่าง ๆ โดยแท้จริงแล้วเคล็ดลับง่าย ๆ ที่นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้ให้คำแนะนำไว้ก็คือ การทำสมาธิให้จิตใจผ่องใส เพียงวันละ 10 – 30 นาที ก็สามารถเป็นวิธีลดความเครียดที่ได้ผลดีมาก

การฝึกทำสมาธิ ไม่เพียงแต่เฉพาะคนไทยที่รู้จัก แต่ยังเป็นวิธีการพื้นฐานของคนทั่วโลก และเริ่มเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการทำจิตใจให้สงบ พักสมองให้หยุดคิดเรื่องที่กังวลอยู่ และจดจ่ออยู่กับการหายใจเข้าออกอย่างเป็นระบบ การฝึกทำสมาธินี้มีผลงานวิจัยมากมาย ที่ค้นพบว่าสามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆได้ เช่น โรคหอบหืด และโรคไมเกรน และยังช่วยลดอาการซึมเศร้าอีกด้วย รวมถึงช่วยให้การทำงานของระบบการเผาผลาญอาหาร และระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายดีขึ้น

เสพสื่ออย่างมีเหตุและผล มีสมาธิและสติ เลือกรับข่าวสารที่ดีมากขึ้น

                ข่าวสารที่ได้รับตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ไม่ควรที่จะเชื่อถือในทันทีทันใด เพราะยุคดิจิทัลนี้ ใคร ๆ ก็เขียนข่าวได้ การฝึกทำสมาธิจะช่วยให้เกิดสติ ดังที่กระทรวงสาธารณสุขได้เน้นประเด็นเรื่อง “สติ วิถีแห่งสุขภาพดี” เพราะคนไทยมีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าสูงขึ้น ดังนั้นการทำสมาธิและเสพสื่ออย่างมีสติจะช่วยบรรเทาอาการเครียดและวิตกกังวลที่จะนำสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ ข้อแนะนำในการเสพสื่อออนไลน์มีอยู่มากมาย เช่น การอย่าเพิ่งด่วนสรุปข่าวนั้น อย่าเพิ่งใส่อารมณ์ความรู้สึกของตนเองมากเกินไปหลังจากที่ได้อ่าน และไม่ควรเสพสื่อตลอดเวลา ควรมีการกำหนดเวลาในการเสพสื่อต่าง ๆ และใช้เวลากับธรรมชาติหรือกิจกรรมที่ชื่นชอบให้มากขึ้น และพยายามแชร์ข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้จริง ๆ

อย่ากลัว ! รู้จัก “โรคซึมเศร้า” พร้อมวิธีป้องกัน

ในรอบปีที่ผ่านมีข่าวออกมาให้แฟนคลับสะเทือนใจกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเสียชีวิตของ เชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำวงร็อคระดับโลก Linkin Park เมื่อกลางปี 60 และตามมาด้วยกรณีข่าวการชีวิต ของ คิม จงฮยอน นักร้องเกาหลีชื่อดัง สมาชิกวง SHINee เมื่อตอนปลายปีที่แล้ว ทั้งสองกรณีดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจและกลายเป็นเรื่องช็อกระดับโลก เพราะนักร้องดังทั้งสอง จากโลกนี้ไปด้วย “ฆ่าตัวตาย” โดยมีสภาวะเดียวกันคือ อาการซึมเศร้า หรือที่เรียกกันติดปากว่า “โรคซึมเศร้า” ซึ่งข่าวดังทั้งสอง ส่งผลต่อสภาพจิตใจของแฟนคลับ และผู้ที่ได้ยินเรื่องราว จนกลายเป็นกระแส ที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ และรณรงค์ร่วมป้องกันโรคซึมเศร้า วันนี้เราขอเป็นอีกหนึ่งพลังเสียง ที่จะพาทุกคนไปรู้จักกับโรคซึมเศร้าให้ดีกว่าเดิม รวมทั้งแนวทางการป้องกันโรคนี้ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจได้มากขึ้น

รู้ไว้ก่อนโรคซึมเศร้าคืออะไร?

โรคซึมเศร้า เป็นโรคหนึ่งซึ่งสามารถเกิดได้ในช่วงชีวิตของเรา ไม่ต่างจากโรคทางกายอื่น ๆ ซึ่งมี สาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลักได้แก่
1.ปัจจัยทางชีวภาพหรือพันธุกรรม สารเคมีในสมองเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ความผันผวนของระดับฮอร์โมนสำคัญ สืบทอดมาจากพ่อแม่สู่ลูก

2.ปัจจัยด้านจิตใจหรือสิ่งที่แวดล้อมที่เรียกว่าปัจจัยทางอารมณ์ การพบเจอเหตุการณ์ ต่าง ๆ เช่น ความผิดหวัง การหย่าร้าง สูญเสียคนรัก เป็นต้น

ซึ่งก่อนอื่นต้องบอกว่าคนซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า คนผู้นั้นจะเป็นคนอ่อนแอไม่สู้ ไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพียงการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง ที่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการใช้ยา และการรักษาทางจิตใจร่วมกัน โรคซึมเศร้า เหมือนภัยเงียบที่ไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน ที่เป็นสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ปัจจัยสำคัญที่ทำกระตุ้นให้เกิดอาการซึมเศร้าได้แก่ ความตึงเครียด และสภาพจิตใจย่ำแย่ที่ถูกสะสมมานาน โดยส่วนมากคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะเริ่มเป็นตอนอายุ 25 ปีขึ้นไป

การป้องกันโรคซึมเศร้า

สำหรับผู้ที่เริ่มเครียด นอนไม่ค่อยหลับ หงุดหงิดไม่มีสมาธิ รู้สึกหาทางออกไม่เจอ ก่อนที่จะเข้าสู่สภาวะซึมเศร้า เราสามารถป้องกันตัวเองด้วยได้ ด้วยวิธีเหล่านี้

                ทำสมาธิ การทำสมาธิช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้คลื่นสมองผ่อนคลาย หัวใจเต้นเป็นปกติ ควบคุมสมดุลของเคมีต่าง ๆ ได้ดี  สามารถทำได้ ทั้ง นั่งสมาธิ เดินจงกรม สวดมนต์ หรือเย็บปักถักร้อยก็เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง
                พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกาย ไม่หมกมุ่นคิดมาก ถ้ารู้สึกว่าเครียด หรือเหนื่อยล้า ให้หากิจกรรมที่ตัวเองชอบทำเพื่อผ่อนคลาย เช่น ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง เป็นต้น

เมื่อรู้สึกตัวว่าเราอาจจะเป็นโรคซึมเศร้า ไม่มีความสุขกับชีวิตซะแล้ว ต้องไม่บังคับตัวเอง หรือบีบให้ทำในสิ่งที่ยากเกินไป ต้องค่อย ๆ ทำ ไม่กดดัน และที่สำคัญต้องยอมรับว่า อาการซึมเศร้าไม่ใช่โรคร้าย และไม่ใช่ตัวหลักที่จะทำให้เราอ่อนแอ และควรกล้าที่จะไปพบแพทย์

แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย… ชวนเพื่อนๆ มาออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง

แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว คงเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ มักจะชอบพูดกับตัวเองและคนอื่นๆว่าไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ให้ไปออกกำลังกาย ความจริงแล้ว ไม่ต้องมีเวลามากมาย เพียงแค่วันละ 30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ก็พอแล้ว การออกกำลังกายจะเกิดผลดีกับปอดและหัวใจ ทำให้เหนื่อยยาก ขึ้น ร่างกายแข็งแรง ไม่ต้องมีพื้นที่มากมาย หรือ อุปกรณ์การออกกำลังกายแพงๆอะไร มีแค่พื้นที่ในการเดินก็เพียงพอแล้ว

Continue reading

ลดน้ำหนัก… ไม่ยากอย่างที่คุณคิด

เมื่อพูดถึงโรคที่คนเป็นเยอะที่สุดก็ต้องเป็นมะเร็งเพราะคนที่เป็นไม่สามารถหายขาดได้ แต่ดูแลให้ดีขึ้นได้คนส่วนใหญ่ก็รู้ว่ามะเร็งจะเกิดจากสาเหตุใดบ้าง แต่รู้ไหม ยังมีอีกโรคหนึ่ง ที่ใกล้ตัวคนไทยมาก เป็นอันดับ2 รองจากโรคมะเร็ง ก็คือโรคอ้วน สำรวจจากสถิติ ประเทศในอาเซียน คนไทยมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรืออ้วนเป็นอันดับ2ของอาเซียน นั่นเอง

Continue reading